กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้ บ้านโลกทิพย์ สังคมแห่งการช่วยเหลือ ให้คำแนะนำในการปฏิบัติกรรมฐาน แนะนำการสวดมนต์ที่ถูกต้อง


ข่าวประกาศ โดย บ้านโลกทิพย์

กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 ... 5 6 [7] 8 9 10
61
งานทำบุญ - เททองหล่อพระ - เทศน์มหาชาติเวสสันดรชาดก  ๑๓ กัณฑ์ พร้อมทอดผ้าป่า ในวันพฤหัส ที่  ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๙ ณ อุทยานพระโพธิสัตว์ธรรม ตั้งอยู่ที่ ๔๑/๑ หมู่ ๒ ต.ไผ่กองดิน อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี โดยมีข้าพเจ้า นายธานี เจริญผล พร้อมคณะฯ เป็นเจ้าของและผู้ดูแลสถานที่ได้ดำเนินการจัดสร้าง   องค์หลวงพ่อสำเร็จทันใจ และองค์พระโพธิสัตว์กวนอิม ไว้ในสถานที่ซึ่งตั้งอยู่กลางแจ้งนั้น จำเป็นต้องหาทุนทรัพย์เพื่อสร้างที่ประดิษฐานสถาปัตยกรรม ( ศาลาเก๋งจีน ) และสะพานถวายพระโพธิสัตว์กวนอิม   เพื่ออำนวยความสะดวก ราบรื่น ร่มเย็น ในการมากราบสักการะของท่านสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลาย      ด้วยเหตุนี้ทางคณะจึงได้ดำเนินการจัดงานทำบุญ - เททองหล่อพระ - เทศน์มหาชาติเวสสันดรชาดก  ๑๓ กัณฑ์ พร้อมทอดผ้าป่า ในวันพฤหัส ที่  ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๙
62
ขอเรียนเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมเป็นเจ้าภาพผ้าป่า หาเงินเพื่อต่อเติมอาคารเรียนอนุบาล โรงเรียนบ้านนาหินโหง่นนาดง อ.นาตาล จ.อุบลราชธานี
*******************************************************************************************
เนื่องจากทางเพจบ้านโลกทิพย์ ได้รับการติดต่อจาก อาจารย์โรงเรียนบ้านนาหินโหง่นนาดง ให้ช่วยเป็นสะพานบุญ มาบอกบุญให้ทุกท่านได้ร่วมทำบุญผ้าป่า
เพื่อหาทุนมาต่อเติมอาคารเรียนให้กับเด็กอนุบาล เนื่องจากการเรียนการสอนในปัจจุบันมีอุปสรรคหลาย ทางเพจบ้านโลกทิพย์จึงขอความอนุเคราะห์
จากท่านทั้งหลายคนละนิด คนละหน่อย เพื่อทำให้ทางโรงเรียนได้มีปัจจัยพอเพียงในการสร้างอาคารเรียนให้กับเด็กอุบาลในครั้งนี้.
ทางบ้านโลกทิพย์และโรงเรียนนาหินโหง่นนาดง ขอขอบคุณทุกท่านที่มีจิตเมตตา ณ โอากาสนี้ครับ

ทางโรงเรียนบ้านนาหินโหง่นนาดง จะทอดผ้าป่า ในวันที่ 14 เมษายน 2559

สามารถสบทบทุนได้ที่...ธนาคารออมสิน สาขาเขมราฐ
ชื่อบัญชี..กองทุนผ้าป่าโรงเรียนบ้านนาหินโหง่นนาดง
เลขที่บัญชี...020164335109

[/b]
63
[/youtube]

เครดิต:รายการ มูไนท์
64
เกษา นักบุญยาจก / เป็นพระในบ้าน
« กระทู้ล่าสุด โดย เกษา นักบุญยาจก เมื่อ มีนาคม 07, 2016, 05:39:36 PM »


7 มีนาคม ค.ศ. 2016


.. เป็นพระในบ้าน..
เรื่องราวที่จะเขียนต่อไปนี้เป็นความรุ้เฉพาะตน เป็นปัตจัตตัง ขอให้อ่านเพื่อความบันเทิงนะคะ

