กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้ บ้านโลกทิพย์ สังคมแห่งการช่วยเหลือ ให้คำแนะนำในการปฏิบัติกรรมฐาน แนะนำการสวดมนต์ที่ถูกต้อง สงสัยหรือมีคำถามในเรื่องการสวดมนต์ การปฏิบัติธรรม แก้ไขให้ชีวิตดีขึ้น โทรปรึกษาน้องหนิง(เด็กวัด)ที่ 086-055 4888


ข่าวประกาศ โดย บ้านโลกทิพย์

ขอเชิญทุกๆๆท่านร่วมทำบุญทอดผ้ากับน้องกันต์ วันที่ 9 ธันวาคมนี้

กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 ... 5 6 [7] 8 9 10
61
สวัสดีครับเพื่อนๆ สมาชิกทุกท่าน

ผมขอเข้าเรื่องเลยนะครับในตอนนี้ผมจะพูดถึงอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดกับตัวผมเอง ส่วนท่านใดมีอารมณ์ต่างจากนี้ ก็ขอให้เทียบเคียงและลองใช้วิธีที่ผมทำดูนะครับ หากไม่ได้ผล ท่านต้องลองหาวิธีอื่นๆ ที่ถูกจริตกับตัวท่านเอง เดี๋ยวผมจะบอกวิธีบางวิธีให้เป็นตัวอย่างก็แล้วกันนะครับ หลังจากที่ผมได้พบครูอาจารย์ที่แท้จริง ตอนแรกๆ ที่ครูท่านเมตตาสอนผมนั้น ผมก็ปฏิบัติตามแนวเดิมคือ สติปัสฐาน 4 คือกำหนดรู้ตัวทั่วตลอด แต่ยังไง๊ ยังไง ผมก็ยังเหมือนลูกเป็ดหัดเดิน เป๋ไปเป๋มา เพราะอะไรรึ ก็เพราะว่า ตอนนั้น ผมนั่งวิปัสสนาแล้วก็ที่เล่าให้ท่านทราบก็ที่เจอผู้หญิงมานอนข้างๆ แล้วหัวเราะขำๆ ผมนั่นแหละ กับช่วงที่ฝึก ก็มีอาการปิติ คือ น้ำตาไหลพรากๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ จะว่าร้องไห้เสียใจก็ไม่ใช่ จะว่าดีใจจนเป็นสุข ก็ไม่เชิง แล้วต่อมาก็เห็นเหมือนมีคนเอาไฟฉายมาส่องที่ตาผมสองดวง ทีแรก ผมเห็นเป็นดวงไฟ มาส่องตาแวปไปแวปมาสองดวง ผมก็เฮ้ยแสบตานะ ใครมาเล่นแบบนี้กันหล่ะ เท่านั้นแหละ ผมลืมตาขึ้นมาดูเลย แล้วก็ อ้าว...หาย แล้วก็เอะใจ ซึ่งจริงๆ แล้ว ตรงนี้ห้ามลืมตามาดูเลย ให้กำหนดรู้หนอ เห็นหนอลูกเดียว แต่ตอนนั้น ผมก็มึนๆ ไม่รู้ไงว่าต้องทำยังไง จนมาปฏิบัติที่บ้าน ระหว่างนั่งกรรมฐาน ก็รู้สึกเหมือนมีใครเดินผ่านไปผ่านมาอีก โหย...อ้ายเราก็กลัวผีแทบแย่ ที่ไหนได้ไม่มีหรอกผีหน่ะ แต่เดี๋ยวจะมาเฉลยตอนหลังให้ทราบนะครับ แล้วนั่งๆ อยู่ก็เหมือนมีแสงสีขาวส่องลงมาจากข้างบนบ้าง ทั้งๆ ที่ผมนั่งตอนนั้นหน่ะ มีแค่แสงไฟนีออนที่ไม่สว่างจ้าอะไรปานนั้นสักเท่าไร แล้วนั่งๆ เหมือนมีคนมาเป่าหูเงี้ย หรือมีอะไรวิ๊งๆ ในหัวผมเงี้ย หรือบางทีเหมือนมีแสงแวปไปแวปมา โอ๊ย สารพัดเลยครับ สุดท้าย จนครูท่านเมตตาชี้แนะว่า “วันใดที่มึงเลิกสนใจอะไรที่วิ๊งๆ ในหัวของมึงเมื่อไร วันนั้นมึงจะรู้จักกับคำว่า ปล่อยวาง” โห...