กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้


ข่าวประกาศ โดย บ้านโลกทิพย์

ทุกท่านสามารถเข้าไปดูหนังสือของเว็บบ้านโลกทิพย์ ตามปุ่ม E-Book ข้างล่างเลยนะครับ




Happy New Year 2017 | สวัสดีปีใหม่ 2560

ขออวยพรให้ทุกๆท่านโชคดีตลอดปีไก่ มีความสุขถ้วนหน้า อย่าเจ็บ อย่าจน สาธุ

ใครที่สนใจสั่งจองหนังสือเรื่องความเชื่อโลกที่สาม อ่านรายละเอียดได้ที่นี่ครับ!!!

กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 ... 5 6 [7] 8 9 10
61
ประวัติ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ (ฉบับย่อ)

 พระราชพรหมยาน
(หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) วัดท่าซุง อ.เมือง จ.อุทัยธานี

         เกิดเมื่อ วันพฤหัสบดีที่ ๒๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๐ เดิมชื่อสังเวียน เป็นบุตรคนที่ ๓ ของนายควง นางสมบุญ สังข์สุวรรณ เกิดที่ตำบลสาลี อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี มีพี่น้อง ๕ คน เมื่ออายุ ๖ ขวบ เข้าเรียนหนังสือที่โรงเรียนประชาบาล วัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จนจบชั้นประถมปีที่ ๔ เมื่ออายุ ๑๕ ปี เข้ามาอยู่กับท่านยายที่บ้านหน้าวัดเรไร อำเภอตลิ่งชัน จังหวัดธนบุรี ในสมัยนั้น และได้ศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณ อายุ ๑๙ ปี เข้าเป็นเภสัชกรทหารเรือ สังกัดกรมการแพทย์ทหารเรือ พออายุครบบวช

อุปสมบท เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ เวลา ๑๓.๐๐ น. ณ วัดบางนมโค โดยมีพระครูรัตนาภิรมย์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูวิหารกิจจานุการ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์เล็ก เกสโร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ อายุ ๒๑ ปี สอบได้นักธรรมตรี อายุ ๒๒ ปี สอบได้นักธรรมโท อายุ ๒๓ ปี สอบได้ นักธรรมเอก

ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๘๐-๒๔๘๑ ได้ศึกษาพระกรรมฐาน จากครูบาอาจารย์หลายท่าน อาทิเช่นหลวงพ่อปาน โสนันโท วัดบางนมโค, หลวงพ่อจง พุทธสโร วัดหน้าต่างนอก, พระอาจารย์เล็ก เกสโร วัดบางนมโค, พระครูรัตนาภิรมย์ วัดบ้านแพน, พระครูอุดมสมาจารย์ วัดน้ำเต้า, หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ, หลวงพ่อเนียม วัดน้อย, หลวงพ่อโหน่ง วัดอัมพวัน (วัดคลองมะดัน) และหลวงพ่อเรื่อง วัดใหม่พิณสุวรรณ

พ.ศ. ๒๔๘๑ เข้ามาจำพรรษาที่วัดช่างเหล็ก อำเภอตลิ่งชัน ธนบุรี เพื่อเรียนบาลี ต่อมา สอบได้เปรียญธรรม ๓ ประโยค ได้ย้ายมาอยู่ที่วัดอนงคาราม หลังจากนั้นได้เป็นรองเจ้าคณะ ๔ วัดประยูรวงศาวาส เป็นเจ้าอาวาสวัดบางนมโค และย้ายไปอยู่อีกหลายวัด

พ.ศ. ๒๕๑๑ จึงมาอยู่วัดท่าซุง บูรณะซ่อมสร้างและขยายวัดท่าซุง จากเดิมมีพื้นที่ ๖ ไร่เศษ จนกระทั่งเป็นวัดที่มีบริเวณพื้นที่ประมาณ ๒๘๙ ไร่

พ.ศ. ๒๕๒๗ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ “พระสุธรรมยานเถร”

พ.ศ. ๒๕๓๒ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ “พระราชพรหมยาน ไพศาลภาวนานุสิฐ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี”

มรณภาพ
ตุลาคม ๒๕๓๕ พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)ได้ อาพาธด้วยโรคปอดบวมอย่างแรง และติดเชื้อในกระแสโลหิต เข้ารักษาที่โรงพยาบาลศิริราช และมรณภาพที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันศุกร์ที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๓๕ เวลา ๑๖.๑๐ น.

ตลอดระยะเวลาที่อุปสมบทอยู่ หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) ได้ทำหน้าที่ของพระสงฆ์ ในพระพุทธศาสนาอย่างสมบูรณ์ กล่าวคือ

ทางด้านชาติ ได้สร้างโรงพยาบาล , สร้างโรงเรียน , จัดตั้งธนาคารข้าว , ออกเยี่ยมเยียน ทหารหาญของชาติและตำรวจตระเวณชายแดนตามหน่วยต่างๆ เพื่อปลุกปลอบขวัญและกำลังใจ และ แจกอาหาร , ยา , อุปกรณ์อำนวยความสะดวก และวัตถุมงคลทั่วประเทศ
ทางด้านพระศาสนา ได้สั่งสอนพุทธบริษัทศิษยานุศิษย์ให้มุ่งพระนิพพานเป็นหลัก โดยให้ประพฤติปฏิบัติกาย , วาจา , ใจ , ในทาน , ในศีลและในกรรมฐาน ๑๐ ทัศ และมหาสติปัฏฐานสูตร ได้พิมพ์หนังสือคำสอนกว่า ๑๕ เรื่อง และบันทึกเทปคำสอนกว่า ๑,๐๐๐ เรื่อง นอกจากนี้ยังได้แสดงธรรม เทศนาทางสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์เป็นครั้งคราว นอกจากนี้ ยังเดินทางไปสงเคราะห์คณะศิษย์ในต่างจังหวัดและต่างประเทศทุกๆ ปี

ทางด้านวัตถุ ท่านได้ช่วยสร้างพระพุทธรูปและถาวรวัตถุไว้ในพระพุทธศาสนามากกว่า ๓๐ วัด รวมทั้งการบูรณะฟื้นฟูวัดท่าซุงด้วยเงินกว่า ๖๐๐ ล้านบาท ได้สร้างพระไตรปิฎก , หนังสือมูลกัจจายน์ และถวายผ้าไตรแก่วัดต่างๆ ปีละไม่ต่ำกว่า ๒๐๐ ไตร

ทางด้านพระมหากษัตริย์ท่านได้สนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยการจัดตั้งศูนย์สงเคราะห์ผู้ยากจนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชประสงค์พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ศูนย์ฯ นี้ได้ดำเนินการสงเคราะห์ราษฎรในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๐ งานของศูนย์ฯ รวมทั้งการแจกเสื้อผ้า , อาหาร และยารักษาโรคแก่ราษฎรผู้ยากจน , การช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยทางธรรมชาติ , การส่งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกรักษาพยาบาลราษฎรผู้เจ็บป่วย , การให้ทุน นักเรียนที่เรียนดีแต่ยากจน , การบริจาคทุนทรัพย์ให้แก่มูลนิธิและโรงพยาบาลต่างๆ ฯลฯ

นับได้ว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) เป็น ปูชนียบุคคลผู้อยู่ด้วยความกรุณา เป็นปกติ พร่ำสอนธรรมะและสิ่งทีเป็นประโยชน์และสงเคราะห์เกื้อกูลมหาชนด้วยเมตตา มหาศาลสมกับ เป็น ศากยบุตรพุทธชิโนรส แท้องค์หนึ่ง