... เป็นพระในบ้าน ..
บางคนเคยได้ยินคำว่า "พระในบ้าน " ใช่มั้ยคะ พระในบ้านของเราคือ บิดา-มารดา ผู้มีพระคุณต่อเรา ใครที่บูชาพระในบ้านอย่างดี ผู้นั้นย่อมเจริญก้าวหน้า
แต่คำว่า " เป็นพระในบ้าน " ละจะหมายถึงอะไร เป็นพระในบ้านหมายถึง เราๆผู้เป็นพ่อ เป็นแม่นั้นเองคะ การที่จะให้ลูกๆบูชาเราดั่งพระในบ้านของพวกเค้า เราเองนั้นจะต้องทำตัวให้เป็นพระให้ได้เช่นกันคะ การมีครอบครัวนั้นจะมีเพียง พรมวิหารธรรม หรือพรมวิหาร ๔ อย่างเดียวไม่พอคะ เราต้องทำตนให้เป็นพระของคนในครอบครัวเราด้วย
ทำอย่างไรละ??
เป็น พระแม่ธรณี
.. เป็นผู้ที่มีความเข้มแข็งหนักแน่น โอบอุ้ม โอบรับลูกๆและคนในครอบครัวของเรา ดั่งผืนแผ่นดินที่รองรับเมื่อยามท้อแท้และสิ้นหวัง  ให้ลูกๆและคนในครอบครัวรู้สึกว่ายังมีผื่นดิน ยังมีที่อยู่ ที่เค้าได้อยู่นั้นเองคะ
เป็น พระแม่คงคา
... เป็นเสมือนแม่น้ำที่ไหลเย็นคอยดับไฟ อันร้อนลุ่มในใจของลูกๆและคนในครอบครัว เป็นเหมือนแม่น้ำ ที่คอยให้ความชุ่มชื่น เย็นช่ำ ให้คนในบ้านนั้นสดชื่นแจ่มใส
พระเพลิง
... เป็นดังไฟ ที่ให้ความอบอุ่น และจุดประกายความหวังให้สว่างไสวในใจพวกเค้า เป็นเหมือนไฟที่คอยจุดให้มีสติ มีความรอบครอบ เป็นเหมือนไฟที่คอยให้ความอบอุ่น และคอยให้แสงสว่างยามพวกเค้ามืดมน
เป็นพระพาย
... เป็นดั่งสายลมอ่อนๆ คอยพัดโบก พัดปลิว สิ่งที่ร้อนรุ่มในใจให้กับคนในครอบครัว ให้มีแต่ความสบายใจ
...นี้คือพระทั้งหมดที่คนในครอบครัวอยากได้ และเราสมควรเป็นคะ เมื่อเรามีพรมวิหาร 4 แล้ว เราควรทำตนให้เป็นพระ เหมาะสมกับที่ลูกๆบูชาเราคือพระในบ้านของพวกเค้าคะ
.. อนุโมทนา ...
65
ห้องหมอเจี๊ยบสมุนไพรไทย / Re: ปล่อยวาง
« กระทู้ล่าสุด โดย pracharatch916 เมื่อ มีนาคม 06, 2016, 04:31:50 PM »
ช่วงนี้ ต้องปล่อยวางมากๆค่ะ เศรษฐกิจโลกไม่ค่อยดี อย่าไปยึดติด อยากให้คนไทย ลองใช้สติกันดีๆเน๊อะ
จะได้ปล่อยวางอย่างสบายใจ

เราก็ทำในแบบที่เราทำได้ ทำแล้วสบายใจ ขายของ สินค้าที่พักผ่อนหย่อนใจ อย่าง สบู่เหลวในโรงแรมนี่แหละ ไม่มีอันตรายกับสังคม อยู่แบบพอเพียง
เล็กๆน้อยๆ แต่ก็ไม่เป็นไร มีบ้าง อดบ้าง ค่อยๆ ทำไป ลองเข้ามานะ กลิ่นหอมๆ สบายใจ แบบอบอุ่นจ้ะ http://psasupply.com/
66


1 มีนาคม ค.ศ. 2016


การช่วยเหลือคนป่วย และอยากให้คนป่วยดีขึ้น
เรื่องราวที่จะเขียนต่อไปนี้เป็นเรื่องราวมี่รู้ได้เฉพาะตนคะ เป็นปัตจัตตังขอให้อ่านเพื่อความบันเทิงคะ