เจอประโยคนี้เข้าไป เหมือนมีคนเอาไม้เท้ามาฟาดกบาลคุณลงไปเต็มๆ เลยนะ เหมือนเคาะระฆังดังฮึ่มๆ เลย พอได้ยินคำนี้แล้ว ผมมานั่งพิจารณา แล้วก็ปิ๊งป่องทันที เพราะว่า สิ่งที่เราเห็น สิ่งที่เรารู้สึกหน่ะ คืออุปทานที่เราสร้างขึ้นมา เป็นตัวกิเลส ตัวนิวรณ์ที่คอยมาตัดการปฏิบัติของเราไม่ให้ก้าวหน้าในธรรมไงครับ เพราะอะไร เราสงสัยไง เห็นแวปๆ มาก็อยากรู้อยากดูว่ามันคืออะไร ได้ยินก็สงสัยว่าเสียงอะไร คำว่าลังเลสงสัยนี่แหละตัวดีเลยครับ มันทำให้เรามัวแต่จดจ่อว่า อะไรว๊า คืออะไรเนี่ย หรือเราจะได้อภิญญาแล้วมั๊ง ทำนองนี้แหละ แต่ครูท่านเคยเมตตาสอนไว้ว่า มันเป็นตัวกิเลสของเราที่สร้างมันขึ้นมาหลอกตัวของเราเองว่า เราได้โน่นได้นี่มาแล้ว อย่างเรื่องเจอผีเนี่ย ครูท่านบอกว่า หากเรากลัวอะไร เราก็จะเจออย่างนั้นตลอด เพราะจิตของเราจะสร้างมันขึ้นมาหลอกตัวเราเอง เรียกง่ายๆ ว่าเป็นอุปทานนั่นเอง เพราะฉะนั้นวิธีแก้ก็คือ ช่างมัน …. งง รึป่าวครับ ก็ช่างมันจริงๆ น๊า รู้สึกอะไร ก็ช่างมัน เห็นอะไรก็ช่างมัน ผมถือคำว่า ไม่มีตัว ไม่มีตน ไม่มีเขา ไม่มีเรา แค่นี้แหละ เพราะทุกอย่าง ถ้าเราไม่ไปดึงยึดเอาไว้ มันก็ไม่มีอะไรเลย ว่างจริงๆ นะ อ้าว ไม่เชื่อ ลองทำลองฝึกกันดูสิ คุณอย่าไปยึดตรง ตัวโยก หายใจถี่ๆ เห็นแสงวิ๊งๆ หรือ กลัวผี ถ้าเจออาการแบบนี้ ผมแนะนำเลย คำว่า ช่างมัน นี่แหละได้ผลสุดๆ เพราะว่า ใครจะมาทำอะไรเราได้ เพราะกายนี้ไม่ใช่ของๆ เรา จิตนี้ก็ไม่ใช่ของๆ เรา ใครอยากได้เอาไปก็เอาไปสิ ดีซะอีก เราปล่อยวางจากทุกสิ่งแล้วไง ถ้าเอาไป เราก็จะไม่ขอมาเกิดอีกตลอดไป ขอไปสู่แดนพระนิพพานเลย จะได้ไม่ต้องมาชดใช้กรรม ไม่ต้องมาทกุข์อีกต่อไปครับ แล้วสุดท้าย ผมก็เข้าใจว่า การฝึกนั่งกรรมฐาน ไม่จำเป็นว่า วันนี้ต้องดีกว่าเมื่อวาน พรุ่งนี้จะต้องดีกว่าวันนี้ วันนี้จะต้องนั่งให้ได้นานๆ ถึงจะเก่ง พรุ่งนี้จะต้องนั่งให้ได้นานกว่านี้ ผมตัดตรงนี้ทิ้งไปหมด เพราะไม่มีประโยชน์ที่เราจะต้องไปยึดหลักอะไรตรงนี้เลย ผมนั่งเอาสะดวก วันนี้เวลาน้อย นั่งน้อย แต่เน้นคุณภาพ พรุ่งนี้มีเวลาไม่ได้ทำธุระอะไร ก็นั่งตามแต่ที่เราเห็นว่าพอดีก็หยุด แค่นั้นเอง ตอนผมไปวัดตาลเอน พระอาจารย์จีรยุทธ ท่านได้เล่าถึงการนั่งวิปัสนากรรมฐานว่า เคยมีคนมาถามพระอาจารย์ว่า ปรกติสมภารท่านฝึกวิปัสนากรรมฐาน วันละกี่ชั่วโมง พระอาจารย์จีรยุทธก็ตอบกลับไปว่า อาตมานั่งไม่นานแล้วแต่โอกาส คนๆ นั้นก็ถือโอกาสยกตนข่มเลยว่า ผมหน่ะ สามารถนั่งวิปัสนากรรมฐานได้ข้ามวันข้ามคืนเลยนะ ผมนี่สามารถไปโน่นไปนี่ได้เลย พระอาจารย์จีรยุทธท่านก็ไม่ตอบอะไร ท่านก็มาอธิบายให้ลูกศิษย์(ซึ่งตอนนั้นผมก็นั่งฟังอยู่ด้วย) ท่านบอกว่า โยม วิปัสนากรรมฐานหน่ะ เขาไม่ได้วัดกันที่ว่า นั่งนาน หรือนั่งน้อยแล้วจะเก่งหรือไม่เก่ง แต่วิปัสนากรรมฐานหน่ะ เขาฝึกเพื่อการปล่อยวาง ละกิเลส ฝึกให้เห็นความจริง ฝึกให้เห็นอริยะสัจ4 ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชี้แนะแนวทางเอาไว้ บางคนจะนั่งนานนั่งน้อย แต่จิตยังยึดติดกิเลส ถือตนถือตัวว่า เก่งกว่าผู้อื่นแล้ว เขาก็ยังไม่หลุดพ้นจากการแบกกองทุกข์ได้หรอก เพราะเขาจะมีจิตที่มองแต่ผู้อื่น คอยจับผิดผู้อื่นว่า มีวิชาเหนือกว่าตนเองหรือป่าว เพราะฉะนั้น โยมทุกคนเมื่อได้เข้ามาฝึกวิปัสนากรรมฐานกันแล้ว ควรที่จะต้องรู้จักปล่อยวาง ละซึ่งกิเลส พิจารณาธรรมตามความเป็นจริง