ขอขอบคุณข้อมูล : เว็บศิษย์หลวงพ่อ
62
ห้องพักคลายทุกข์ / วัดดอยติ ประตูสู่เมืองลำพูน
« กระทู้ล่าสุด โดย smfjusthost เมื่อ สิงหาคม 09, 2016, 02:06:01 PM »
  ประวัติพระพุทธสารูปเจ้ากิตติ หรอพระเจ้ากิตติ ที่วัดดอยติ มีโดยย่อๆดังต่อไปนี้ สมัยพุทธกาลเมื่อพระพุทธองค์ทรงพระชนมายุ ครั้นออกพรรษาแล้วพระองค์ก็ได้เสด็จจารึกเที่ยวเทศนาสั่งสอนไนยสัตว์ทั้งหลายไปตามบ้านเมืองน้อยใหญ่ทั้งหลาย ครั้นเสด็จมาถึงเขตเมืองหริภุญชัยที่นี่ พระพุทธองค์ก็มาเล็งเห็นดอยลูกนี่ว่า เป็นที่น่าจะได้ไว้ยังพระพุทธศาสนาต่อไป เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วก็ได้เสด็จขึ้นไปยังบนดอยลูกนี้ อันดอยลูกนี้ก็มีคนอยู่มาก่อนแล้ว คือชายมานะวะ(หรือมานพ) ซึ่งปฏิบัติธรรมอยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว เมื่อพระพุทธเจ้าขึ้นไปดอยลูกนี้แล้ว พระพุทธองค์ก็หันใส่ชายผู้นั้น พระพุทธเจ้าเตียวไปหาชายผู้นั้นทันที แต่ว่าชายมานพผู้นั้นไม่รู้จักพระพุทธเจ้าว่าเป็นคนเช่นใด แต่ชายผ็นั้นเห็นอากัปกิริยามารยาทของพระพุทธเจ้าเป็นที่เลื่อมใสยิ่งนัก
ชายมานพจึงถามพระพุทธเจ้าว่า ท่านเป็นไผ๋ มากจากที่ใด ชื่อว่าอย่างไร มาที่นี้เพื่อประสงค์อันใด ครั้นพระพุทธเจ้าได้ยินเสียงชายผู้นั้นถาม ก็ตรัสตอบว่า กู ตะถาคะมะ มาที่นี่ก็เพื่อว่าจักมาเทศนาสั่งสอนสัตว์ตังหลายหื้อพ้นจากทุกข์ทั้งหลายทั้งมวลเหล่านั้น เมื่อชายมานพได้ยินคำว่า กู ตะถาคะตะ ก็รู้ทันทีว่านี่คือสมเด็จพระสัมมาพุทธเจ้า แน่นอนแล้ว จึงได้ก้มกราบไหว้ยังแทบปาตาฝ่าพระบาทของพระพุทธเจ้าทันที แล้วขออาราธนาพระพุทธเจ้าจำวัสสา(จำพรรษา)ยังบนดอยที่นี่เพื่อโปรดผู้ข้าแด่เต๊อะ

เมื่อพระพุทธเจ้าได้ยินเสียงชายมานพผู้นั้นขออาราธนาดังนั้น จึงตรัสตอบกับชายมานพว่า “จะขอหื้อกู ตะถาคะตะ จำพรรษา อยู่ ณ ที่นี่ย่อได้ เพราะกู ตะถาคะตะ ยังจะได้เสด็จไปโปรดสัตว์ทั้งหลายต่อไปอีกมากมายทีเดียว” แล้วชายมานพก็ขอต่อไปอีกว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นผู้ข้าก็ขอเอาเส้นเกศาธาตุ ก็เพื่อว่าจะได้เอาไว้สักการะแทนพระองค์ พระตะถาคะตะต่อไปในวันหน้า เมื่อพระพุทธเจ้าได้ยินชายผู้นั้นขอดังนั้น จึงตรัสตอบชายมานพว่า ถ้ามึงยังมีความเลื่อมใสในตัวของเราตะถาคะตะ ดังนั้น ก็ขอให้มึงสร้างยังพระสารรูปของกู ตะถาคะตะ เอาไว้สักการะแทนตัวตนของกู ตะถาคะตะ เต๊อะ เมื่อชายมานพได้ยินพระพุทธเจ้าได้อนุญาตหื้อสร้างยังพระพุทธรูปเจ้าแท้ดังอั้น แล้วชายผู้นั้นก็มีความชื่นชมยินดีเป็นอันมากแล้วก็ยอมือสากราบไหว้เทพไท้แทบป๋าต๋าเตียนของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ได้สั่งลากับชายผู้นั้น แล้วเสด็จลงดอยลูกนี้ไปทางทิศเหนือเพื่อได้จะได้เดินเทศน์สันถีเทศนาโปรดสัตว์ต่อไป เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จจากไปแล้วนั้น ชายผู้นี้ก็มาถึงคิดคำพรพุทธเจ้าได้อนุญาตหื้อต๋นแป๋งยังสารูปของพระพุทธเจ้านั้นแท้ดังอั้น แล้วชายผู้นั้นก็ไปขุดเอาหินศิลาแลงก้อนใหญ่มาก้อนหนึ่งแล้วเอามาควัก(สลัก)แป๋งยังสารูปของพระพุทธเจ้านั่งขัดสมาธิ คือตื๋น(พระบาท)ทั้งสองซ้อนกันเอาตี๋นเบื้องซ้ายไว้ตางลุ่ม(ข้างล่าง)เอาตี๋นเบื้องขวาไว้ตางบน แล้วเอามือ(พระหัตถ์)ซ้ายไว้ตางลุ่มเอามือเบื้องขวาไว้ตางบน นั่งอยู่บนแท่นแก้วในพระวิหาร แล้วชายมานพผู้นั้นก็ได้กระทำการไว้สาสักกาบูชาด้วยดอกไม้ธูปเทียนของหอมต่างๆ บูชาอยู่ทุกวันทุกคืนบ่ได้ขาดจนตลอดมา ครั้นถึงใกล้จะเข้าวัสสา(พรรษา)แล้ว พระพุทธเจ้าก็ได้เสด็จกลับปิ๊กปอกคืนมาเพื่อว่าจักไปเข้าวัสสา ณ เมืองอินเดีย
ครั้นพระพุทธเจ้าเสด็จมาถึงตี๋นดอยลูกนี้ ก็มาคิดคะนึงในใจ๋ว่า เออกู ตะถาคะตะ ได้อนุญาตหื้อชายมานะวะ ผู้นั้นสร้างแป๋งยังพระพุทธสารูป กู ตะถาคะตะ ตะแท้ดังอั้น มันจะสร้างแป๋งยังสารูปของ กู ตะถาคะตะ แท้เล่าจา เมื่อพระพุทธองค์ได้ระลึกคิดยังคำนั้น ก็ได้เสด็จลีลาขึ้นไปยังบนดอยลูกนั้น เมื่อเสด็จเข้าไปในวิหาร ข้าพุทธเจ้าก็ได้หันใส่(เห็น)ยังสารูปอันชายมานพแป๋ง(สร้าง)แท้ดังอั้น ส่นสารูปที่ชายมานพแป็งไว้นั้น หันใส่(เห็น)พระพุทธเจ้า ก็เหมือนดังมีจิตตะวิญญาณ มีใจสะท้านย่านกลัว ผลาดผะเหลดจะลุกลงจากที่นั่ง(แท่นแก้ว) แล้วได้เอาตี๋นทั้งสองลงมา ส่วนมือทั้งสองยังบ่ทันได้คล้าย(ย้าย) ยังซ้อนกันอยู่เหมือนเดิม เมื่อพระพุทธเจ้าหันดังนั้น จึงได้ยกมือเบื้องขวาห้ามเอาไว้ แล้วตรัสว่า ท่านอย่าไปไหนท่านจงอยู่ที่นี้ เพื่อจะได้รักษาสืบพระพุทธศาสนาต่อไป ตราบต่อเต่าห้าทันพระวัสสาแล
ฉะนั้นพรพุทธรูปองค์นี้จึงมีลักษณะ นั่งเหยียดขาทั้งสองข้างลงมา ส่วนพระหัตถ์ซ้านขวายังวางซ้อนกันอยู่บนแท่นแก้วในพระวิหารมาจะถึงปัจจุบันนี้ เรียกว่า พระเจ้ากิตติวัดดอยติ


    แต่ก่อนนานมาแล้ว ในเมืองหริภุญชัย ซึ่งเป็นเมืองเอกราชไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใครมาก่อน ในสมัยนั้นยังมีเศรษฐีอยู่สองบ้าน คือเศรษฐีบ้านเส้ง กับเศรษฐีบ้านหนองดู่ เศรษฐีทั้งสองเป็นสหายกัน และมีความรักความสนิทสนมกันมาก ต่อมาเมียของเศรษฐีทั้งสองก็ตั้งท้องมาน(ตั้งครรภ์)ขึ้น ต่อมาเมื่อใกล้จะเกิด(คลอด) เศรษฐีบ้านหนองเส้งได้ไปหาเศรษฐีบ้านหนองดู่ แล้วบอกบ่า พ่อเสี่ยว(เพื่อน)เห้ย บัดนี้เมียเฮาทั้งสองก็ท้องมานใหญ่แล้ว ถ้าหากว่าเมียของเฮาทั้งสองเกิด(คลอด)ออกมาแล้ว ถ้าหากฝ่ายหนึ่งเป็นแม่ญิง(ผู้หญิง)อีกฝ่ายเป็นป้อจาย(ผู้ชาย)เราทั้งสองสำควรยกเอาละอ่อนทั้งสองนั้นให้เป็นผัวเมียกั๋น เพื่อข้าวของสมบัติจะได้พอกพูนตุ้นเต้านักขึ้น(งอกเงยเพิ่มากขึ้น)เหมือนกับเรามีชีวิตอยู่แล เมื่อทั้งสองได้อู้พูดคุยกันแล้ว ต่างก็ยินยอมตกลงเป็นอันเรียบร้อย ก็ได้ให้คำสัญญาตามคำอู้(พูด) พ่อเศรษฐีบ้านหนองเส้งก็อำลากลับไป เมื่อมาถึงบ้าน ก็บอกกับเมียตนเองว่า ข้าได้ไปอู้กับสหายเศรษฐีบ้านหนองดู่มา ละได้ตกลงกันว่า ถ้าหากลูกฝ่ายหนึ่งเป็นแม่ญิง อีกฝ่ายเป็นป้อจาย เราทั้งสองจะยกเอาละอ่อนทั้งสองนั้นให้เป็นผัวเมียกันในภายหลัง และเมินบ่านานเท่าได(ไม่นานเท่าไหร่) เมียเศรษฐีบ้านหนองเส้ง ก็เกิดก่อน เป็นป้อจาย เศรษฐีและเมียพร้อมญาติพี่น้องก็พากันมีความดีใจเหลือขนาดและทะนุถนอมเลี้ยงดูเป็นอย่างดี แล้วอีกบ่าเมินบ่านานเกินรอ(ไม่นานเท่าไหร่)เมียของเศรษฐีบ้านดู่ก็เกิดมาเป็นแม่ญิง

