กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้ บ้านโลกทิพย์ สังคมแห่งการช่วยเหลือ ให้คำแนะนำในการปฏิบัติกรรมฐาน แนะนำการสวดมนต์ที่ถูกต้อง


ข่าวประกาศ โดย บ้านโลกทิพย์

กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 ... 5 6 [7] 8 9 10
61
เรื่องเล่าธรรมทาน / ..ก็คนธรรมดา...
« กระทู้ล่าสุด โดย เกษา นักบุญยาจก เมื่อ ตุลาคม 02, 2015, 05:25:11 AM »
" ธรรมดา ก็มันคนธรรมดา " :(

          ใครๆถามสาว่า เห็น รู้ แบบนี้ คง สบายไม่เหมือนคนไม่รู้
ตรงไหนกัน เหมือนคนอื่นทั่วไป เพียงแต่เรา ยอมรับได้มากกว่าคนอื่นเท่านั้น
ยอมรับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ก็ยังเหมือนคนทั่วไป มี รัก มีโลภ มีโกรธ มีหลง
เพียงแค่เรา ลดลงได้ เท่านั้น  ก็ยังเป็นคนปกติทั่วไป แต่ มีอะไรที่ระงับได้
มากกว่าคนอื่นเท่านั้น
             เพราะเหตุที่เรา ฝึกทุกวัน เราฝึกดัดสันดารตนเอง
ฝึกดัดสันดารตนเอง ฝึกมองความนิสัยเสียของตนเอง
ฝึกอยู่กับตนเอง ฝึกจับผิดตนเอง
เพราะเราเป็นคนแบบนี้ อยู่กับตนเองบ่อย
จึงทำให้เรา รู้อะไรที่เกี่ยวกับตนเองมากขึ้น
เข้าใจตนเองมากขึ้น เท่านั้นเอง
      สิ่งที่เล่าๆมาก็คือประสบการณ์ ที่ดำเนินมา
อยากสื่อให้รู้ว่ามันดี อย่างไร เพื่อท่านๆจะได้นำไปลองใช้ดู
ธรรมะไม่ใช้ ศึกษา แล้วต้องบวช แต่ธรรมะศึกษาไว้เพื่อ
ขัดเกลา และดัดสันดารตนเอง กับชีวิตตนเองในปัจจุบัน
                   นี้คือความเป็นธรรมดาของสา
ยังเดินดิน กินข้าวกับน้ำพริกปลาหล้า
ไม่ได้กิน ข้าวที่เป้นทิพอะไร
ธรรมดา ธรรมดา จริงๆ :cheesy:
[/size]
62
เรื่องเล่าธรรมทาน / ..ใจกลางๆ...
« กระทู้ล่าสุด โดย เกษา นักบุญยาจก เมื่อ ตุลาคม 02, 2015, 03:45:48 AM »
" รักษาใจให้เป็นกลาง " :cheesy:

...........การนินทาว่าร้ายคนอื่นนั้นมันใช่ว่าสิ่งที่ดี ที่เหมาะสม
ก่อนจะ เอ่ยออกจากวาจานั้น ใจตั้งพิจารณาก่อนว่า เรานั้นเป็นอย่างวาจาที่กำลังเอ่ยออกไปรึไม่ จงรักษาใจให้เป็นกลาง ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย กลางๆ เฉยๆ
เพียงรับ รู้ เท่านั้นว่ากำลัง ยินดี หรือยินร้าย
เรามีสติตามทันมั้ยละว่าตอนนี้ เรายินดี หรือยินร้ายละ

อิอิ  :loktip1:ยืนอยู่กลางๆ ใจเป็นอยู่แบบกลางๆ จะดีที่สุด
63
" คำภาวนา เพื่อสะกิดจิตตนเอง "
....... ::)
          ทำไมสาถึงบอกว่า คำภาวนาเพื่อสะกดจิตตนเอง  และคำภาวนาคืออะไร
คำภาวนา คือ คำพูดสั่นๆ ที่เป็นคำพูดอะไรก็ได้ ที่เราจะพูดบ่อยๆ ย้ำๆ จนมันติดที่สมอง ถ้าถามว่าดีมั้ย ตอบได้เลยว่า ดีแน่นอน  ถ้าถามว่า แล้วจะเอาคำไหน ทำตอนไหน แบบไหนดี ก็จะตอบว่าได้ทุกคำ  ทุกเวลาเลย

  บางคนเลือกใช้บทสวดมนต์ เป็นคำต้นภาวนา  บางคนใช้คำอื่นก็ได้
บางคนภาวนา หรือท่องก่อนนอน  บางคนท่องทุกครั้งที่ จำได้  หรือ คิดมากขึ้นมา
แต่สาแนะนำให้ทำก่อนตนเองจะหลับไปดีที่สุด...ท่องจนหลับไปยิ่งดี
เช่นคำว่า " ตื่นเช้า  สดชื่นนะ "  ท่องแบบนี้จนหลับไป  เช้า เราก็จะตื่นเช้าจริงๆ สดชื่นจริงๆ  หลับสนิท จริงๆ

...เคยสงสัยมั้ยว่าทำไมฝรั่งถึงบอก นอนไม่หลับ ให้นอนนับแกะ  นั้นแหระ คือแนวทาง" ภาวนา ของพุทธเราเลย "

...ลองเลือกคำภาวนา แล้วทำดู นะ " :cheesy:
[/size]
64
" สมาธิ แก้ท้องผูกได้?  " :loktip1:
  เอ๊ะมันจริงเหรอ?   แก้ได้จริงๆคะ  แต่ต้องทำอยา่งต่อเนื่อง และสม่ำเสมอด้วย
คนที่รุ้ตัวว่าท้องผูกบ่อยๆ  หันมานั่งสมาธิปรับความสมดุลของร่างกายดูนะคะ
ได้ประโยชน์ทั้งสองทางเลย
....ในทางนักปฎิบัติท่านกล่าวกันไว้ว่า....ร่างกายของคนเราเปรียบเหมือน ธาตุ 4 คือ
ดิน  น้ำ ลม  ไฟ
ดิน:คือเนื้อต่างๆ  อวัยวะต่างๆ
น้ำ: คือ เลือด  น้ำเหลือง  น้ำลาย  น้ำมูก  น้ำทุกอย่างที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายเรา
ลม: คือ  ลมหายใจที่เข้า  ออก  ที่เราสูดเข้า  ออกทุกวัน
ไฟ: คือ  ความอบอุ่นในร่างกายของเรา
   นักปฎิบัติที่ชำนาญ  จะบำบัดโรคตนเองได้โดยไม่ต้องใช้ยา  เจ๋งมั้ยละ