..การช่วยเหลือคนป่วย หรือคนที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้นั้น ได้บุญไหม? ได้อย่างไร?..
การช่วยบุคคลที่เป็นทุกข์ ให้เป็นสุข สบายกาย สบายใจนั่นได้บุญอยุ่แล้วคะ สาเคยบอกหลายครั้งเกี่ยวกับบุญ บุญนั้นเกิดขึ้นที่ใจ ใจที่มีอามรณ์ปิติสุข ยิ่งในขณะนั้นเรามีความสุข มีปิติแล้วนึกถึงใครสักคน ความสุขปิตินั้นก็จะส่งตรงถึงคนที่เรานั้นนึกถึงได้เช่นกันคะ
เพราะงั้น อาชีพที่มีบุญ ได้บุญมากที่สุดคือ อาชีพพยาบาลและหมอคะ เพราะได้ช่วยบรรเทาทุกข์จากทางกายให้คนที่เจ็บปวดทรมานได้หายคะ และจะได้บุญมากถ้าทำด้วยใจที่เมตตานะคะ
ส่วนอยากช่วยให้คนป่วยดีขึ้นนั้น ถ้าเราเองนั้นไม่ได้เรียนมาด้านการรักษามา แต่เราก็สามารถช่วยเค้าในด้านจิตใจได้นะคะ การให้พลังบวกแก่คนป่วยคะ
 ทำอย่างไรละ??
ในทางด้านการแพทย์ และนักจิตวิทยาได้เคยบอกไว้ว่า ผู้ป่วยนั้นหากจิตใจมีความเข้มแข็ง ให้โรคนั้นลุกลามแค่ไหน ก็จะยังคงสภาพร่างกายให้ทนกับความเจ็บปวดได้ และบางรายอาจหายได้เป็นปกติก็มีคะ
เรามาทำความเข้าใจเรื่องกระแสพลังงานบวก พลังงานลบก่อน หรือกระแสพลังงานที่ผ่านจากการสัมพัสหรือส่งออกแบบพลังจิต
พลังงานลบให้สังเกตง่ายๆคะ เมื่อบุคคลนั้นมีความโมโห ขี้หงุดหงิด เศร้า จะมีความร้อนออกมาจากร่างกายมากจนนั่งใกล้ๆจะรู้สึกร้อนขึ้นมา เพราะอารมณ์โกรธ โมโหนั้น คือธาตุไฟคะ  เมื่อธาตุไฟในร่างกายเยอะ มันจะแสดงออกมาทางกาย และพลังงานก็จะกะจายออกมาจากกายคะ
พลังงานบวกหากบุคคลนั้นมีความสงบเยือกเย็น หรือมีความสงบนิ่ง และมีจิตที่เป็นกุศล มีความสดใส จิตใจที่ผ่องใส แจ่มใส เมื่ออยู่ใกล้ๆจะเย็นสบาย หากเราทุกข์ร้อนใจ เมื่ออยู่ใกล้หรือแค่มองเห็นก็จะสบายใจ สุขใจอย่างบอกไม่ถูก อันนี้เรียกว่าพลังงานบวก ที่กระจายออกมาจากกายจนบุคคลรอบๆได้รับคะ
ฉนั้นคนป่วยเค้ามีความทุกข์ทรมานที่กายอยู่แล้ว คนเราคะเมื่อยังไม่เข้าใจ กายกับจิต หรือยังแยกส่วนกายกับจิตไม่ได้ หรือยังคงมีความยึดในกายสังขารอยู่  แน่นอนคะว่าเมื่อกายเจ็บมันจะส่งตรงลงที่ใจ ทำให้ใจทุกข์ตามกายไปด้วยเช่นกัน แล้วถ้าเจอคนที่มีพลังงานลบ พลังดันความเป็นลบๆเข้าหากัน ก็ยิ่งหนักไปอีกคะ แต่ถ้าเจอบุคคลที่มีพลังงานบวก มีความสดใส ใจแจ่มใส พร้อมจะส่งพลังงานบวกออกไปได้ตลอดเวลา คนป่วยเหล่านั้นก็มีความสดชื่นตามไปด้วยคะ
ตัวเรานั้นเหมือนฟองน้ำนะคะ เมื่ออยู่ที่ใดย่อมซึมซับสิ่งนั่นๆไปด้วยเสมอๆคะ และขึ้นอยู่ที่ว่า บุคคลนั้นๆจะเลือกปรับ และล้างออกอย่างไร บางคนปรับด้วยการทำสมาธิ นั่งกรรมฐาน บางคนเลือกที่จะสวดมนต์ บางคนเลือกที่จะฟังธรรม หรือเลือกฟังเพลงเบาๆปรับสภาพจิตใจตนเอง เพื่อลบและล้างสิ่งที่ดำมืด หรือสิ่งที่เราได้รับพลังงานลบเข้ามาคะ
ก่อนที่เรานั้นจะช่วยบุคคลเหล่านั้นได้ เราเองต้องฝึกตนเองให้มีใจที่ผ่องใส แจ่มใสก่อนนะคะ การฝึกตนเองให้แจ่มใสนั้น ต้องเป็นคนที่มีความเป็นกลาง และเข้าใจในสัจธรรมให้มากคะ ปลด ปล่อยวางสภาวะได้เร็ว และสามารถอดทน อดกลั่นต่อพลังงานลบของฝ่ายตรงข้ามได้และไม่พยามดึงพลังงานลบๆของเค้า เข้ามาที่เรา แต่เราเลือกที่จะส่งพลังงานบวกของเราเข้าไปแทนคะ  การฝึกแบบนี้ หลวงพ่อพุธ ฐานิโยเคยบอก เรื่อง การสร้างพลังจิตให้เข้มแข็ง เพราะเมื่อมีพลังจิตที่เข้มแข็ง ก็สามารถสร้างพลังงานด้านบวกได้นาน ได้มากแค่ไหนก็ได้คะ
พลังจิต ได้มาจากการฝึกสมาธิที่เเน่วแน่ และฝึกอย่างสม่ำเสมอคะ