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

 

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

 

ผู้เป็นพ่อก็มีความเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ไม่อยากยกลูกสาวให้ แต่เพราะได้รับปากกับพ่อเศรษฐีบ้านหนองเส้งสหายให้แล้ว ไม่รู้จะเยียะอย่างใด(จะทำอย่างไร) จึงปรึกษากับเมียว่าจะไปขืนคำอู้(คืนคำพูด) มันก็ไม่ถูกทั้งสองจึงตัดสินใจว่าจะไม่ยอมยกลูกสาวให้ไปเป็นเมียของลูกเขา ยอมจะตัดสัมพันธไมตรีกันอย่างเด็ดขาดหมดสิ้น เมื่อความรู้ไปถึงสหายเศรษฐีบ้านเส้ง ว่าเศรษฐีบ้านหนองดู่จะไม่ยอมยกลูกสาวให้มาเป็นไป้(สะใภ้)อย่างเด็ดขาด ก็ว่าถ้ามันบ่ายอมจริงๆก็บ่าเป็นหยัง(ไม่เป็นไร) เด็กน้อยคนนี้ ถ้าเราปะ(พบ) ไม่ว่าที่ไหนๆเวลาใดๆทั้งกลางค่ำกลางคืน ถ้าเราพบ เราจะฆ่าเสียทั้งสิ้น เพราะพ่อมัน ได้ตกปากรับคำสัญญาไว้แล้ว ไม่รักษาสัญญากำอู้ เราจำเป็นจะต้องฆ่ามันให้ตาย เราแค้นใจนัก คนใหญ่(ผู้ใหญ่)อู้กันแล้วไปปิ้นคำอู้(เปลี่ยนคำพูด)สัปปะหลี้หัววอก(โกหกปลิ้นปล้อน) เมื่อคำนี้รู้ไปถึงเศรษฐีบ้านดู่เศรษฐีบ้านเส้งจะฆ่าลูกสาวตัวเอง ก็ทุกข์อกทุกข์ใจทั้งกลางวันกลางคืนกลัวเขาจะมาทำร้ายลูกตนเอง ต้องคอยผ่อกอย(ดูแล)ลูกตลอดเวลาไม่ได้หลับไม่ได้นอน เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ร้อนไปถึงพระยาอิน(พระอิน)เข้า พระอินจึงได้จำแลงตัวเป็นนกหัสดีลิง(ตัวเป็นนกหัวเป็นช้างซี่งปัจจุบันจะเห็นใช้เป็นพาหนะบรรทุกปราสาทศพ หรือโกศบะรรจุศพของพระภิกษุทางภาคเหนือ บินลงมาเวลากลางคืน

 

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

 

ขณะที่พ่อแม่ของเด็กหลับอยู่ ล้าคาบเอาเด็กน้อยที่เป็นผู้หญิงนั้นไปไว้ในดอกบัวที่หนองบัวทางเหนือดอย ที่มีพระฤๅษีอาศัยอยู่(กล่าวกันว่ามีฤๅษีอยู่ 4 สำนัก คือที่ดอยสุเทพหนึ่ง ดอยคะม้อหนึ่ง ดอยคำหนึ่ง และดอยที่ฤๅษีองค์นี้อยู่อีกหนึ่ง ซึ่งฤๅษีเหล่านี้ล้วนเป็นฤๅษีตาไฟทั้งสิ้น พอตกค่ำคืนฤๅษีเหล่านี้ก็จะมองกันด้วยตาไฟ(จักษุไฟ)อยู่เป็นประจำมิได้ขาด พอรุ่งเช้าขึ้นมาฤๅษีตนนี้ก็ออกบิณฑบาต เป็นกิจวัตร พอฤๅษีเดินไปใกล้หนองบัว ก็ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ จึงเดินไปใกล้เพื่อมองดู ก็เหลือบไปเห็นเด็กที่ร้องไห้นั้นเป็นแม่ญิง จึงกล่าวกับเด็กนั้นว่า เป็นฤๅษีจะอุ้มเจ้าไม่ได้ เพราะเจ้าเป็นแม่ญิง ผิดระเบียบกฎเกณฑ์ของฤๅษี แต่ก็เกิดสงสารเด็กน้อยนั้นเป็นอันมาก จึงตั้งสัจจะอธิษฐานว่า ถ้าหากเด็กน้อยแม่ญิงนี้เป็นคนมีบุญญาธิการก็จงขึ้นมานั่งบนใบวี(พัด)ของเฮานี้เต๊อะ เสร็จแล้วก็ยื่นวีออกไป เมื่อเด็กน้อยคนนั้นหันใส่ใบวีของฤๅษี เด็กน้อยคนนั้นก็ขึ้นมานั่งบนใบวีของพระฤๅษี จึงได้ชื่อว่าวี(จามเทวี) เพราะนั่งบนใบวีนั่นเอง เมื่อนั่งบนใบวีแล้ว พระฤๅษีก็นำเด็กน้อยมาเลี้ยงไว้ที่อาศรมที่บนดอย ชุบเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม พอตกค่ำตาไฟของฤๅษีที่เคยสว่างแจ้ง กลับมืดไม่มีแสงไฟเลย ทำให้พระฤๅษีอีกสามสำนัก ซึ่งมองมายังฤๅษีสำนักนี้ไม่เห็นไฟ ต่างก็เอะใจ ว่าเจ้าฤๅษีตนนี้ไปไหนหรือว่าเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นอย่างไรบ่ารู้ได้ พอรุ่งเช้าฤๅษีทั้งสามตนก็เดินทางมาเยี่ยมเยียนโดยไม่ได้นัดหมายกันมาก่อนอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก แต่เมื่อมาเห็นเป็นว่าฤๅษีตนนี้เอาละอ่อนแม่ญิง(เด็กผู้หญิง)มาเลี้ยงไว้ในอาศรม ก็พากันติเตียนนินทาว่า ตัวเองเป็นเจ้าฤๅษีจะไดว่าเอาละอ่อนแม่ญิงมาเลี้ยง ผิดทำนองคลองธรรมของพระฤๅษี เมื่อพระฤๅษีถูกติเตียนดังนี้ ดอยที่พระฤๅษีตนนี้อาศัยอยู่ ก็เลยถูกเรียกว่าดอยติตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ตราบเท่าทุกวัน