เรามาเข้าเรื่องเลยนะ   คนที่ท้องผูกนั้นเกิดมาจาก ธาตุ ดินที่เยอะเกินไป
ทำไมถึงว่าธาตุดินเยอะ  อาหารทุกประเภท  ที่เป็น เนื้อ ผลไม้ ยกเว้น น้ำที่ดื่ม  คือธาตุดินทั้งหมด
เมื่อดินเยอะ  เกิดการเกาะและแข็งตัวก็ทำให้เกิดท้องผูกได้
....วิธีแก้คือ  ดื่มน้ำให้ได้เยอะๆ  ดื่มเช้าก่อนอาหาร  หรือดื่มเย็น ก่อนนั่งสมาธิ  และหลังนั่งสมาธิ
แล้ว เอ๊ะ....สมาธิมันมาเกี่ยวอย่างไรนะ....ตำราของคนจีน   เขาพูดถึงกำลังภายใน  ก็คือลมปราณ
ลม และน้ำ ไฟ  เมื่อสมดุลกัน ก็ทำให้ร่างกายของเราเข้าสู่ปกติได้
....ไม่จำเป็นต้องนั่งเป็น ช.ม.  เพียงนั่ง  สูดลมหายใจให้เป็นจังหวะ  เพียง  5- 10 นาทีก็พอ  แต่ต้องสม่ำ เสมอนะ
การท่สูดลมเข้าไปโดย ท้องป่อง ( ดูรุ้ว่าท้องป่อง)   หายใจออกท้องยุ๊บ  (ดูให้รุ้ว่าท้องยุ๊บ)  เป็นการบริหาร
หน้าท้อง  และเกรงลำไส้ ให้เกิดการ ขยาย ตัว  และให้ของเสียที่เป็นก้อนแข็งๆ กลายเป็นของเหลวได้ เรียกง่าย
จะได้ถ่ายสะดวกนั้นเอง
หลังจากนั่งสูดลมหายใจเป็นจังหวะไปแล้ว  ออกจากสมาธิ ก็ให้ไปดื่มน้ำอีกครั้ง  แล้วเข้านอน
ร่างกายจะดูดน้ำเพื่อไปช้วยเสริมต่างๆ  ทำให้สดชื่นด้วย 
..ลองดูนะคะ  ..
[/size]
65
เรื่องเล่าธรรมทาน / ...คนชอบย้าย,...
« กระทู้ล่าสุด โดย เกษา นักบุญยาจก เมื่อ กันยายน 30, 2015, 03:52:13 PM »
...เรื่อง คนชอบย้าย … :loktip1:
..ขออนุญาตินะคะ หากเรื่องนี้ ไม่เหมาะ ไม่สมควรอย่างไร ขออภัยด้วยนะคะ และเรื่องราวที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องของปัตจัตตัง เป็นเรื่องที่รู้ได้เฉพาะตนนะคะ..

..คนชอบย้าย…
..สาเป็นคนที่ชอบ แต่งบ้าน ย้ายนั้น เติมนี้ เอาออก เอามาเสริม จนแฟนชินกับนิสัยนี้ จริงๆแล้ว การย้ายสิ่งของ หรือแต่งบ้านเก็บบ้านนั้น มันก็ดีนะคะ   ทำให้บ้านมีระเบียบมากขึ้น  ทำให้ในบ้านเราไม่น่าเบื่อ ไม่เดิมๆ ฝรั่งนี้ชอบมากๆเลยนะคะการแต่งบ้าน เค้าจะเปลี่ยน แนวแต่งบ้านกันทุกเดือนเลยแหระ หินเกลือ เป็นที่นิยมมากๆในหมู่ คนฟินแลนด์ และการจัดระบบ แวดล้อมในบ้านเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆเลยละคะ
สาเองก็ให้ความสำคัญมากๆเลย เรื่องระบบสิ่งแวดล้อมในบ้าน การจัดตำแหน่งสิ่งของภายในบ้าน