อนุโมทนากับทุกท่านนะคะ
67
เกษา นักบุญยาจก / คู่บุญ คู่บารมี
« กระทู้ล่าสุด โดย เกษา นักบุญยาจก เมื่อ มีนาคม 01, 2016, 01:19:55 AM »


29 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2016


คู่บุญ คู่บารมี
เรื่องราวที่จะเขียนต่อไปนี้เป็นเรื่องราวที่รุ้ได้เฉพาะตนเท่านั้น เป็นเพียงปัตจัตตัง ขอให้อ่านเพื่อความบันเทิงคะ

..คู่บุญ คู่บารมี..
ตรงตัวคะ คือคู่ของเรานั้น ที่จะเดินไปพร้อมกับเราด้วย บุญและกุศล พร้อมที่จะสร้าง และสมสมด้วยบารมี
หากคู่ของเรานั้น มักเป็นคนมีเหตุและผล สนับสนุน ในด้านการทำบุญ สร้างทาน มีพรมวิหาร 4 ปฎิบัติตนอยู่ใน ศีลธรรมแล้ว นั่นคือคู่ที่มีบุญเสมอกันกับเราคะ
หากคู่ของเรานั้น เห็นเราทำผิดศีลธรรม มีการตักเตือนให้สติเรา นั้นคือคู่บุญ คู่บารมีคะ
  การมีบารมีเสมอกัน คือการให้ความเคารพซึ่งกันและกัน การให้เกียรติกัน มีศีลเสมอกัน ไม่กดข่ม ไม่มีวาจาที่ทำให้ขัดเคืองใจคะ นั้นคือคู่ที่พร้อมด้วยบุญ และบารมี
ส่วนคู่เวร คู่กรรม นั่นก็ตรงตัวเช่นกัน
คือคู่ของเรานั่นสร้างแต่ความทุกข์กาย ทุกข์ใจ  ยิ่งอยู่ยิ่งมีแต่ความทุกข์นั่นเอง
จะไม่มีการสนับสนุนเรื่องสร้างบุญต่อกัน ถ้าถามว่าจะหลุดกันอย่างไร ?
อันนี้ ขึ้นอยุ่กับเรานั้นจะอโหสิกรรม กับเค้าได้หรือเปล่า และระหว่างอยุ่ร่วมชีวิตนั่น เราเองต้องสร้างสมบุญกุศลของเราไว้ และเมื่อหมดวาระกรรมต่อกัน ขอให้อโหสิเพื่อตัดกรรมต่อกันเพื่อหลุดกรรมจากกันในชาตินี้ และในชาติหน้าคะ เพราะกรรมนั่นเหมือนวงล้อคะ หากเรายังยื้อ ยังมีการจองเวรกันไปมา ก็จะยังคงเจอกันแบบนี้ต่อไปไม่หยุดคะ ฉะนั้น อโหสิด้วยใจบ่อยๆคะ ใจที่มีความอาฆาตจะจางหายไป และไม่ติดค้างกันต่อไปคะ
ฉนั้นเราจะสังเกตได้ง่ายๆเลย ว่าคู่ของเรานั้นเป็นเช่นไร และคนที่จะแก้ไขได้มีเพียงเราเท่านั้นคะ กรรมคือการกระทำคะไม่มีใครกระทำให้เรา นอกสะจากเรานั้นกระทำมาเองทั้งสิ้นคะ
สิ่งที่เจอๆอยู่นั้น ก็คือผลของการกระทำนั้นเองคะ
หากอยากเจอคู่ที่ดี ขอให้สร้างกุศลดีไว้เยอะๆคะ  คนดีมีคุณธรรม มักจะเจอคนดีมีคุณธรรมคะ เสมือนแม่เหล็กคะคนดีจะดึงดูดเจอเจอคนดี มีคุณธรรม คนไม่ดี ไม่มีคุณธรรมก็จะเจอแต่คนเอาเปรียบเบียดเบียนคะ นั้นคือกฎตายตัว ของวงล้อแห่งกรรมคะ
อนุโมทนา
68
เกษา นักบุญยาจก / คนเห็นผี
« กระทู้ล่าสุด โดย เกษา นักบุญยาจก เมื่อ มีนาคม 01, 2016, 12:21:38 AM »