เมื่อฤๅษีเหล่านั้นปิกป้อกคืนสู่ยังสำนักไผ๋สำนักมันแล้ว เจ้าฤๅษีตนนี้ก็มาพิจารณาปรึกษาหารือกับคนเฒ่าคนแก่ทั้งหลายว่า เราสมควรจะยะจะใด(ทำอย่างไร)กับเด็กน้อยคนนี้ ไผ๋มีความคิดเห็นอย่างใดก็เสนอมา บางคนบอกว่าเอาละอ่อนคนนี้ใส่แป(แพ)ล่องน้ำบ่ดีกา แล้วเขียนหนังสือแนบไปตวยว่า เมื่อแพนี้ไปค้างอยู่ที่ใด ก็ขอคนที่ล่องไปกับแปนั้นนำหนังสือเข้าไปถวายกับเจ้าบ้านเจ้าเมืองนั้นๆ ฮื้อนำเด็กหญิงคนนี้ไปเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรมต่อไป เมื่อฤๅษีได้ฟังคำแนะนำดังอี้ก็มีความพออกพอใจในคำแนะนำนั้นทุกประการ ก็จึงได้นำญาติโยมทั้งหลายไปแป๋ง(สร้าง)แปที่ลำน้ำห้วยไค้ พากันสารแพที่ลำน้ำนั้น ลำน้ำสถานที่สารแพนั้น จึงถูกเรียกว่าน้ำสาน (หรือน้ำแม่สานมาจนปัจจุบัน อยู่ทางทิศตะวันตกของดอยติ) แล้วให้คนติดตามแพนั้นไปสามคน เอาเด็กน้อยใส่แพพร้อมเสบียงอาการทุกอย่าง เสร็จแล้วเมื่อได้ฤกษ์งามยามดีก็ปล่อยแพพร้อมเด็กน้อยและคนติดตามให้ล่องไปกับแพ เมื่อถึงสถานที่แห่งหนึ่ง แพได้ไหลวนไปมาหลายรอบ ณ สถานที่แห่งนั้น จึงถูกเรียกว่าวังมน(หรือวังวน มนภาษาเหนือแปลว่าวงกลม หรือลักษณะวงกลม) แล้วแพก็ได้ล่องไปอีก แพทำท่าจะแตก ก็จึงพากันซ่อมแพและบ่องแพมัดติดกันไม่ให้แพแตก เรียกว่าบ่องแพ สถานที่นั้นจึงถูกเรียกว่าบ่อง (หรือปากบ่องมาจนทุกวันนี้) แล้วแพก็ล่องตามลำน้ำไปเรื่อยๆ จนถึงเมืองละโว้ แพก็ล่องต่อไปไม่ได้อีกแล้วเพราะเป็นหน้าฝายใหญ่ คนที่ไปกับเด็กน้อยก็ได้เอาหนังสือที่ฤๅษีแนบมาด้วยนั้นเสนอต่อเจ้าเมืองละโว้ เมื่อเจ้าเมืองได้อ่านหนังสือก็ยอมรับแล้วบอกให้นำเด็กหญิงมาถวายแล้วนำมาชุบเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรมต่อไป ซึ่งในขณะนั้นเจ้าเมืองละโว้ท่านก็มีลูกผู้ชายอยู่คนหนึ่งอยู่ในรุ่นราวคราวเดียวกัน เลี้ยงดูด้วยกันมา เมื่อเด็กทั้งสองเติบใหญ่ ท่านก็ให้เด็กทั้งสองแต่งงานเป็นผัวเมียกัน ส่วนทางด้านเมืองหริภุญชัยนั้น ก็มีพระยาอาทิตย์ราช เป็นเจ้าเมืองครองเมืองอยู่ ซึ่งขณะนั้นได้แก่ชราแล้ว ได้เกณฑ์ให้เสนาอำมาตย์ไปขุดวิดขี้(ส้วม) เสร็จแล้วมุงด้วยหลังคาจนสำเร็จดีทุกอย่าง เมื่อถึงเวลาปวดท้องก็เดินไปจะถ่ายที่วิดขี้นั้น ก็มีฝูงกาดำมาห้อมล้อมพร้อมส่งเสียงร้องไม่ให้พระยาอาทิตย์ราชถ่ายในส้วมนั้นได้ จนพระยาฯ หายปวดท้อง เมื่อต่อมาปวดท้องเดินไปจะถ่ายอีกอีกาก็พากันบินมาห้อมล้อมและส่งเสียงร้องอีก เหมือนจะมากินเนื้อของพระยาฯ เป็นอย่างนี้หลายครั้ง เมื่อพระยาอาทิตย์ราชเห็นผิดปรกติดังนี้ จึงได้ยุติการใช้ส้วมนี้และได้เกณฑ์ไพร่พลคนใช้ทั้งหลายไล่จับกามาให้ได้แต่มีข้อแม้ให้จับมาเป็นๆ เพราะอยากรู้สาเหตุว่าเป็นเพราะเหตุใดเมื่อจะไปถ่ายที่สถานที่ส้วมนี้ กาเหล่านี้จึงมารุมไล่ตลอด เมื่อสั่งแล้ว เสนาอำมาตย์ทั้งหลายก็ได้พากันไล่ติดตามไปจนเวลาค่ำมืด กาบินไปไหนไม่ได้จึงหยุดบิน เสนาจึงเข้าจับกาได้ในสถานที่นั้น (สถานที่นั้นเรียกว่าไปฮอดมืดก๋า หรือไปถึงกาเมื่อมืด

จึงได้ชื่อว่าฮอดหรือเมืองฮอดปัจจุบัน และตำบลนั้นเรียกตำบลมืดกา) เมื่อเสนาจับกาได้แล้วก็นำกลับมายังเมืองหริภุญชัย แล้วได้นำกาตัวหนึ่งเป็นกาขาว(กาเผือก)เข้าถวายพระยาอาทิตย์ราช พระยาเมื่อได้กามาแล้วจึงได้สั่งให้เสนาอำมาตย์ไปหาเด็กที่เกิดใหม่ในวันที่จับกาได้ให้นำมาชุบเลี้ยงเป็นเพื่อนกา เลี้ยงดูไปพร้อมกันกับกา จนเด็กน้อยและกาอยู่ด้วยกันจนเด็กนั้นรู้ภาษากัน เมื่อกาพูด เด็กก็รู้ภาษากา เมื่อเด็กพูดกาก็รู้ภาษาคน เมื่อเวลาผ่านมาได้เจ็ดเดือน เจ็ดปี เจ็ดวัน กาก็ได้บอกกับเด็กนั้นว่า สถานที่วิดขี้(ส้วม)ของพระยาอาทิตย์นั้น อีกเจ็ดวันข้างหน้าจะมีพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าผุดขึ้นมา ณ ที่ตรงนั้น เมื่อเวลาพี่เลี้ยงเด็กนำอาหารมาเด็กจึงบอกกับพี่เลี้ยง พี่เลี้ยงเด็กจึงนำคำนั้นไปบอกต่อพระยาอาทิตย์ราชฯ ทันที เมื่อพระยาฯ รู้เรื่องนั้นก็มีความชื่นชมยินดีเป็นอย่างมาก จึงได้เอาข้าวตอกดอกไม้ธูปเทียนมาสักการบูชาตลอดเวลาจนครบเจ็ดวัน เมื่อถึงวันที่เจ็ด พระบรมธาตุก็โผล่ขึ้นมาบนดินเท่าต้นตาลสูงถึงเจ็ดศอก พระยาฯ จึงปรึกษาแก่เหล่าเสนาอำมาตย์ว่าเราควรจะสร้างสถูปเจดีย์ก่อก๋วม(คล่อม)องค์พระธาตุไว้ เพื่อไม่ให้มีใครมาลักขโมยไป แต่มีเสนาอำมาตย์คนหนึ่งบอกต่อพ่อพระยาฯว่า ข้าเจ้าว่าองค์พระธาตุนั้นสูงเกินไปเราจะก่อก๋วมองค์พระธาตุนั้นบ่าไหวแน่ เพราะไพร่พลเมืองเรามีน้อย เมื่อมีการถกเถียงคัดค้านกันอย่างนั้น องค์พระธาตุศักดิ์สิทธิ์นั้นก็จมลงไปในดินเสียสี่ศอก คงเหลือโผล่พ้นดินเพียงสามศอก เมื่อพระบรมธาตุแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เห็นเช่นนั้น พ่อพญาฯ จึงได้ตีฆ้องร้องป่าวประกาศว่า ในเมืองหริภุญชัยนี้ ที่บริเวณใกล้ๆองค์พระธาตุนั้น ห้ามไม่ให้ไผ๋แป๋งบ้านเรือนสูงกว่าองค์พระบรมธาตุอย่างเด็ดขาด แล้วพ่อพญาก็ได้นัดหมายจะกระทำการมังคะละกรรมเกี่ยวกับการก่อก๋วมองค์พระบรมธาตุนั้น ว่าอีกเจ็ดวันข้างหน้าได้ฤกษ์งามยามดีจะได้ก่อตีนธรณีทั้งสี่แจ่ง(มุม)