…แต่ก่อนสาไม่ชอบ และไม่สนใจเลยละคะ บ้านรกแบบไหน แบบนั้น ไม่เชื่อถือ ไม่สนุก บ้านมีเพียงไว้นอนเท่านั้นแหระ  ตอนนั้นคิดแบบนี้จริงๆนะคะ
 พอได้ไปบ้านพี่ท่านหนึ่ง ท่านจัดบ้านได้ สวย และสงบมากๆ ทั้งๆที่บ้านก็แคบๆ แต่เมื่อเข้าไป ความรุ้สึกว่า มันโล่ง มันสบายใจ เอ้??? ทำไมนะ
… นั่งมองรอบๆบ้านพี่เค้า  ถึงได้รู้ว่า ท่านได้จัดของทุกอย่างมีระเบียบ มีสีเขียวของต้นไม้ จัดวางของ ไม่เกะกะ หน้าต่างโปร่ง มีตู้ปลา ดูเย็นตา อื่มมมมม (-_-”)  มันคนละแนวกับบ้านเราเลยแฮะ  บ้านเรากว้างกว่าด้วยซ้ำไป แต่ทำไมเข้าไปอยู่แล้วอึดอัดจัง ความรุ้สึกทำให้ไม่อยากอยู่บ้าน
…เมื่อพิจารณาอยู่  มันก็ผุดขึ้นมาว่า 
ในบ้านและนอกบ้านนั้น แตกต่างกันที่สถานที่ แต่สิ่งที่เหมือนกัน คือพลังงาน และอารมณ์ของบุคคลนั้นๆ สังเกตสิว่า เมื่อเราเดินไปที่สวนสาธารณะ ที่มีต้นไม้เขียว ร่มรื่น เราจะรู้สึกดีสบายใจ องค์ประกอบมีให้เห็นคือ สภาพแวดล้อมของสวน และองค์ประกอบที่สองคือความรุ้สึก
สถานที่แต่ละสถานที่ มีสิ่งที่เรียกว่า อารมณ์นั้น ซึมซับไว้ละ
 งง? มั้ย?
 สาเปรียบสถานที่สิ่งของ และผู้คนเหมือนฟองน้ำ ตัวอารมณ์ สุข ทุกข์ เศร้า เสียใจ คือน้ำหรือของเหลว
เพราะฟองน้ำจะซับของเหลวเข้าไปหมด ไม่ว่าจะน้ำอะไร หรือของเหลวอะไรก็ตามมันจะซับไว้หมดเลย แต่ไม่ใช่ว่ามันจะหายไปนะ มันก็จะล่องลอยยุ่แบบนั้น เหมือนเราไปอยุ่ห้องเช่า เจ้าของเก่าชอบทะเลาะตบตีกัน เสียงดัง  คนที่มีความรุ้สึกเร็ว จะรับรุ้ได้เลยละคะว่า
” บ้านนี้ให้ความรุ้สึกแย่จักแฮะ”
แต่ถ้าบ้านหลังนั้นคนเช่าคนก่อน ชอบสวดมนต์นั่งสมาธิ มีแต่พลังงานบวก เข้าไปปุ๊บ ชอบทันทีสุขใจ สบายใจในบ้านหลังนี้นั้นแหระคะสิ่งที่บุคคลได้ถ่ายออก สถานทีซับไว้ แล้วบุคคล ก็ซับต่ออีกที
ถ้าสถานที่นั้น คือ สวนสนุก เมื่อเราก้าวเข้าไป สภาวะแวดล้อม และอารมณ์จะสนุก มีความสุขตาม ก็เหมือนกับบ้านของเราเอง หากเรานั้น มีแต่อารมณ์ โมโห ทะเลาะกัน มีแต่สิ่งแย่ๆในบ้าน ไม่ปรับให้ดี สภาวะในบ้าน มันก็จะซับเอาไว้ละ
มนุษย์ ก็คือฟองน้ำดีๆนี้เองละ ซึมซับ ตัวอารมณ์พวกนี้ได้ง่ายมากๆเลย ยิ่งใครไม่รู้ตัว ไม่มีเทคนิค การทำความสะอาด ฟองน้ำในตัวตนเอง ที่เค้าเรียกว่าฟอกอารมณ์ คือ มีสติ ระลึกรู้ปล่อยวาง แล้วสร้างพลังบวกทดแทน
( เดี๋ยวถ้าสาว่าจะมาเล่าการสร้างพลังงานบวกกันคะ)
นึกภาพดูสิ ฟองน้ำสีขาวๆ กับสารพัด น้ำ และของเหลว จะ ดูเน่าขนาดไหน
นั้นเลยเป็นเหตุที่ทำให้สาเอง ชอบย้าย  และแต่งบ้าน เพื่อให้คนในบ้านได้ผ่อนคลาย
สีสัน และ ความมีระเบียบ สำคัญมากคะ ทางฮวงจุ้ยเค้าว่า หยินหยาง ความสมดุล ของธาตุอากาศ ดิน น้ำ ลม ไฟ ต้องสมดุล จะแต่งบ้านให้ถูกหลัก ย้ายได้ถูกแบบ ง่ายนิดเดียวเลย ถ้าเรารู้หลักของความเป็นจริงคะ
..การนอนหัน หัวนอน..
..สมัยโบราณ บอกว่า อย่าทัน ไปในทางทิศคนตายนะ อันนี้ก็คงจริงคะ เพราะระบบสุริยะ และแม่เหล็กโลก และเรื่อง น้ำขึ้น น้ำลง
 เอ????
ทำไมถึงเกี่ยวกันนะ เพราะในร่างกายเรามีน้ำเป็นส่วนมากคะ( เลือดนั้นเอง)  กระแสแม่เหล็กโลก เวลาพระอาทิตย์ ดวงจันทร์ขึ้นลง มันมีผลต่อน้ำทั้งหมดบนผิวโลกใช่มั้ยคะ และมันยังมีผลต่อ น้ำให้ตัวเราด้วยเช่นกัน อาจทำให้เลือดไหลลงที่ต่ำ เลือดไม่สมดุล เกิดอาการช็อค และเสียชีวิตได้ นั้นคืออีกหนึ่งความจริงคะ
การจัดบ้าน ให้มีระเบียบ ไม่ให้มีของเกะกะ ทางฮวงจุ้ยบอกว่า จะทำให้เงินทอง ทรัพย์ เข้ามาได้เยอะ เพราะเหตุที่เรานั้นเก็บของอย่างมีระเบียบ การเก็บใส่กล่อง ใส่ตู้ไว้ ไม่วางไว้ที่ทางเดิน ที่นั่ง หรือ ที่ๆ มีการเดินไปมาในบ้าน สะดวกต่อการเดิน และไม่เกิดอุบัตเหตุด้วยละคะ
..การจัดบ้านแบบ หยิน หยาง ดิน น้ำ ลม ไฟ..
หากบ้านใครที่เป็นคอนโด โดยเฉพาะคนที่อาศัยอยุ่ต่างประเทศนะคะ บ้านจะเป็นคล้ายๆกล่องสีเหลี่ยมเลยแหระคะ อึดอัดและคับแคบ ทำให้สภาวะในบ้าน สิ่งแวดล้อมในบ้านแย่ไปด้วยเลยละ หากเราจัดให้ดูเย็นสบายตา
 สมดุล ทั้งอารมณ์ และสถานที่ละก็ แบบหยิน หยางนี้ โอเคเลยละคะ
..การจัดสิ่งของให้เป็นระเบียบ จัดของที่ไม่จำเป็นใส่กล่องหรือตู้เก็บไว้อย่างมีระเบียบ เอาแต่ของที่ใช้ประจำวันมาใช้เท่านั้น
 ให้มีสีเขียว เช่นต้นไม้ หรือภาพ วิว  ที่ดูสบายตา ไม่ใหญ่จนเกินไป
(  สำหรับคนที่พื้นที่น้อย)  หรือจัดมุม ต้นไม้เขียวๆไว้สักที่คะ น้ำมาจากตู้ปลา หรือของตกแต่งที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบ เสียงของน้ำจากตู้ปลา หรือจากของตกแต่ง จะทำให้เราสงบขึ้นคะ ไฟ คือแสงสว่างนั้นเองคะ หากเราไม่อยากที่จะจุดเทียน ถ้าเราเลี้ยงปลา ไฟ สวยๆจากตู้ปลาก็จะช้วยให้ในบ้านที่มืดมิด ดูสว่างอบอุ่นใจขึ้นคะ
ลม จำเป็นต้องเปิดบ้านเพื่อระบายอากาศ ยิ่งบ้านที่ปิดหน้าต่างเปิดแอร์ไว้เสมอ ยิ่งต้องเปิดคะ วันละ ชั่วโมง ก็ดีคะ เพื่อระบายอากาศ บ้าง ทำแค่นี้เราก็มี ระบบที่ดีในบ้าน สร้างเสริม ฮวงจุ้ยให้กับบ้านตนเองแล้วละคะ
…แต่ถ้าอยากเอาของที่เป็นมงคลเข้าบ้านละ จะจัดวาง ยังไงดี ต้องรอคนมีสัมพัสพิเศษมาช้วยจัดให้มั้ย
..อันนี้ ในความเชื่อของสาเองนะคะ เราทำเองได้คะ เช่นจัดหิ้งพระ วาง สิ่งมงคล เช่นสิงห์ พญานาค ช้าง พระพุทธรูป แต่เราจะต้องรู้ในความเป็นจริง ว่าสิ่งไหนสมควร จัดวางคะ ยกตัวอย่างเช่น หิ้งพระ
หากเรามีพระเยอะ แต่สถานที่จำกัด เราก็ใช้โต๊ะระดับ จัดวางพระ ทีละชั้นๆ ลดระดับลงมาคะ จัดวางให้เป็นระเบียบ ไม่รกรุงลัง หรือจะ ทำหิ้งไว้ที่ฝาพนัง ก็ติดเป็นระดับชั้นลงมาเช่นกันคะ
..ของมงคล เช่น สิงห์  พญานาค การวางตามตำแหน่งให้มีพลังเสริม…
..ในทางความเชื่อแล้ว ของพวกนี้ มีความมงคล ด้าน ทรัพย์ เงินทอง อำนาจ วาสนาหากเราอยากที่จะนำมาจัดวางไว้ ขอให้คำนึงถึง
สถานที่   สภาพแวดล้อม และความเป็นจริง
 (  สาจะเน้นเรื่องความเป็นจริง สิ่งที่ไม่ใช่เหนือธรรมชาตินะคะ)
ยกตัวอย่าง องค์พญานาค นะคะ เมื่อเราหาที่จัดวางที่เหมาะสมได้แล้ว การวางนั้น ต้องเน้นให้เด่น สูง กว่าพื้นคนเดิน นิดหน่อย หรือ รอบๆ ต้องไม่รก และมีของเกะกะอยู่คะ มีบ่อน้ำเล็กๆ
( พญานาคท่านอาศัยอยุ่ในน้ำอยุ่แล้ว ถ้ามียิ่งจะเสริมกันดีมากๆคะ)
บัวหลวงดอกสวยๆ หิน ทราย กลมๆ หรือรูปร่างต่างๆ
(  ก็จัดสวนย่อม นั้นเองคะ แต่เน้นให้พญานาคท่านเด่นขึ้น)
..แค่นี้ ก็เสริมพื้นที่ และสถานที่นั้นๆให้มีพลังงานบวกเพิ่มขึ้นด้วยละคะ…
..พลังงาน และสิ่งพิเศษนั้น มาจากตัวเราเป็นคนสร้างขึ้นนะคะ อยากค้าขายได้ อยากมีคนรักที่ดี ก็อยุ่ที่เราทั้งสิ้นเลยละคะ
ค้าขายด้วยเมตตา มีวาจาที่ไพเราะ มีศีลธรรม มีธรรม สัมมาวาจา สัมมาอาชีวะ  ก็จะมีแต่รวยๆคะ
..มหานิยมคนรักคนชอบก็เช่นกันคะ พรมวิหาร 4 มีเมตตา .มีใจที่อยากช้วยเหลือ  มีใจที่ไม่อิจฉาใคร มีความอดทน
..แค่นี้แหระคะ ใครๆก็รัก ใครๆก็หลง 
จริงมั้ยคะ (^_<)/
..เมื่ออ่านจบ พิจารณาด้วยนะคะ เพราะเรื่องที่เล่ามาเป็นเพียง ปัตจัตตังเท่านั้นคะเรื่องนี้ยังไม่จบดี ถ้าว่างๆจะมาเล่าให้ฟังต่อนะคะ..
อนุโมทนาคะ