29 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2016


คนเห็นผี
เรื่องราวต่อไปนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยความรุ้เฉพาะตน เป็นเพียงปัตจัตตัง ขอให้อ่านเพื่อความบันเทิงนะคะ
.. คนเห็นผี..
บางคนเห็นผี เจอหลอก เจออำ ได้ยินเสียง ได้กลิ่น ทั้งๆที่คนอื่นนั้นไม่ได้เป็นแบบเรา มันคืออะไรนะ???
คนเห็นผีมี สองลักษณะคะ
    ลักษณะแรก คือ คนที่เข้าเขตแดนคนตาย จึงมองเห็นคนตาย หรือที่เค้าเรียกว่า คนดวงตกนั้นเองคะ คนดวงตกนั้นคือ กุศลผลบุญที่สร้างสมไว้นั้นหมด หรือหมดวาระในการปฎิบัติหน้าที่บนโลกมนุษย์นั้นเองคะ( แก้ได้ด้วย การสร้าบุญใหญ่ๆ เช่นไถ่ชีวิต ต่อชีวิต สัตว์ หรือคน )
   ลักษณะที่สอง คือ ของเก่าที่เคยได้มา  คำว่าของเก่านั้นคือบุคคลที่เคยฝึกจิต ฝึกสมาธิ ในขั้น สมถะสมาธิมาก่อน( สมถะ คือ การฝึกแนวอดทน อดกลั่น ) จิตเกิดความละเอียด จึงมองเห็น และสัมพัสของที่ละเอียดได้คะ
เปรียบเสมือนเครื่องรับวิทยุคะ หากเรายิ่งจูน ยิ่งปรับ เราก็จะรับ สัญญาณช่องต่างๆได้คะ
เหมือนการทำสมาธิ การฝึกสมาธิคะ สมองของเรานั้นเหมือนเครื่องวิทยุเลยคะ มีอะไรยุ้งมั่วไปหมด มีคลื้นกระแสไฟฟ้าและการที่จะปรับจูนได้คือการ นั่งในที่เงียบๆ หรืออยุ่แบบเงียบๆ นั่งทำใจให้นิ่ง ให้สงบนั้นเองคะ
  และผี วิณญาณนั้นเป็นเสมือนสะสารหรือ คลื้นกระแสไฟฟ้าคะ จิตใครละเอียดมากจะยิ่งรับรุ้ได้ชัดเจนมากตามลำดับคะ
 ถ้าถามว่า ถ้าเจอแบบนี้จะทำอย่างไร เค้าจะมากวนมาทำอะไรมั้ย ?
คำว่ามากวน มาวุ่นวายนั้น อันนั้นไม่เรียกสัมภเวสี หรือผีปกตินะคะ นั้นคือเจ้ากรรมนายเวรของคุณเองเลย  เมื่อเวลาเหมาะ สถานที่เหมาะ เจอโจท เหมาะเจาะก็โดนไปตามนั้นคะ เพราะเรานั้นเกิดมาหลายภพ หลายชาติคะ และเราไม่รุ้ว่าเราเคยทำใครไว้บ้าง ที่ไหนบ้างคะ และเส้นทาง การกระทำทุกอย่างที่ดำเนินอยุ่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่อย่างใดคะ นั้นคือกรรม คือการกระทำที่เราได้กระทำไว้ และเรากำลังเดินตามผลของการกระทำเรานั้นเองคะ
  ฉนั้นเมื่อเราเจอก็ขอให้แผ่เมตตาให้อย่างจริงใจคะ พวกเค้าทรมานมากคะ เปรียบเหมือนคนไทยที่พูดภาษาฟินไม่ได้ แล้วเดือดร้อน คุยกับใครไม่รุ้เรื่อง หาคนไทยไม่มีสักคนที่จะช่วยเหลือเรา เมื่อมาเจอคนไทยก็พยามขอความช่วยเหลือคะ อารมณ์เดียวกันเลย
จำไว้ว่า ผี หรือสัมภเวสีนั้นจะทำอะไรเราไม่ได้ นอกสะจากเค้าเหล่านั้น หรือคุณได้ทำกรรมร่วมกันมา หรือที่เรียกว่า เจ้ากรรมนายเวรนั้นเองคะ
 อนุโมทนาคะ


[/size]
69
เกษา นักบุญยาจก / เซ่นไหว้สัมภเวสี
« กระทู้ล่าสุด โดย เกษา นักบุญยาจก เมื่อ กุมภาพันธ์ 29, 2016, 11:07:06 PM »

29 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2016


เซ่นไหว้สัมภเวสี
เรื่องราวที่จะเขียนต่อไปนี้ เป็นเรื่องที่รุ้ได้เฉพาะตน ขอให้อ่านเพื่อความบันเทิง หากมีข้อความ หรือคำเขียนที่ผิดหลัก ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยคะ

... การเซ่นไหว้ สัมภเวสี...
สัมภเวสี คือ ดวงวิญญาณ ที่กำลังรอการไปเกิด และยังคงวนเวียนอยู่ในภพนี้ เพราะยังไม่ถึงวาระ หรือยังคงมีกรรมที่ยังคงต้องชดใช้อยู่
การเซ่นไหว้ คือ การนำอาหาร หรือเครื่องหอม ดอกไม้มาให้
จริงๆแล้วสาเคยเขียนไว้แล้วเรื่องการ เซ่นไหว้บรรพบุรุษ นะคะเมื่อโพสก่อนนี้ และเรื่องการ นำของไปเซ่นไหว้ สัมภเวสี แล้วพวกสัมภเวสี ได้รับอย่างไร
คราวนี้ มาเขียนเรื่อง การเซ่นไหว้สัมภเวสี แล้วขอโชคลาภนั้น มีจริง ได้จริงหรือไม่ แล้วถ้าไม่ทำอย่างต่อเนื่อง หรือ หยุดเฉยๆเลยจะเกิดอะไรขึ้น
ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เรื่องโชคลาภ วาสนานั้น ไม่ใช่ใครจะทำเหมือนกันแล้วได้เหมือนกันนะคะ ขึ้นอยุ่กับกุศล หรือบุญของบุคคลนั้นๆที่สะสมไว้คะ เหมือนเราสะสมแต้ม เพื่อแลกรางวัลคะ เมื่อเราซื้อของกินทุกวันในร้านสะดวกซื้อ แล้วเค้ามีโปรให้เรานั้นะสมแต้มไว้เพื่อแลกรางวัลต่างๆได้ เช่น สะสมได้ 20 แต้ม ได้นั้นนี้ 30 แต้มได้นั้นนี้ แล้วแต่ว่าเราจะแลก หรือสะสมต่อ เหมือนบุญคะ เมื่อเราสะสมมาเรื่อยๆ อยุ่ที่เราจะเลือกเบิกออกมาใช้เพื่ออะไร อย่างไรคะ
คราวนี้มันเกี่ยวอะไรกันกับ เซ่นไหว้แล้วได้โชค สมมุติว่าเพื่อนกันไปเซ่นไหว้ต้นกล้วยพร้อมกัน มีเครื่องเซ้นไหว้เหมือนกัน อีกคนหนึ่งถูกหวย ส่วนอีกคนไม่ถูก นั้นก็หมายความว่า ต้นทุนในการสะสมบุญนั้น สะสมมาไม่เท่ากันนั้นเองคะ และเผอิญเพื่อนทำมาเยอะกว่า บางครั้งสะสมแบบไม่รุ้ตัวก็มีคะ  ส่วนของเซ่นไหว้ เป็นบุญได้อย่างไร 
จริงๆแล้ว สัมภเวสีนั้นใช้ได้แค่แสงบุญคะ ไม่สามารถกินของเซ่นได้ นอกจากภพภูมิเปรต
เพราะภูมิเปรตนั้นมีกรรมหนักมากคะ จะหิวโหยมากกว่า จะเอาแค่แสงบุญธรรมดาจากบุคคลธรรมดานั้นไม่พอ ต้องจากพระที่ปฎิบัติดี ปฎิบัติชอบ หรือบุคคลที่มีศีลสูงๆเท่านั้นคะพวกภูมิเปรตถึงจะได้รับคะ ฉนั้นพวกนี้จึงกินของเซ่นได้คะ
ส่วนสัมภเวสีนั้นจะได้แสงบุญก็ต่อเมื่อ ของเซ้นนั้นได้เกิดประโยชน์กับบุคคลที่สาม
เช่น หากเรานั้นนำของเซ่นไปวางไว้ตามทาง ตามต้นไม้ พวกสัตว์ มด แมลง มากินเมื่อพวกมันอิ่ม อารมณ์ของความอิ่มเกิดเป็นความสุข ความสุข ปิตินั้นคือบุญคะ สาเรียกบุญแบบนี้ว่าบุญสำเร็จ บุญเร่งด่วน  ทำไมถึงว่าบุญเร่งด่วน