พอถึงวันที่เจ็ด เจ้าพญาอาทิตย์ก็ล้มป่วยลงโดยกะทันหัน การก่อสร้างเลยต้องยุติลงก่อน จนกว่าเจ้าพ่อพญาฯจะหาย แล้วจะได้นัดหมายกันใหม่ เมื่อพระยาอาทิตย์ฯหายป่วยก็ได้นัดหมายกันเป็นครั้งที่สอง พอถึงวันนัดหมาย พ่อพระยาอาทิตย์ฯก็ล้มป่วยลงอีก การก่อสร้างเลยต้องยุติลงก่อนจนกว่าเจ้าพ่อพญาฯจะหาย แล้วจะได้นัดหมายกันใหม่ เมื่อพระยาทิตย์ฯ หายป่วยก็นัดหมายกันเป็นครั้งที่3 พอถึงวันนัดหมาย พ่อพระยาทิตย์ฯก็ล้มป่วยลงอีก พระยาทิตย์ฯ จึงมาสังหรณ์ในใจว่า มันเป็นเพราะเหตุใดอันว่าตัวเอาบ่ามีบุญกาว่ายังใด จึงได้ให้เสนาอำมาตย์ไปนำตัวโหรมาเข้าเฝ้า เมื่อโหรมาแล้วจึงถามว่า การก่อสร้างก๋วมองค์พระธาตุทำไมมีอุปสรรค์ ขอให้โหรทำนาย หมอโหรกราบทูลว่า พ่อพระยาฯจะไม่ได้สร้างแน่แล้ว พระยาอาทิตย์ถามต่อไปว่า แล้วจะมีใครเป็นผู้มีบุญมาสร้างได้ เป็นผู้หญิงหรือชาย ชื่อว่าอย่างไร อยู่ที่ไหน โหรก็กราบทูลว่าคนที่บุญจะมาสร้างได้นั้นเป็นแม่ญิง ชื่อว่าจามเทวี ขณะนี้เป็นลูกสะใภ้ของเจ้าเมืองละโว้ เมื่อพระยาอาทิตย์ได้ฟังก็ดีใจเป็นอันมาก จึงได้ใช้ให้เสนาอำมาตย์ไปอัญเชิญมาเป็นเจ้าเมืองหริภุญชัยแทน ส่วนพระยาอาทิตย์ฯนั้นก็ได้สละราชสมบัติ แล้วก็ได้ให้ชีปะขาวพร้อมด้วยเสนาอำมาตย์ข้าราชบริพารทั้งหลายนำเอาขันข้าวตอกดอกไม้แล้วลงเรือไปอัญเชิญพระนามจามเทวี ที่เมืองละโว้ คณะของชีปะขาวก็ได้ล่องเรือแพเป็นเวลาหลายเดือนเมื่อถึงเมืองละโว้แล้วก็นำเอาขันข้าวตอกดอกไม้เข้าเกณ(ประเคน)นางจามเทวี แล้วเล่าเรื่องพระยาอาทิตย์ให้นางฟังเพียงคนเดียว เมื่อก่อนที่นางจะเดินทางปิกกลับคณะ พระนางก็ได้นำเอาขันดอกนั้น เข้าไปอัญเชิญชายผู้ที่เป็นสามีว่า ข้าน้องขอเชิญพี่ไปตวย ฝ่ายผัวเมื่อได้ยิน ก็ตอบว่า เออปิ้นบ่าได้เชิญพี่เปิ้นเชิญแต่น้อง ก็ขอให้น้องเดินทางไปกับเปิ้นเต๊อะ น้องไปคนเดียวเน้อพี่ไม่ได้ห้ามแต่พี่ไม่ไปด้วย เมื่อพระนางได้รับอนุญาตเช่นนั้นแล้ว ก็ได้ขึ้นเรือแพมากลับคณะ ขึ้นมาตามลำน้ำปิง เมื่อถึงที่แห่งหนึ่ง ก็หยุดพักผ่อนกัน ก็ปรากฏว่าขณะที่พักผ่อนกันนั้นมีคนเห็นเงาของพระนางในน้ำ ปรากฏว่ามี 3 เงา ณ ที่แห่งนั้น ในปัจจุบันคืออำเภอสามเงา จังหวัดตาก เมื่อคณะของพระนางจามเทวีขึ้นมาจนถึงเมืองหริภุญชัย เป็นเวลาหลายเดือนอยู่ เมื่อมาถึงก็ไม่รอช้าเริ่มทำการก่อสร้างองค์พระธาตุทันทีให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ฝ่ายชายสามีก็ลักลอบขึ้นแพมาตามทีหลังเพื่อว่าจะมาเอียงบุญบารมี(แข่งบุญบารมี)กับพระนางจามเทวีและได้สร้างก่อกู่(เจดีย์)ไว้ในนอกเมืองทางด้านทิศตะวันตก แต่ยังสร้างไม่สำเร็จก็ฮาดเสียก่อนจึงได้เดินทางกลับเมืองละโว้ เพราะละอายต่อพระนางที่เป็นผู้ชายแต่สร้างเจดีย์ไม่สำเร็จสู้พระนางไม่ได้(เจดีย์ที่สร้างไม่สำเร็จปัจจุบันเรียกว่ากู่กุด หรือเจดีย์ยอดด้วน ตั้งอยู่ในวัดจามเทวี จังหวัดลำพูนในปัจจุบัน) เมื่อนางทำการก่อสร้างสำเร็จก็จัดงานฉลองพระบรมธาตุหริภุญชัยเป็นการใหญ่ ได้ออกใบฎีกาแผ่กุศลบอกบุญตามหัวเมืองต่างให้มาร่วมทำบุญเป็นประวัติการณ์เมื่องานฉลองผ่านพ้นไปไม่นานก็มีคนมาลักเมารูปโฉมของพระนางจามเทวีเป็นจำนวนมากเพราะคนเหล่านี้มาเห็นพระนางในงานฉลองพระบรมธาตุหริภุญชัยนั้นเอง ต่างคนต่างอยากได้นานมาเป็นเมียเอื้อมข้าง(ภรรยา)ครั้นนั้นยังมีขุนหลวงมะรังก๊ะ เจ้าเมืองตีนดอยสุเทพ (เมืองของชนเผ่าลัวะ ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองตั้งบ้านแปงเมืองอยู่ที่ตีนดอยสุเทพ)อีกคนก็อยากได้พระนางเป็นเมียจึงได้ส่งราชทูต นำเอาสาส์นมาสู่ขอพระนางแต่พระนางไม่เคยรู้จักหน่าตาของ พ่อขุนหลวงมะรังก๊ะมีรูปร่างอย่างใด งดงามเพียงใด ซึ่งราชทูตที่นสาส์นมาส่งนั้นล้วนแต่เป็นคนขี้ริ้วขี้เหร่ พระนางถามราชทูตคนที่หนึ่งว่า สวยงามเท่าท่านหรือไม่ ทูตก็ตอบว่าท่านพ่อขุนยังผางห้ายกว่าข้าเจ้าเสียอีก(ยังขี้ริ้วขี้เหร่กว่าทูตอีก) เมื่อถามทูตคนที่สองก็ตอบแบบเดียวกัน จึงถามทูตคนที่สามซึ่งมีรูปร่างหน้าผังห้ายกว่าคนที่หนึ่งและที่สอง(ขี้เหร่กว่าคนที่หนึ่งที่สองอีก)ว่าพ่อขุนมีรูปร่างเป็นอย่างไร คนที่สามก็ตอบว่า ยังผังห้ายกว่าข้าเจ้าแหม(ขี้เหร่ยิ่งกว่าทูตอีก)ข้าเจ้ายังมีลูปงามกว่าพ่อขุนหลวงมะรังก๊ะหลายเท่า

เมื่อพระนางได้รู้เรื่อง จะตอบปฏิเสธว่าไม่เอาก็ไม่ได้ เพราะตัวเองเป็นแม่ญิง อนึ่งช้างมาศึกก็ยังไม่มี ทหารที่จะออกรบทัพจับศึกก็ยังมีไม่มาก ประชาชนพลเมืองก็ยังมีน้อย ไม่เคยรบทัพจับศึกกับไผ๋มาก่อน จึงคิดหาวิธีกลอุบาย จึงตอบบ่ายเบี่ยงกับราชทูตไปว่า หากพ่อขุนอยากได้พระนางไปเป็นเมียแท้ดังอั้น ก็ขอให้พ่อขุนหลวง พุ่งเสน้า(หอก) จากดอยสุเทพให้มาตกที่ใจ๋กลางเวียงหริภุญชัย นี้เต๊อะ ถ้าหากพ่อขุนพุ่งเหล็กเสน้ามาตกใจ๋กลางเวียงแท้ดังอั้น พระนางจะยอมเป็นเมียทันทีเมื่อราชฑูตกลับไป ก็ได้นำเอาข่าวสารอันนั้นไปบอกยังพ่อขุนหลวงมะรังก๊ะ ฝ่ายพ่อขุนเมื่อได้ฟังดังอั้นก็ชื่นชมยินดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะพ่อขุนก็มีวิชาอาคมแก่กล้า จึงได้แต่งตัวเต็มยศ แล้วได้แอ้ขะแม้ พุ่งสะเหน้าเต็มแฮง สะเหน้าพุ่งไปตกนอกเวียง ไกลออกไปหน้อยเดียว (จุดตก ออกไปนอกเมืองนิดเดียว จุดตกปัจจุบันเรยกว่าสะเหน้า และ เมืองหริภุญชัย จึงมีอีกชื่อว่าเมืองลั๊วะปุ่งเนื่องจากขุนหลวงมะรังก๊ะ ซึ่งพุ่งสะเหน้าไปคนละลัวะ จึงเรียกว่า ลัวะปุ่ง ปัจจุบันชื่อนี้เพี้ยนไปเป็นหละปูน หรือลำพูนในปัจจุบัน)