….(- /\-)….
[/size]
66
เรื่องเล่าธรรมทาน / ...พี่สติ...
« กระทู้ล่าสุด โดย เกษา นักบุญยาจก เมื่อ กันยายน 29, 2015, 11:29:54 PM »
..เรื่องพี่สติ… :loktip28:


…เรื่องราวต่อไปนี้ เป็นเพียงปัตจัตตังนะคะ หากมีสิ่งไหนที่ไม่เหมาะสมขออภัยด้วยนะคะ… ;)

..ตัดให้ขาด ..

..เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่สาสนใจ ศึกษา ปฎิจจสมุปบาท กรงล้อที่หมุนด้วยวงของธรรม ในตอนนั้น สนใจ หาอ่านและฟัง สนทนากับเพื่อนต่างวัยที่ ศึกษาเรื่องนี้ด้วยกัน ถกเถียงกันไปมา
แต่ก็ใช่ว่าจะเข้าใจได้หมดนะคะ ถ้าเราไม่มีตัวอย่างให้เห็น ให้โดนกับตนเอง มันก็ยากที่จะเข้าใจ อย่างแจ่มชัด

มีอยุ่ครั้งหนึ่ง สาได้ดูสคิป ของอาจารย์ท่านหนึ่ง ท่านได้สอนไว้โดยมี วีดีโอประกอบไปด้วย สาไปสะดุจ เอาสคิปหนึ่ง ที่ท่านได้ยกมาเป็นตัวอย่างว่า

..มีญ สาวคาหนึ่งได้เดินในท่ามกลางผู้คน เห็นร้านเสื้อผ้า  สวยชอบถูกใจมากจึงเดินเข้าไป ใจนั้นอยากได้มาก ไม่คิด ไม่ตรึงตรองอะไร เมื่ออยากได้ ความอยากสั่งสมอง สมองสั่งงานให้ร่างกายหยิบ ไปจ่ายตังทันที โดยไม่คิดอะไรให้มากมาย พอไปจ่ายแล้ว เคดิตการ์ดแต่ละใบ ติดลบหมด ซื้อไม่ได้ทำอะไรไม่ได้ ก็ต้องเสียใจเสียความรุ้สึกเดินออกจากร้านไป สาดูไปยังตำหนิ ญ คนนั้นไปเลยนะคะว่า อยากได้จนลืมสติเลย ทั้งๆที่ตัวเองก็ไม่มีสติเหมือนกัน (@-@”)

..พอดูจบ ไปไม่นาน ก็เลยเอามาทบทวนอยุ่หลายวันเลยละคะ ย้อนไป ย้อนมากับอารมณ์นั้น เคยได้ยินคำพูดที่ว่า รู้ทันอารมณ์ ฮื่อฮื้อ!! มันก็ยากเหมือนกันนะ กว่าจะตัดใจจากความยากได้
เพราะตัวสาเอง เมื่อครั้งก่อน เป็นคนที่อยากได้อะไรต้องได้ เมื่อไม่ได้จะพาลคนอื่นเค้าไปทั่วเลย อยากได้จนไม่คิดว่า ผลสุดท้าย มันจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อยากได้ต้องให้ได้มา พอเอามาแล้วมานึกเสียใจทีหลังว่า ไม่น่าเลยแฮะ และจะบ่อยสะด้วยสิ