หากเรานั้นอยากอุทิศบุญให้ผี แล้วเราตั้งจิตอุทิศให้ แต่เผอิญว่า เรานั้นไม่ค่อยได้สะสมบุญไว้ บุญที่จะได้เดี๋ยวนั้น และสำเร็จเลยคือ  การให้ทาน บริจาคทานนั้นเองคะ เมื่อเราทำเสร็จเเล้วอธิฐานจิตส่งบุญ เค้าก็จะได้ทันทีคะ
การเซ่นไหว้สัมภเวสีนั้น หากผู้ที่เข้าใจจะแยกออก ว่าต้องทำเช่นไรเพื่อพวกเค้าเหล่านั้นจะได้ ต้องเข้าใจว่า มันแตกต่างจากไหว้บรรพบุรุษ และ เทพนะคะ
ส่วนพวกที่ไม่เข้าใจนั้น จะคิดว่าการเซ่นไหว้ หรือการเอาข้าวเอาน้ำไปให้ผีนั้น เมื่อเค้าอิ่ม เข้าต้องให้โชคเราด้วย อันนี้ต้องคิดใหม่นะคะ เพราะโชคลาภวาสนานั้น คือบุญเก่าเรา แต่มาเติมใหม่ในชาติใหม่ให้เต็มนั้นเองคะ
แล้วถ้าเราจะไม่ไหว้แล้วละจะเป็นอะไรมั้ย อันนี้อยู่ที่คนไหว้นั้น มีเจตนาในการเซ่นไหว้แบบใดคะ
หากคนที่เซ่นไหว้นั้นมีเจตนาเพื่อให้เค้า บอกหวย ด้วยมีกิเลส เจือปนอยุ่ด้วย ก็จะเจอสัมภเวสี หรือผีที่มีทิฐิ เช่น ผีที่ตายไม่ดี ผีที่ตายแบบเคยเอาเปรียบคนอื่น ที่เคยทำบาปหนักคะ เมื่อเจอเข้า ผีพวกนี้ การสำนึกไม่มีอยุ่ในมโนอยุ่แล้วเมื่อเจอคนที่เซ่นนั้นเหมือนกัน ก็จะมีความเป็นทิฐิ ทำให้เกิดนั้น นี้ได้เช่นกันคะ
ส่วนคนไหว้ใจนั้นไม่มีทิฐิ เพียงต้องการให้คอยดูแล หรือช้วยเหลืออาศัยซึ่งกันและกัน ก็จะเจอผี หรือสัมภเวสีที่มีคุณธรรมอยู่ แต่ถ้าหากเลิกไหว้ เลิกเซ่นเค้าก็จะทำอะไรเราไม่ได้เพราะผีพวกนี้ไม่มีจิตที่ผูกอาฆาทในมโนคะ แต่เมื่อเรานั้นไม่เซ่นแล้ว ควรสวดมนต์ นั่งสมาธิเพื่อแผ่กุศลให้พวกเค้าคะบ้างคะ
ทุกอย่างมีเหตุ มีผลของมันคะ ความบังเอิญนั้นไม่มีในโลกนี้คะ สาเชื่อแบบนั้น
สิ่งที่พบ สิ่งที่เจอนั้น ล้วนเป็นไปตามวิถีทางของการกระทำที่ทำเอาไว้คะ
คำว่า คนดีผีคุ้ม อันนี้ใช้ได้จริงคะ เพราะคนดีมีเมตตา จะมีแสงบุญ ที่พวกสัมภเวสีได้รับ และได้ไม่มีวันหมด ได้แบบคนให้ไม่ห่วง และเต็มใจให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจคะ
ไม่มีหรอกที่อยุ่ๆอยากไหว้ อยากให้นั้นนี้ รุ้สึกอยากทำ หรือรู้สึกอยากปฎิบัติ ทุกอย่างย่อมมีเหตุผล ทั้งสิ้นคะ เพียงแค่เรามีสติ ระลึกถึงแต่สิ่งที่เป็นกุศลไว้เนืองๆคะ
อนุโมทนากับทุกท่านคะ
[/size]
70
เกษา นักบุญยาจก / ยอมรับความเป็นจริง
« กระทู้ล่าสุด โดย เกษา นักบุญยาจก เมื่อ กุมภาพันธ์ 26, 2016, 07:57:26 PM »