เมื่อพระนางจามเทวีเห็นสะเหน้าที่ขุนหลวงมะรังก๊ะพุ่งมาตกใกล้เวียงก็หวั่นวิตกว่าหากพ่อขุนพุ่งครั้งี่สองเห็นที่สะเหน้าคงตกลงใจ๋กลางเวียงแน่ จึงปรึกษาหารือกับเหล่าอำมาตย์หาวิธีที่จะไม่ต้องเป็นเมียของขุนหลวงมะรังก๊ะ ก็มีเสนาอัมมาตย์คนหนึ่งสเนอว่า อันจะแก่ไขง่ายนิดเดียว คือขอฮื้อพระนางเอาซิ่นซับในของพระนาง ตัดเป็นว่อมสุบหัว(ตัดเย็บเป็นหมวกสวบหัว) แล้วเอาปลายใบปู(ใบพลู)จิ(แตะ)ของลับของพระนางแล้วทำเป็นสุบหมาก(คำหมาก) ส่งไปให้ขุนหลวงมะรังก๊ะ โดยบอกว่าเป็นกำลังใจเถิด เมื่อพระนางได้ยินดังนั้นจึงเริ่มปฎิบัติแล้วส่งของทั้งสองอย่างให่ราชทูตนำไปให้ขุนหลวงมะรังก๊ะ และสั่งราชทูตให้บอกว่า ถ้าหากพ่อขุนได้สวมหมวกใบนี้และอมหมากคำนี้ พุ่งสะเหน้ารับรองว่าสะเหน้าตกใจ๋กลางเวียงแน่นอนเมื่อพ่อขุนรับของแล้วก็สวมหมวก และอมหมาก ก็หื้อฮู้สึกว่าพละกำลังละถอยลง แต่ก็ได้รวบรวมกำลังแล้วแอ้ขะแม้พุ่งสะเหน้าจนเต็มแฮง สะเหน้านั้นพุ่งตกตีนดอยสุเทพเท่านั้น ครั้งนี้ขุนหลวงมะรังก๊ะก็เอ๊ะใจว่า คราวนี้ตัวเองคงโดนพระนางจามเทวีข่มเอาอย่างแน่นอน เพราะไม่มีกำลังวังชาเลย พ่อขุนก็คลายเอาหมากออกจากปาก และถอดว่อมออกจากหัว แล้วบอกให้ทูตบอกว่าเป็นอะไร เมื่อทูตดูแล้วก็บอกท่าขุนว่า อันหมวกนั้นน่าจะเป็นซิ่นซับใน และหมากนั้นที่ปลายใบพลูมีเลือดฤดู(เลือดประจำเดือน) พระนางจามเทวีแน่ เมื่อท่านขุนมะรังก๊ะได้ฟังดังนั้น จึงได้ตวาดเสียงว่า มันเป็นแม่ญิงยังมากล้าข่มกูลูกป้อจาย เอ้าทหารทั้งหลายจงรีบห้างม้าห้างช้างออกไปเดี๋ยวนี้ จะออกไปรบกับนางจามเทวี ให้บ้านเมืองแตกราบคาบเลย แล้วขบวนทัพของขุนเหลวงมะรังก๊ะ ก็เดินทางไปหริภุญชัย เมื่อไปถึงก็ตั้งค่ายรี้พลช้างม้า อยู่ตรงนั้นจำนวนมาก อยู่นอกเมืองทางทิศตะวันตก(ที่ตรงนั้นปัจจุบันเรียกว่าสันมหาพล)แล้วเคลื่อนย้ายลี้พลเข้าประชิดเมืองมาเรื่อยๆ