.....หลังจากนั้นไม่นานได้เดินไปที่ตลาด ตาไปเห็นกระเป๋าสะพายสวยดี น่ารักมาก ใจอยากได้ อยากได้มาก เปิดดูกระเป๋าตัง เงินที่มีอยุ่มันจำกัดกับการซื้ออาหารเย็นเท่านั้น ทำไงดี ทำไงดี อยากได้ก็อยากได้ กลัวเงินไม่พอซื้ออาหารก็กลัว
อยุ่ๆ ภาพวีดีโอที่ดูครั้งนั้นมันพุดขึ้น ถึงเหตุการณ์ของญ คนนั้นที่ซื้อเสื้อผ้า แต่เงินไม่พอ

... จากนั้นขบวนการ พิจารณาจึงเริ่มขึ้น พี่สติพร้อมเริ่มสั่งการ เรียบเรียง อย่างเป็นระบบว่า
ซื้อแล้วจะเอามาใช้รึเปล่านะ  ที่บ้านกระเป๋าสะพายก็เพี๊ยบเลย

(  ในตอนนั้น มันขัดแย้งกันมากเลยละคะ กิเลสที่อยากได้ กับสติที่กำลังดึงยื้อกันไปมา //ตะโกน)

ถ้าซื้อกระเป๋ามันก็สวยดีอะ คงดูดีแน่ๆเลย( นั้นไง มันเริ่มจะพาเราหลงละ :embarrassed:)  กระเป๋าใบนี้ มันราคาไม่ถูกเลยอะ ถ้าซื้อ อาหารเย็นวันนี้คงต้องอดแน่ๆ แล้วเงินตัวนี้ก็มีจำกัดสะด้วยสินะ ไม่เอาดีกว่า    ( ในทีสุดก็ชนะ :loktip3:)
กว่าจะคิดได้แบบนี้มันชั่งยากจริงๆนะคะ

 ถ้าคนไหนไม่มี พี่สติเป็นตัว ยึดยื้อไว้ละก็เสร็จคะ
ได้กระเป๋ามาครอง แล้วก็เอามากองไว้เป็นผูเขา ให้เก่าเล่นๆไป แล้วก็มาเสียดายทีหลังว่า ...
...เอ่อเนอะไม่น่าซื้อมาเลย เอาตังไปซื้อ อันนี้มากิน อันนั้นมาทำดีกว่า นั้นละคะผลของการขาดพี่สติแหระ มาทุกข์ใจ ทรมานใจทีหลัง...

พี่สตินี้ สารพัดประโยชน์จริงๆนะคะ เมื่อเรามีพี่สติอยู่นี้ จะระลึกได้ทันทวงทีเลยละว่า เอ๊ๆ!  เดี๋ยวๆก่อน อันนี้ดีมั้ยนะ อันนั้นละโอมั้ยเน้อ เหมือนสวิตตัดไฟเลยละคะ จะตัดอารมณ์อยากได้ตรงนั้นสักครู่
 เมื่อสติดึงไว้ พิจารณา คือทบทวน ไคร่คราณดู เป็นตัวตัดบท จากนั้น กิเลสมันก็จะเบาลงไป  และทำให้เรานั้นตัดสินใจได้ตรง และถูกต้องด้วยคะ

สาเลยเปรียบกิเลส คือเสือ พี่สติคือกำลัง พิจารณาคือมีด เมื่อเสือมันกระโจนใส่เรา เมื่อเรามีพละกำลังมากพอ ทีจะต้านเสือ ฮึดสุดท้ายเอามีดแทงลงไป ท้ายสุดก็รอด
แต่ถ้าไม่มีกำลัง ไม่มีมีด ก็ตายอย่างเขียดเลยแหระคะ

....หลังจากนั้น สาก็ใช้วิธีนี้บ่อยๆ ในการไปเลือกซื้อของ หรือจะทำอะไรก็ตาม ขบวนการไดเรนเจ้อของสา( สติ+พิจารณา) bly11 จะทำงานโดยอัตโนมัติเลยละคะ เพราะสาได้ฝึก ทบทวน ไตร่ตรอง แบบนี้บ่อยๆ มันจะ หยุดชะงักเรา ให้เราได้ถามตนเองกลับว่า อันนี้มีหรือยัง อันนั้น กับอันนี้อันไหนจำเป็น อันไหน สิ่งไหนสมควรทำ ไม่สมควรทำ และยิ่งฝึกบ่อยๆเข้า ปล่อย ละ วาง พอเพียง สุขใจ มันก็จะมีมาคะ


อนุโมทนาคะ


ช่วงนี้มาอัพบ่อย เพราะว่าพอดี หลังจากนี้ หลายวันอาจหายหน้าไป อย่าเพิ่งทิ้งกันนะคะ :cheesy:
67
ห้องสนทนาธรรมะ / รวมคำสอนหลวงพ่อพุธ ฐานิโย
« กระทู้ล่าสุด โดย เกษา นักบุญยาจก เมื่อ กันยายน 29, 2015, 05:47:04 PM »
ขออนุญาติ นำคำสอนของหลวงปู่ท่านมาลงนะคะ