26 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2016


ยอมรับในความเป็นจริง
เรื่องที่สาจะเขียนต่อไปนี้เป็นเรื่องราวที่รุ้ได้เฉพาะตนเป็นปัจจัตตังขอให้อ่านเพื่อความบันเทิงคะ

..ยอมรับในความเป็นจริง ..
ประโยคนี้อาจมีหลายแง่มุม และแล้วแต่คนจะมองมุมไหนคะ  แต่ในมุมมองของนักปฎิบัติ คือ การยอมรับสภาวะนั้นๆ แบบไม่หลอกตนเอง แล้วดำเนินต่อด้วยการไม่หยุดอยู่ในที่มืด
หรือมุมอัพ แต่หากบุคคลนั้นยังไม่เข้าใจ ก็จะมองในแง่ของการยอมแพ้ ไม่สู้ ไม่พยามต่อ
ในสองแง่มุมนี้ อยู่ที่ใครนั้นจะจุดประกายแสงแห่งปัญญาได้มากน้อยกว่ากัน อยู่ที่ระดับของสติ การมีสมาธิเพื่อ พิจารณาปัญหานั้นๆ และตีโจษแต่ละข้อได้ตรงแค่ไหนคะ
การยอมรับความจริงนั้น หากเรามองว่า เมื่อเราทำดีที่สุดแล้ว แต่มันยังคงมีผลลัพที่ออกมาในทางที่ไม่ดีสำหรับคนอื่นอยู่ ก็ขอให้ระลึกไว้ว่า เมื่อเรานั้น ทำอย่างไม่เบียดเบียนผู้ใด ไม่ทำให้ใจ และกายตนเองทุกข์ ก็" จงยอมรับว่า เรานั้นทำดีที่สุดแล้ว" หลังจากนั้น ใจที่ผ่องใสไม่ยึดเกาะอยู่แต่ทุกข์ที่ตั้งคำถาม ถามตนเองตลอดเวลาว่า " ทำไม ฉันทำผิดอะไร ฉันทำไม่ดีตรงไหน ทำไม" เมื่อเกิดตั้งคำถามแบบนี้ขึ้น ความมีทิฐิในใจก่อเกิดความหม่นหมอง จิตตก
 วิตกกังวน ทำให้หมุนเวียนเป็นวังวนแห่งทุกข์ ไม่หลุดออกมา และจะยังคงอยู่แบบนั้นไม่ก้าวไปไหนได้เลย
แต่ถ้าหากเรานั้นยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วพิจารณาด้วยสติ จิตที่ผ่องใส จะกรองออกมาด้วยปัญญาว่า " ช่างมันเถอะ เราทำเท่าที่เราทำได้ หากไม่ถูกใจใคร แค่ใจเราผ่องใส ไม่เดือดร้อนตนเอง และคนส่วนมากก็พอ แต่ถ้าหากไม่ถูกใจคนส่วนน้อย นั้นก็คือความคิด และอุดมคติของเค้าเอง " เมื่อพิจารณาไปเรื่อยๆ แสงแห่งปัญญานั้นจะชี้แจงออกมาแบบเป็นกลางด้วยเหตุและผล จะหาเหตุที่ทำให้เกิดผล และหาข้อสรุป ข้อที่เราต้องปฎิบัติตนได้นั้นเองคะ
ยกตัวอย่างเช่น
เรานั้นถูกแฟนทิ้ง แต่ถ้าหากเราไม่ยอมรับ ใจที่ยังโหยหาว่า "เค้าทิ้งฉัน เค้าไม่รักฉัน เค้านอกใจ ทั้งๆที่ฉันดีกับเค้า" เกิดความหม่นหมองในจิต คิดวนไป วนมาจนไม่มีช่องว่างให้คิดอย่างอื่นนอกสะจากคำถามพวกนี้วนไป วนมาจนทุกข์ ความทุกข์นี้เป็นเพราะเรานั้นได้ทำร้ายตนเองเพราะความที่ยังขาดสติ และไม่ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเองคะ
แต่ถ้าหากเรายอมรับได้ การตั้งคำถามขึ้นในใจว่า " ทำไมเค้าถึงได้ทิ้งฉันนะ "
เมื่อบุคคลนั้นมีใจยอมรับมันได้อยุ่แล้ว สติจะก่อเกิดช่องว่างให้ปัญญา หาข้อเหตุและผลขึ้นในทันที
.. ที่เค้าทิ้ง คงเพราะเราและเค้านั้นทำบุญร่วมกันมาแค่นี้
..คงเพราะเค้าและเรานั้นมีความคิดที่แตกต่างกัน
เมื่อข้อเหตุผลก่อเกิดขึ้น การปลง ปลด และปล่อยวางจะเริ่มก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ และจะไม่จมปลักอยู่กับที่ จะเดินหน้าเผชิญสิ่งใหม่ๆจนเกิดเป็นประสบการณ์ และการเรียนรู้ขึ้นมา
การมองไปรอบๆ เราพิจารณาให้อยู่แบบกลางๆ ให้มองในเหตุและผล และเกิดสภาวะขึ้นว่าก็แค่นั้นเอง ไม่เหลืออะไรที่เป็นของเราเลยแม้แต่อย่างเดียว กระทั้งเนื้อตัวร่างกายของตนเองที่ห่อหุ้มเดินไปเดินมาก็ยังไม่ใช่ของเราเลย นับภาษาอะไรกับคนอื่น จะมาเป็นของเราได้อย่างไร
นี้คือปะโยคของ " ยอมรับในความเป็นจริง " ในแนวของสาคะ แล้วของคุณนั้นพิจารณาประโยคนี้ว่าอย่างไร
.. อนุโมทนาคะ ...
หน้า: 1 ... 5 6 [7] 8 9 10
สวดมนต์เป็นนิจ อธิษฐานจิตเป็นประจำ อโหสิกรรมก่อนค่อยแผ่เมตตา.


Banloktip.com ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 20-เมษายน-2012 ..เพื่ออุทิศให้ คุณพ่อสำเร็จ ทิตาวงศ์