ฝ่ายชาวเมืองเห็นดังนั้นก็พากันหวาดกลัว แล้วพากันไปบอกพระนางจามเทวีว่า ข้าศึกจะมาลู่เอาเมือง(ข้าศึกจะมาแย่งชิงเมือง) เฮาพากันหนีดีกว่า ขณะนั้นพระนางกำลังหลับอยู่ ไม่นึกกลัวอะไร แล้วหลับต่อไป ส่วนข้าราชบริพาลที่หวาดกลัวก็พากันหนีกันไปก่อนแล้ว(ประตูที่ข้าราชบริพาลหนีไป ปัจจุบันเรียกว่าประตูลี้ มาจากว่าลี้หนีภัย) ส่วนที่เหลือและจงรักภักดีก็พร้อมสู้ตายถวายชีวิตแทนพระนาง ในที่สุดก็มาแวดเวียง(ล้อมเวียง)เกือบทุกทิศทุกทางเสนาอำมาตย์จึงเข้าไปปลุกพระนางเป็นครั้งที่สอง แต่พระนางยังคงไม่ใส่ใจข้าศึก ยังหลับต่อไป ต่อมาเสนาอำมาตย์เห็นท่าไม่ดี จึงเข้าไปปลุกเป็นครั้งที่สาม บอกพระนางลุกเต๊อะ ข้าศึกแวดเวียงหมดแล้ว พระนางจึงตื่น แต่แทนที่จะรีบออกรบ กลับเข้าห้องไปอาบน้ำดำหัวขีดฉีฉวีวรรณ ปะแป้งแล้วก็เดินไปสี่แจ่งประสาท ไปไหว้เสื้อบ้านเสื้อเมืองแล้ววารอินทร์วารพรหม ขอให้มาช่วยนางขับไล่ข้าศึกออกไปจากบ้านเมือง แล้วพระนางก็แต่งตัวเต็มยศขึ้นขี่ช้างศึก ชื่อช้างก่ำงาเขียว(ช้างผู้ตัวใหญ่มีงาสีดำ ช้างนี้เป็นช้างที่พระอินทร์ จำแลงมาช่วย ด้วยก่อนหน้านี้ไม่มีช้างศึกม้าศึกเลย ช้างม้าศึกเหล่านี้ล้วนเป็นช้างมาทิพย์ทั้งนั้น) พระนางได้ไสช้างไปทางประตูเมืองด้านทิศเหนือ ช้างนั้นก็เอาข้างไปสีใส่ประตูเมืองถูก(เอาข้างลำตัวถูประตูเมือง ปัจจุบันประตูนี้เรียกว่า ประตูช้างสี) ทางด้านนอกประตูนั้น มีช้างข้าศึกพากันยืนจังก้าอยู่ เมื่อพระนางไสช้างปู้ก่ำงาเขียวออกไป นอกประตูเมือง ช้างก็ได้แผดเสียงอันดังและร้องขึ้น ฝ่ายช้างข้าศึกได้ยินเสียงอันดังก็ได้สะดุ้งตกใจกลัว พากันวิ่งเตลิดหนีออกไปทุกตัวโดยไม่ได้ต่อสู้กัน ช้างข้าศึกวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงและเหยียบย่ำกันจนเป็นหนอง (สถานที่ที่ช้างร้องปัจจุบันเรียกช้างรอง และที่ช้างข้าศึกเหยียบย่ำและเตลิดหนี ปัจจุบันเรียกว่าหนองช้างคืน คือหนองที่ช้างกลับคืนไป) เมื่อข้าศึกแตกพ่ายไปแล้ว ไม่นานช้างนี้ก็ได้ตายลง พระนางก็ได้นำเอาซากของช้างไปฝังยังทิศตะวันออกของนอกเมือง แต่ซากพระยาช้างโดยหัวขึ้นบนอากาศ แล้วให้ตัดเอางาทั้งสองข้าง ข้างหนึ่งมอบให้เมืองสิบสองปันนาและอีกข้างหนึ่งมอบให้เมืองนาน(หรือน่าน ปัจจุบัน) พระนางจามเทวีเป็นเจ้าเมืองหริภุญชัย จนอายุถึงเก้าสิบสองปี ก็สิ้นพระชนม์(ตำนานกล่าวว่าครองเมืองเมื่ออายุ ห้าสิบสองปี สิ้นพระชนม์เมื่ออายุ เก้าสิบสอง)
63
ห้องพักคลายทุกข์ / บทความ-แหล่งธรรมมะ
« กระทู้ล่าสุด โดย smfjusthost เมื่อ สิงหาคม 09, 2016, 01:37:20 PM »
บทความ-แหล่งธรรมมะ
sponsored by google“การสวดมนต์ที่ถูกต้อง” ชีวิตเปลี่ยนทุกคน สวัสดีครับ …. ผมขอเว้นวรรคเรื่องของสัมภเวสีชื่อ “มะ” ไว้ก่อนเพราะมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องการสวดมนต์ที่ถูกต้องและ คำถามนี้เป็นคำถามที่ผมถนัด เพราะชีวิตผมเกิดใหม่ได้เพราะการสวดมนต์ที่ถูกต้องนี่แหละครับ ผมก็เคยเหมือนท่านอื่นค่อนประเทศก็ว่าได้ที่ไม่ทราบวิธีการสวดมนต์ที่ถูก ต้องมาก่อน จนในที่สุดผมได้ไปกราบอาจารย์แม่ชีใหญ่ ผมได้รับคำแนะนำจากท่านและในเวลาไม่กี่เดือน ชีวิตผมพลิกทุกด้านครับและเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของผมจนถึงทุก วันนี้ และต้องขอเรียนว่าหากท่านผู้อ่านทั้งหลายได้อ่านกระทู้ธรรมของผมแล้วคิดว่า มันแปลก มันก็แปลกจริง ๆ แหละครับเพราะคนส่วนมากไม่เข้าใจเรื่องกฎของโลกทิพย์ ท่านทั้งหลายจึงคิดหาคำตอบกันเอง พอฟังคนนั้นคนนี้มาหน่อยก็ว่าไปตามเขา แต่ความจริงมันไม่ใช่นะครับ เราจะมาสรุปกฎแห่งกรรมหรือกฎต่าง ๆ ในโลกทิพย์เองไม่ได้ และนี้คือทำไมผมจึงต้องลุกขึ้นมาขออนุญาตเรียนอธิบายกันใหม่ ว่าโลกทิพย์นั้นเขามีวิถีอย่างไร แล้วเราจะเริ่มต้นปฏิบัติธรรมมันเริ่มอย่างไร ท่านที่บังเอิญเปิดมาอ่านกระทู้ธรรมของผมตรงนี้ผมว่า…มันมีอะไรบางอย่าง ที่หนุนนำท่านมาให้เจอกัน เอาหละครับ นอกจากผมจะมาบอกเล่าถึงบันไดขั้นแรกในการปฏิบัติธรรมคือ “การสวดมนต์ที่ถูกต้อง” แล้ว ผมก็ยังมีเรื่องของการอธิษฐานที่ถูกต้อง การทำงานของบุญและกรรม การผ่อนกรรมหนักให้เป็นเบา ผมว่ากระทู้ธรรมของผมจำนวนมากในเว็บบ้านโลกทิพย์นี้ สามารถบอกอะไรให้ท่านได้กระจ่างมาก และผมก็ขอพาท่านทั้งหลายมาเริ่มต้นกับบันไดขั้นแรกก่อน ที่จะทำให้ชีวิตท่านพลิกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “การสวดมนต์ที่ถูกต้อง” เป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางจากกระทู้เล็ก ๆ ที่เขียนขึ้นโดยไม่ทราบว่าจะมีคนนำไปปฏิบัตินับหมื่น ๆ คนจนทุกวันนี้มีการนำกระทู้ที่ผมเขียนไปเผยแพร่เป็นจำนวนมาก ผมขอขอบคุณท่านทั้งหลายที่ช่วยกันส่งเสริมพระศาสนานะครับ การสวดมนต์นะครับจะส่งผลในทันทีที่ท่านสวดเสร็จ ไม่ต้องรอผลในวันอื่นเลยครับ และวันนี้มีเฉลย ทำไมสวดมนต์แล้วหาวจังเลย
64
ลืมเรื่องหนึ่งค่ะ หลังจากได้พลอยพญานาคจากหลวงพ่อวัดหนึ่ง ได้มาเพราะไปทำบุญแล้วบังเอิญเล่าให้หลวงพ่อฟัง ท่านเลยยกมาให้เลือกบูชา ทุบจากหินให้เลย  ได้มาแค่วันสองวัน ก็ได้มีโอกาสไปทำงานกับสามีตอนเช้าที่แม่ขะจาน แต่ระหว่างเดินทางมีเรื่องแปลกเหนือธรรมชาติมากๆ ค่ะ คือเกิดมาไม่เคยเจอมาก่อนคือฝูงแมงเม่าบินว่อนออกจากป่าเกือบตลอดทาง อาจเป็นเพราะคืนก่อนเดินทางฝนตก แต่เกิดมาจนโตแม้แต่สามีที่เดินทางไปทำงานแบบนี้บ่อยครั้งก็ไม่เคยเจอฝูงแมงเม่าเยอะขนาดนี้มาก่อนเลยค่ะ เพราะโดยมากแมงเม่าจะออกมาแบบนี้เฉพาะกลางคืน
65
 เนื่องจากตัวดิฉันเพิ่งเข้าสู่มิติแห่งภพภูมิที่เหลือเชื่อนี้ เมื่อต้นเดือนเมษายน 2559ที่ผ่านนี้  ครั้งแรกคือฝันเห็นงูใหญ่มากๆ ประมาณอนาคอนด้า สีขาวเลื้อยผ่านหน้ารถในช่วงค่ำ หรือเช้ามืดไม่แน่ใจ เลื้อยจากด้านซ้ายของถนนมาข้างทางด้านขวาเหมือนจะเลื้อยเข้าไปโพงหญ้าข้างทาง และพอมองตามเหลือบตาไปทางแนวต้นไม้ข้างทาง ตลอดข้างทางเป็นต้นไม้สีดำๆ สูง ทอดตัวไปน่าจะเกือบ 10 ตัน ซึ่งมองเหลือบตามไปบนยอด มีงูใหญ่สีเขียวออกดำ ขนาดเดียวกันกับสีขาว ขดตัวห้อยหัวมาตลอดแนวต้นไม้ ต้นละตัว ทุกต้น จนสุดปลายเป็นเหมือนรูปปั้นงูสีปูนเปลือยคล้ายๆ ปูนแถวกำแพงวัด เห็นถึงตรงนี้แล้วจึงสะดุ้งตื่น 
และในเช้าวันนั้นดิฉันจึงไปทำบุญ ถวายไม้ค้ำ ปล่อยปลา ที่วัด หลังจากทำบุญ เกิดพายุ พร้อมลูกเห็บตก อีกซักพักหม้อแปลงข้างทางระเบิดเป็นสะเก็ดไฟ มาทางรถของดิฉันพอดี
        จากนั้นเป็นต้นมาได้มีสิ่งที่อัศจรรย์เกิดขึ้นกับดิฉันอีกบ่อยครั้ง เช่นอยู่ๆ ก็ได้มีโอกาสไปนอนริมแม่น้ำโขงแถวเชียงของ  ดูดวงแล้วคุยเรื่องนี้กับพี่หมอดู อยู่ๆ พี่หมอดูก็บอกว่าพี่ปวดกระดูก ฝันแปลกๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้บ่อยครั้ง
        จนมีอีกครั้งที่ มีเหตุการณ์เหมือนวันที่ ดิฉันฝัน คือพายุ ลูกเห็บ และหม้อแปลงระเบิด  จนดึกวันที่เกิดเหตุดิฉัน จึงถ่ายภาพนี้จากหน้าต่างห้องนอนตัวเอง ซึ่งหากไม่เกิดเหตุไฟดับเพราะหม้อแปลงใกล้บ้านระเบิดดิฉันจะไม่ได้เห็นภาพนี้เลย เป็นภาพที่เหมือนพญานาคโผล่จากบนหลังคาเพื่อนบ้าน
         และได้พบภาพแปลกอีกครั้งที่ดิฉันไม่ร่วมงานศพคุณตาที่ฝาง คืนวันนั้นดิฉันพักโรงแรมแห่งหนึ่งที่ฝาง  ชั้น 3  วันที่เข้าพักดิฉันอาจไม่ทันสังเกตุ  แต่ตอนเช้าวันที่  14  กรกฏาคม 2559  จึงได้เห็นภาพแปลกตรงกระจกห้องน้ำของโรงแรม
        ก่อนหน้าที่ดิฉันจะถ่ายภาพที่เห็นจากกระจกโรงแรม  ประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา ดิฉันมักจะชอบวาดรูปประมาณนี้ ซึ่งจะได้ภาพนี้มาเมื่อนึกถึงองค์ปู่ ย่าเสมอ
        หากท่านได้อ่านข้อความนี้  และเป็นผู้มีญาณพิเศษพอที่จะไข้ปริศนานี้ให้ดิฉันได้  กรุณาตอบด้วยค่ะตามที่ดิฉันเข้าใจ คือ ท่านมาเพื่ออำนวย อวยพรให้ดิฉันเดินทางทางธรรมะ ได้อย่างมีศรัทธา ใช่หรือเปล่าคะ.............
หรือมีบ้างอย่างมากกว่านี้  ช่วยแนะนำด้วยค่ะ

ปล.คำแนะนำโดยมากจะ บอกให้ดิฉันปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ แต่ดิฉันเองยังทำไม่ได้ทำ เพราะดิฉันไม่ได้มีพื้นฐานเรื่องพวกนี้มามากเท่าไหร่
วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดดิฉัน (เสาร์ 29 กรกฎาคม ) หวังว่าจะเกิดสิ่งดีงามในชีวิต  ขอบคุณบ้านโลกทิพย์ค่ะ
66
ห้องบอกบุญ / บอกบุญ ประธานกฐิน
« กระทู้ล่าสุด โดย พระนพดล เมื่อ กรกฎาคม 27, 2016, 09:12:15 AM »
ผู้ใคร่เป็นประธานกฐิน ปี 2559
เพื่อสร้างอุโบสถ วัดชัฏดงคำ จ.สุพรรณบุรี
ติดต่อ พระนพดล วรธมโม 0805787871
67
เกษา นักบุญยาจก / ฆ่าเห็บ..ฆ่าหมัด
« กระทู้ล่าสุด โดย เอ็มเจ เมื่อ กรกฎาคม 11, 2016, 08:11:02 AM »
8 กรกฎาคม ค.ศ. 2016