เคดิตจากเว็บลานธรรม

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?t=40915

 ;)
68
//ลิงน้อยน่ารัก…เรื่อง  ทำใจให้ได้  ปล่อยวางให้เป็น…
..ขออนุญาติ หากเรื่องราวนี้ ผิดต่อหลักบางอย่าง หรือผิดพลาดอะไร ขออภัยด้วยนะคะ เรื่องราวที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นปัตจัตตัง เป็นเรื่องราวที่รุ้ได้เฉพาะตน พิจมรณาเมื่ออ่านจบนะคะ…
…เรื่องราวนี้เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นสาเองทุกข์ใจ และกลัวความตายมากๆ กลัวจะจากคนที่เรารัก กลัวทำใจไม่ได้ กลัวทุกอย่าง จิตตกเมื่อดูเรื่องราว หรือพบเห็นสิ่งที่ทำให้สะเทือนใจ อยากช้วยเหลือ แต่ทำไม่ได้ จนทำให้จิตใจเศร้าหมอง  จนเริ่มทนไม่ไหวกับอาการนี้  มีครั้งหนึ่งได้เปิดธรรมะเทศนาของ หลวงปู่พุธ ฐานิโย เรื่องปล่อยวางจิต เมื่อฟังจบก็มานึกย้อนดูว่าเรานั้นก็ยังที่จะปล่อยวางไม่ได้ ยังห่วง ยังกลัวตายอยู่ นั่งพิจารณาอยู่นาน นั่งคลิกดูสคิปไปเรื่อยๆ จนมาสะดุจเอาหนังเรื่องหนึ่ง ที่นางเอกนั้นได้สลบไป แล้วพระเอกได้รุ้เรื่องราวว่า อดีตชาติ นางเอกได้เคยเป็นโจร ฆ่าข่มขืน ครอบครัว ครอบครัวหนึ่งแบบยกครัว  ทั้งๆทีชาตินี้เกิดเป็น ญ หน้าตาสวยงาม จิตใจอ่อนโอนมาก เค้าไม่อยากจะเชื่อว่าอดีตชาตินั้น แฟนสาวของเค้าได้เป็นโจรที่โหดเหี้ยมอัมหิตนัก พอสาดูหนังเรื่องนี้จบ ภาพมันก็พุดขึ้นที่ดวงตา ปุดๆมาทันที
ภาพที่เห็นนั้น เป็นเด็กที่โดนทำแท้ง โดยโดนฆ่าตายแบบทารุณมาก หลังจากนั้นภาพนั้นก็ขึ้นให้เห็นว่า เด็กคนที่ถูกฆ่านั้น คือคนทีเคยฆ่าและเป็นหมอทำแท้งมาก่อน จึงต้องมาโดนฆ่าแบบเดียวกันซ้ำไป ซ้ำมาแบบนี้  นี้ละมั้งนะทีเค้าเรียกว่ากรรม สิ่งที่ตนเองได้กระทำเอาไว้
หลังจากนั้น ทุกอย่างที่ผ่านมาถึงแม้นมันจะน่าสังเวช น่าสงสารสักเท่าไร เราต้องเริ่มทำใจให้ได้
” ทุกอย่างย่อมเป็นไปตามกรรม ที่ได้กระทำเอาไว้ ”
ถ้าเป็นแต่ก่อนสานั้นจะโมโห และจิตจะตกเมื่อเห็นภาพ และเหตุการร้ายๆ เมื่อเราเข้าใจ ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้น มันจึงปลดล็อค และวางลงอย่างง่ายดาย ไม่ใช่ว่าเรานั้นเป็นคนเย็นชา หรือเห็นแก่ตนเอง แต่สาเองจะถือคติเสมอว่า สิ่งไหนช้วยได้ก็จะช้วย เกินกำลัง 
ช้วยไม่ได้ นั้นคือกรรมของเค้าเอง.
คำที่สามักชอบใช่ในใจเมื่อยามมีจิตใจที่เป็นอกุศล หรือจิตตกคือ
”ทุกสิ่ง ทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นกรรม การกระทำคือสิ่งที่กำหนดให้เกิดเหตุการจำพวกนี้ขึ้นมา”
เมื่อคิดคำพูดนี้แล้วใจมันคลายตัวลงทันทีเลยละคะ
มันก็จริงที่ว่า….หาได้น้อยมากที่จะ ยอมรับในความเป็นจริงที่เกิดขึ้น
 ส่วนมากทุกข์ที่เกิด เพราะไม่ยอมรับมัน พยามหนี และหลีก.มันให้พ้น แต่หารุ้ไม่ว่า มันหนีไม่พ้นหรอก ยังไงก็ต้องโดน ถ้ายอมรับแล้ว สู้กับมันสะ เมื่อเราชนะ ประสบการณ์จะสอนให้เราผ่านมันไปได้อีกเรื่อยๆ เมื่อฝึกบ่อยวางบ่อยๆ ฝึกพิจารณา ทุกอย่างให้อยู่ในหลักความเป็นจริงบ่อยๆ เราจะคลายจิตที่ยึดมั่นได้เร็ว และปล่อยวางได้เร็ว
ควบคุมสติ  อารมณ์ได้ดีขึ้น นิ่งและสงบเงียบได้มากขึ้นคะ ทุกวันนี้ถึงแม้จะมีบางอย่างที่ยังต้องแก้ไขในตัวของสาเอง แต่อย่างน้อย สาก็ยังฝึกปล่อย ละ วาง อยู่ตลอด และมันทำให้สานั้นมีสติที่ดีขึ้น เข้าใจความเป็นจริงได้มากขึ้น
…………….
เมื่อเราเจอสภาวะอารมณ์แบบนี้เกิดขึ้น เรียกสติแล้วพิจารนาย้อนไปว่า  ชาติก่อนเค้าอาจเคยทำแบบนี้ ชาตินี้เค้าจึงต้องมารับสิ่งนี้ สิ่งที่ตนเองเคยทำไว้
ไม่มีที่ไหนหรอกคะ ที่อยู่ๆ ผลมันเกิดขึ้นมาเอง มันย่อมมีต้นเหตุ มาก่อนทั้งสิ้น เมื่อเราเห็นเหตุการ หรือสำภาวะแบบนี้ ให้เรียกสติตนเอง แล้วพิจารณา หาต้นเหตุให้เจอ โยงหาต้นตอให้ได้ เมิ่อได้แล้วเข้าโหมดของความเป็นจริง จากนั้นผลลัพจะเปิด และเราจะเข้าใจให้เหตุนั้นๆได้ทันที่เลยละคะ
ลองำดูกันนะคะ
อนุโมทนาคะ
 ;)
[/
69
…เรื่อง สวดมนต์ ปฎิบัติธรรม กับเจ้ากรรม และนายเวร…
..สวัสดีคะ  ;)เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ เป็นเรื่อง ปัตจัตตัง ที่รู้ได้เฉพราะตน นะคะ หากผิดพลาดอย่างไร ขออภัยไว้ด้วยนะคะ…