ฆ่าเห็บ..ฆ่าหมัด
เรื่องราวที่จะเขียนต่อไปนี้เป็นเพียงแค่ปัจจัตตังเท่านั้น ขอให้ทุกท่านอ่านเพื่อความบันเทิง
.. ฆ่าเห็บ ฆ่าหมัด..
เมื่อสมัยเด็กๆ ครอบครัวของสาเองเป็นเกษตรกรคะ เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เลี้ยงโคนม
ด้วยความเป็นเด็กเราไม่รู้ว่าการฆ่าพวกนี้ก็คือบาปเช่นกัน เอ้???? บาปยังไง
สัตว์เล็ก สัตว์น้อยที่ดำเนินชีวิตอยู่ในโลกใบนี้ ล้วนแล้วแต่เคยเกิดเป็นสิ่งอื่นมาก่อนทั้งสิ้นคะด้วยเพราะชีวิตสั้น จึงต้องมาชดใช้กันถี่ และบ่อยแค่นั้นเอง
ในสมัยเด็กๆสาชอบจับไก่มาเอาหมัดตัวดำๆออกแล้วใช้ค้อนทุบให้มีเสียง แปะๆ หรือจับเห็บจากตัววัว มาเหยียบให้แตกจนเลือดแดงเต็มพื้น ( แนวโรคจิต ) พ่อกับแม่เคยห้าม แต่ก็ไม่ฟังเพราะมันสนุกที่ได้ยินเสียงตัวมันแตก แต่เราไม่รู้ว่ามันมีผลที่จะตามมาเช่นไร
กรรมจะเกิดขึ้นได้ด้วย ความตั้งใจที่จะกระทำนั้นเอง และมีจิตที่ตั้งใจทำเพื่อสนองอารมณ์ความสะใจ
หลังจากนั้นผ่านมาหลายปี สาได้ขึ้นมาอยู่กับแฟนที่ต่างประเทศในช่วงนั้นมีวัดไทยเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นด้วยใจที่เป็นพุทธ จึงไปบวชชุดขาว เ้าศีล8 บ่อยครั้ง ในแต่ละครั้งจะนอนค้าง 2 คืน 3 วัน
วันแรกของกลางดึก หลังจากที่ทุกคนเข้านอนพักผ่อน ตัวสาเองเริ่มผิดปกติ เหมือนมีตัวอะไรอยู่บนหัวและตัวเต็มไปหมด กำหนดจิตขอดู ถึงกับสะดุ้งโหยง... เห็บ!!!!! หมัด!!!' เกาะดำเต็มหัว เลยเกลาแครกๆ ตลอดคืนที่อยู่ที่วัด ในครั้งแรก ไม่คิดอะไรมาก คงเพราะตนเองนั้นคิดไปเอง หลังจากนั้นไม่นาน วันพระใหญ่ของเดือนใหม่ผ่านมา สาก็ไปอีก คราวนี้มีแม่ขาวไปบวชหลายคน เหมือนเดิม คันจนคุมไม่อยู่ เกาจนหนังหัวแสบ แต่ก็ไม่เล่าให้ใครฟัง ทุกครั้งที่นั่งกรรมฐานจะอุทิศบุญ ขออโหสิกรรมทุกครั้งไป แต่ก็ยังคงเป็นทุกครั้งที่เข้าบวชศีล 8
เวลาผ่านไปจนสาได้มาป่วยเป็น อีสุกอีใส ร่างกายเต็มไปด้วยตุ้มใสๆ และคันมาก แสบทั้งตัว นอนลงไม่ได้เพราะถ้านอนตุ้มใสนั้นจะแตกดังแปะๆ แล้วน้ำเหลือง จะเปียกเต็มเสื้อ ทั้งแสบและคัน ใบหน้า ตามหลัง บนหัว มีแต่ตุ่มเต็มไปหมด ทั้งแสบและทรมาน จนไข้ขึ้นสูง หนาวสั่นสะท้านไปหมด วินาทีที่หนาว เกือบจะช็อค หายใจไม่ออก ได้ยินเสียงแว่วๆว่า
" สมน้ำหน้า ตายสะได้ก็ดี คราวนี้รู้รึยังว่ากูทรมานแค่ไหน"
เสียงนั่นโผล่ขึ้นมาในสมองว่าเป็นเห็บ เป็นหมัดที่เราเคยฆ่าเล่นตอนเด็กๆ ทำอะไรไม่ถูก เพราะทั้งแสบ ทั้งหนาวเพราะไข้ขึ้น ทั้งคัน เลยตัดสินใจนั่งสมาธิ กำหนดพิจารณาปล่อยวางลง อย่างน้อยถ้าจะตายก็ตายแบบไม่ติดบ่วง ห่วงใคร
หลังจากนั้นก็กล่าวขอขมากรรมทั้งหมด เเละพยามพิจารณา ละทิ้งทุกอย่างที่ยังคงอยู่ กล่าวยกบุญให้กับเจ้ากรรมนายเวรของตนเองทั้งหมด
จากร่างกายที่สั่นสะท้านเพราะความหนาวก็สงบลง จากอาการเย็นจับใจก็อุ่นขึ้น จากอาการแสบคันที่ผิวหนังก็เบาลง จากนั้นสาก็ล้มลงนอนหลับแบบไม่รู้ตัว มารู้สึกอีกทีก็เช้า
อุณหภูมิในร่างกายที่ร้อนถึง 40 ก็ลดลง อาการแสบคันก็หาย แต่ที่น่าแปลกใจกว่า แผลแตกที่เกิดจากตุ่มน้ำเหลือง กับแห้งตกสะเก็ดภายในคืนเดียว บนหัว และใบหน้าก็เช่นกัน
ราวกับว่าไม่ได้เกิดอะไรขึ้นเมือคืนนี้ พอหายจากอาการทุกคนที่เคยเป็นจะถามว่า
" ไม่เห็นมีรอยแผลเป็นจากตุ่มอีสุกอีใสเลย"
ทุกอย่างปกติ จนสาเองก็แปลกใจเช่นกัน
เรื่องที่เขียนมานี้อาจจะอ่านแล้ว เหมือนว่าจะเกินจริงไป แต่มันก็เกิดขึ้นจริงๆในชีวิตของสาเอง
ทำให้เราได้รู้ ได้เข้าใจหลักของกรรม เข้าใจกรรมที่เกิดจากการกระทำมากขึ้น เข้าใจวัตรจักรการวนเวียน ตาย แล้วมาเกิด
กรรมคือการกระทำ
กรรมที่เกิดจากการตั้งใจกระทำนั้นให้ผล 100% ไม่มีผ่อนผัน
วงล้อแห่งกรรมยังคงหมุนชดใช้กันอยู่ไม่จบ ทุกชีวิตที่ได้เกิดมานั่นล้วนแล้วแต่มีที่มาที่ไปทั้งสิ้น
ไม่มีสิ่งใดที่เกิดมา หรือเกิดขึ้น โดยไม่มีต้นของเหตุ
ขออนุโมทนากับทุกท่านนะคะ บ่อยครั้งที่เรามักจะถามตัวเองเสมอๆว่า
" ฉันนี้ไปทำกรรมอะไรมานะ ถึงได้เป็นนั้น เป็นนี้ไม่สุขสบายอย่างคนอื่นเค้าเลย"
ให้สังเกตทุกข์ในปัจจุบัน นั่นแหระคือผลของกรรมที่เกิดจากการกระทำเก่าๆของตนเองทั้งสิ้นคะ
ถ้าจะแก้
ก็แก้ด้วยการมีสติ และยอมรับด้วยความอดทน
จะมีสติได้ก็ต้องเริ่มที่จะฝึกฝน
การที่จะฝึกฝนก็ต้องเริ่มด้วยการหาความรู้ และทดลองทำ
ขอให้เจริญในธรรม มีสติที่เข้มแข็งกันทุกคนนะคะ
อนุโมทนา!!!
68
สาธุค่ะ
69
มือใหม่ปฏิบัติธรรม / สิ่งที่หวัง
« กระทู้ล่าสุด โดย จีรญาดา คำพุฒ เมื่อ มิถุนายน 15, 2016, 11:23:57 PM »
ขอถามคะสิ่งที่เราสวดมนต์ไหว้พระ และปฏิบัติดีเพราะเราไม่อยากตกนรก อย่างนี้เขาเรียกว่าทำเพื่อหวังผลใช่มั้ยคะ มันจะเป็นปาบมั่ยคะ แต่ก็เป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้เราตั้งใจปฏิบัติ เพราะเราเชื่อเรื่องทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่วคะ
70
มือใหม่ปฏิบัติธรรม / บทสวดยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก
« กระทู้ล่าสุด โดย จีรญาดา คำพุฒ เมื่อ มิถุนายน 15, 2016, 11:12:22 PM »
เราสวดบมย่อพระกัณฑ์ไตรปิฎกได้มั้ยคะแลการสวดจะไดเท่าสวดบทเต็มมั้ยคะ
หน้า: 1 ... 5 6 [7] 8 9 10
สวดมนต์เป็นนิจ อธิษฐานจิตเป็นประจำ อโหสิกรรมก่อนค่อยแผ่เมตตา.


Banloktip.com ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 20-เมษายน-2012 ..เพื่ออุทิศให้ คุณพ่อสำเร็จ ทิตาวงศ์