…สวดมนต์ ปฎิบัติธรรมกับเจ้ากรรมและนายเวร…
…เรื่องนี้สาได้มาเมื่อ 4 ปีก่อน  ครั้งหนึ่งเคยสงสัยว่า เราจะทำอย่างไร ให้เจ้ากรรมนายเวร อโหสิกรรมให้เราได้อย่างรวดเร็ว เคยคิดสงสัยมาตลอดคะ    มีอยู่วันหนึ่ง กำลังนั่งพักอยู่ที่ห้องครัว นั่งดื่มชาร้อนๆ (  เพราะช่วงหน้าหนาว หิมะตก )  ห่างตามันไปเจอคนใส่ชุดดำ หน้าตาหน้ากลัวยืนอยู่ ระหว่างประตู ขยี้ตาหลายรอบ หันไปอีกทีไม่เจอแล้ว ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องปกติที่เคยเป็น ก็ตามทีแต่มันก็ไม่เคยที่จะชินสักที
..เมื่อถึงจุดที่สงบ มันก็ผุด ปุดๆขึ้นมาที่ดวงตาทันที สาเห็นผู้ชาย และผู้นญิง ยื่นอยู่ คนผู้ชายนั้นใส่ชุดสีดำ หน้าตาดุดัน ส่วนคนผู้หญิง ใส่ชุดขาวหน้าตาแจ่มใส ยิ้มแย้ม สาเรียกพี่ผู้หญิงว่า พี่สมหญิง  พี่สมหญิง ยิ้มแล้วเดินเข้ามาพูดว่า จะไปเกิดแล้ว และขออนุโมทนาที่สาได้ช้วยเหลือผู้คน และปฎิบัติธรรม จนพี่เค้านั้นได้ ซึมซับธรรมไปด้วย และทำให้เข้าใจในธรรม และทำให้เค้าได้หลุดป่วงของจิตที่ผูกมัดด้วย ความอาฆาท   สาถามพี่เค้าว่าพี่เค้าเป็นใคร  พี่สมหญิงบอกว่ชาติก่อน สาเคยทำให้เค้าเสียใจเรื่องเงิน ตรอมใจตาย และเค้าโกรธแค้นสามาก พี่เค้าบอกว่า เค้าเคยพยามทำให้สานั้นทุกข์เรื่องเงิน และเรื่องครอบครัว แต่สาได้มาปฎิบัติธรรม และชอบฟังธรรม พี่เค้าว่า แรกๆเค้าโกรธมากพยามขัดขวางทุกทาง
(  เพราะเจ้ากรรมนายเวรนั้นจะตามเราไปทุกที่ ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม จะทำทุกทางให้ตนเองสะใจและหายจากความโกรธแค้นที่มีต่อตน)
นานๆเข้า ฟังสาสวดมนต์ สาเปิดธรรมะฟังบ่อยๆ และก็ปฎิบัติ ด้วยใจที่มุ่งมั่น  ก็เริ่มใจอ่อน และชอบในธรรมนั้นด้วย พี่สมหญิงบอกว่า สัมพเวสี ไม่ใช่จะทำได้ทุกตนที่ยอมรับในความเป็นจริง ต้องมีการรับฟัง ซึมซับ และโดนขัดเกลา ถึงจะหลุดป่วงของตนเองได้ หากคนไหนมีความชั่วมากมาย ไม่หัดฝึก หัดทำ เจ้ากรรมที่มีความอาฆาทแค้นนั้น ก็จะทวีคูณ ทำให้เรามีความเป็นอยุ่ที่แย่ลงๆ ถึงแม้จะมีบุญเก่าเยอะก็จริง มันก็จะหมดไปไม่ช้า
สาเลยถามพี่เค้าอีกว่า แล้วแบบนี้เราจะทำอย่างไร  พี่สมหญิงบอกว่า การที่จะให้ใครสักคนหายโกรธ ต้องขยันขอโทษเค้าจริงมั้ย  ถ้าเราโกรธเค้า แต่เค้าไม่ยอมแม้แต่จะมาขอโทษเราทำตัวสบายๆเมินเฉย กับสิ่งที่เคยทำเราเจ็บปวด เราจะทนดูได้มั้ย ไม่มีใครที่จะทนดูได้ก็จะยิ่งโกรธหนักขึ้นไปอีก  แต่ถ้าเค้าคนนั้น พยามขอโทษ ไถ่โทษ มีของกำนัดมาเยี่ยมมาง้อเรา ทำดี พูดจาดีๆ ทำแต่สิ่งที่เราประทับใจบ่อยๆเข้า เราก็ใจอ่อน และหายโกรธ มาคืนดีได้เหมือนเดิม
ฉนั้นเราเองต้องขยันขออโหสกรรมต่อเค้า ของกำนันที่สัมพเวสีต้องการคือกุศล กุศลนั้นไม่ใช่สักแต่ว่าทำนะ ต้องทำด้วยจิตที่เต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ด้วยละ ฝึกมีเมตตาบ่อยๆ
ด้วยการปฎิบัติธรรม สวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิ เพื่อให้ใจสงบ เมื่อทำบ่อยๆ จากน้ำที่เป็นสีดำ ใส่น้ำเปล่าเติมเข้าไปบ่อยๆ น้ำดำๆก็ไหลหายไปเหลือแต่น้ำใสๆไว้
ก็เหมือนกับการปฎิบัติดีนั้นแหระนะ
สาถามพี่สมหญิงว่าแล้วผูชายที่ยืนอยู่กับพี่สมหญิงเมื่อกี้ใคร พี่เค้าว่า คนที่สาเคยทำเค้าไว้ เค้าเจอสา เค้าเลยตามมาเพื่อจะแก้แค้น ฟังจบถอนลมหายใจแบบเหนื่อยๆ ทันทีเลย หลังจากสนทนาจบ พี่สมหญิงก็กล่าวบอกลา แล้วให้ขอคิดไว้ว่า
 ” การจะทำดีไถ่โทษนั้นเราต้อง ทำให้สม่ำเสมอ เพราะเรามีเจ้ากรรมและนายเวรมากน้อยแค่ไหนเราไม่รู้ เราจะเจอกรรมที่เราเคยกระทำเอาไว้แบบไหนบ้างก็ไม่รุ้ ฉนั้นอย่าได้ประมาทขยันทำไว้
และการที่เราจะชดใช้ให้เค้าได้มากน้อยแค่ไหน เราจะทำให้เค้าอโหสิกรรมให้เราได้แค่ไหน
อยู่ที่ความตั้งใจที่จะทำก็แค่นั้นเอง”
อนุโมทนาคะ
[/color][/size] ;)
70
เรื่องเล่าธรรมทาน / ..ผิดศีล..
« กระทู้ล่าสุด โดย เกษา นักบุญยาจก เมื่อ กันยายน 27, 2015, 05:09:35 PM »
.สวัสดีคะ.. ;)
[เรื่อง…..ผิดศีล..
ต้องขออนุญาติ หากเรื่องนี้ขัดต่อความเป็นจริง หรือทำให้เกิดความเข้าใจผิด ขออโหสิกรรมด้วยคะ

…เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง และมีบุคคลจริง สาขอให้กุศลที่นำมาเป็นธรรมทานนี้ ส่งตรงถึงเจ้าของเรื่อง และดวงวิณญานของเจ้าของเรื่องได้รับกุศลในครั้งนี้ด้วยคะ…

…เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ กลางเดือนที่ผ่านมาคะ มีพี่ท่านหนึ่งทุกข์ใจจึงเลือกที่จะระบายทุกข์โดยโทรมาคุยและปรึกษาด้วย ท่านเล่าให้ฟังว่า พ่อของท่านนั้นป่วยมากในตอนนี้ และท่านได้ไปดูร่างทรง ( ที่พึ่งทางใจ)  ว่าวิณญานของคุณแม่ได้พยามทำร้าย คุณพ่อ และจะนำไปอยู่ด้วย พอพี่เค้าพูดจบ สาไม่ถามต่อ แต่ตอบพี่เค้าไปแบบที่มันผุดขึ้นมาในดวงตาของตนเองว่า
…เมื่อยามคุณแม่มีชีวิตอยู่นั้น ท่านได้ผิดศีล ข้อสุราจนเสียชีวิต และมีจิตที่ผูกอาฆาตคุณพ่อไว้  ส่วนคุณพ่อนั้น ได้ผิดศีล ข้อกาเมสุมิจฉาจาร  คือการผิดลูกผิดเมียคนอื่น
..พอสาพูจวพี่เค้าก็พูดเสียงอึ้งๆ แล้วบอกว่า ทุกอย่างที่สาได้เล่ามานั้นเรื่องจริงทั้งหมด โดยที่ไม่มีใครรุ้นอกจากครอบครัวของตนเอง เพราะเรื่องราวนี้มันยาวนานมาเป็น 10 ปี หลังจากนั้นสาก็ได้เล่าต่อว่า
..หลังจากที่คุณแม่เสียชีวิต คุณพ่อก็จะป่วยมาตลอดเวลา ส่วนภรรยาใหม่ก็มีนิสัยเปลี่ยนไป มีนิสัยที่รุนแรง มีวาจาที่รุนแรงอารมณ์แปรปรวนง่าย เหมือนคนที่เป็นโรคประสาทอ่อนๆ ทั้งๆที่แต่ก่อนไม่เป็น แต่พอคุณเเม่เสียชีวิตไป ทุกอย่างก็เริ่มเปลียนแปลง
..พี่เค้าก็ตอบว่าจริงทั้งหมด  และสิ่งที่สาเห็นนั้น คุณแม่ของพี่เค้า อยุ่กับคุณพ่อท่านจริงๆ และมีสภาวะ เครียดแค้นมาก จึงเล่าให้พี่เค้าฟังว่า
…คุณแม่นั้นไม่ได้มีนิสัยชอบดื่มสุรามาก่อนแต่เพราะท่านทุกข์
ใจเรื่องความเจ้าชู้ของคุณพ่อ ท่านจึงเริ่มที่จะดื่มมาตั้งแต่ตอนนั้น และจนติดเป็นเรื่อรัง และท่านเสียเพราะดื่มสุราจนขาดสติ และช็อคเสียชีวิต จิตสุดท้ายของคนเราเมื่อมี ความทุกข์และตายแบบไม่มีกุศลอยู่ในจิตสุดท้ายนั้น
จะไปเกิดไม่ได้เพราะติดค้างอารมณ์นั้นอยู่ เหมือนเราเองเป็นคนมัดเชือกไว้ ใครจะมาแก้แทนให้เราไม่ได้ หรือตั้งระหัสสแกรนนิ้วไว้ ใครจะมาแก้หรือทำให้ไม่ได้นอกจากตัวเราเองที่จะทำได้ และคุณแม่ท่านได้เสียไปแล้ว กายหยาบท่านนั้นไม่มีแล้วจึงลำบากที่จะแก้ไขคะ และท่านได้มีจิตที่เครียดแค้นคุณพ่อท่านด้วย ท่านจึงวนเวียนอยุ่กับคุณพ่อ เพราะตอนที่ท่านเสียท่านได้นึกถึงคุณพ่อที่ทำให้ท่านนั้นได้ทุกข์
จึงกลายเป็นกรรมร่วมผูกมัดคะ คนที่จะแก้ได้คือคุณพ่อท่านเอง
 และวิณญานของคุณแม่ต้องคลายความแค้นนั้นลงเพื่อไปสุคติคะ
…พี่เค้าได้ถามว่า คุณแม่ทำไมถึงทำกับคุณพ่อแบบนั้น สาเลยบอกว่า นั้นคือผลของจิตที่มีความแค้นก่อนตายคะ จิตที่มีความเครียดแค้นนั้นจะรุนแรงมากคะ ส่งผล ให้คนที่โดนเครียดแค้นอยุ่มีภวาวะ ล้มป่วยได้ง่าย เรียกในทางวิทยาศาสตรแล้วก็คือกระแสะคลื้นพลังงานนั้นแหระคะ ร่างกายคนเรานั้นมีคลื้นไฟฟ้าอยุ่คะ คนตายก็เป็นสะสาร แล้วสร้างกระแสด้วยตนเอง ต้องมีแรงพลังดัน เช่นพลังโมโหนี้แหระคะ แต่ถ้าให้คุณแม่ท่านมาบีบคอ ท่านทำไม่ได้หรอกคะเพราะท่านนั้นไม่มีกายหยาบ แล้วคุณพ่อนั้นก็ผิดศีลหลายข้อด้วย กรรมจึงเร่งเร็วขึ้นโดยมีคุณแม่ท่านช้วยเร่งให้เร็วขึ้นด้วยคะ
ถ้าอยากจะดีขึ้น และช้วยทั้งสองท่าน ต้องให้ท่านนั้น ปฎิบัติธรรมคะ เพื่อขัดเกลาจิตใจให้ปล่อยวาง ละวางลงคะ
คุณพ่อเอง ก็ต้องสำนึกในบาป แล้วสร้างแต่สิ่งที่ดี และทำให้คุณแม่ได้ซึมซาบธรรมมะนั้น แล้วปลอยวางจิตอาฆาทเช่นกัน ใครทำให้ไม่ได้นะคะ ต้องคุณพ่อท่านเท่านั้นคะ
..ส่วนตัวเราเองนั้นที่เป็นลูกทำแล้วอุทิศได้มั้ย ก็ได้คะ แต่ท่านนั้นจะรับได้เพียงเล็กน้อย เพราะกรรมที่ทำเมื่อยามจิตสุดท้ายดับนั้นมันค่อยข้างยาก
ที่จะคลายตัว ถ้าวิณญานตนนั้นได้รับการสั่งสอนด้วยธรรมะ จิตคลายตัว ก็จะละวางอารมณ์ตัวนั้นได้แล้วไปสู่สุคติคะ
..เมื่อเราคุยกันจบ เรื่องราวนี้ มีประโยชน์มากกับบุคคล ที่ไม่เข้าใจถึงจิตสุดท้ายก่อนตาย และปฎิบัติธรรม เพื่อเจ้ากรรมและนายเวร ..
..หากสามีเวลาจะมาเล่าให้ฟังนะคะ…
       
อนุโมทนาคะ….
 
 :cheesy:


[/color][/color]
หน้า: 1 ... 5 6 [7] 8 9 10
สวดมนต์เป็นนิจ อธิษฐานจิตเป็นประจำ อโหสิกรรมก่อนค่อยแผ่เมตตา.


Banloktip.com ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 20-เมษายน-2012 ..เพื่ออุทิศให้ คุณพ่อสำเร็จ ทิตาวงศ์