อืม...คำสอนนี้หน่ะ จริงๆ พระอาจารย์ท่านกล่าวไว้นานแล้ว ตอนนั้นกิเลสผมยังหนาอยู่ เลยยังไม่เข้าใจถึงคำว่าปล่อยวางจริงๆ จนที่มาพบครูพี่เลี้ยงที่ท่านเมตตาสอนย้ำอีกรอบ นั่นแหละ ผมถึงได้เข้าใจกับคำว่า ปล่อยวาง จริงๆ แต่...ถามว่า ผมวางได้แค่ไหน อันนี้ก็ตอบไม่ได้จริงๆ นะครับ เพราะเราจะต้องเจอข้อสอบ หรือบททดสอบตัวเราจริงๆ ว่า อ้ายที่เราพร่ำแต่พูดคำว่า ปล่อยวางได้แล้วนั้น เราวางได้จริงๆ จังๆ แค่ไหน ซึ่งผมขอสารภาพตามตรงเลยว่า ผมยังวางได้ไม่หมดหรอกครับ แต่...สติของผมหน่ะ กลับมาได้ไวกว่าเดิมมาก แต่ก่อนคำว่าปล่อยวางของผมหน่ะ ไม่มีในหัวนะครับ แต่พอตัวสติเริ่มทำงานได้อย่างจริงๆ จังๆ แล้ว คำว่าปล่อยวางนี่ ก็ทำงานได้เร็วขึ้น แต่หมดไม๊ ไม่หมดนะครับ แต่ผมรู้วิธีแล้วไงว่า จะต้องจัดการกับมันอย่างไรเพื่อที่จะให้เราสามารถควบคุมมันได้เท่านั้นเอง

โอ...วันนี้เรื่องยาวอีกแล้ว ก็ขอเพื่อนๆ สมาชิกได้ทนอ่านกันไปก่อนนะครับ แล้วคราวหน้าผมก็จะเล่าถึงว่าทำไมผมถึงเรียกครูพี่เลี้ยง แล้วครูที่แท้จริงหล่ะคือใคร แล้วผมจะมาเฉลยนะครับ … สวัสดีครับ
62
ถามมา-ตอบไป / Re: ได้บุญ หรือ ได้บาป ???
« กระทู้ล่าสุด โดย กันต์ เมื่อ พฤศจิกายน 14, 2014, 08:01:46 PM »
ถ้าเราทำบุญโดยการปล่อยปลา ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม
โดยปล่อยที่แม่น้ำ แต่เรากับพบว่าปลาที่เราต้องการซื้อมาปล่อย
เราปล่อยเขาลงไปในแม่น้ำ แล้วกับโดนปลาใหญ่ที่แม่น้ำกินเข้าไป
ต่อหน้า ต่อตา อย่างนี้เราจะได้บุญหรือบาป แล้วเราควรทำอย่างไร ???

ความคิดเห็นส่วนตัวไม่รู้ว่าถูกหรือเปล่า
คิดว่าเรามีเจตนาที่ต้องการปล่อยปลา อยากทำบุญสร้างกุศล อันนี้คิดว่าได้บุญ แต่เมื่อ
ปลาที่เราปล่อยไปกับถูกปลาใหญ่ทาน ต่อหน้าต่อตา เหมือนกับว่าจะเป็นบาป
แล้วจะเกิดเป็นเจ้ากรรมนายเวรกันหรือเปล่า อันนี้สงสัย...

ขอความคิดเห็น และแนวทางแนะนำเพื่อเป็นประโยชน์ ในการสร้างบุญกุศลสืบต่อไป...สาธุ

ขออนุญาตตอบตามแนวพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์เลยว่า บุญบาปนั้น คือการกระทำด้วยอาศัย เจตนาเป็นที่ตั้ง แต่เจตนานั้นเกิดจากสิ่งใดเล่าเป็นหตุ ก็ด้วยผัสสะทั้งหลาย แห่ง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ก่อเกิดเป็นความรู้สึก เวทนาต่างๆ เช่น เมื่อผู้ใดกระทำดี เป็นกุศลธรรม ใจก็ถูกชำระออกจากกิเลส ทำให้เกิดสุข แต่หากผู้ใด กระทำชั่ว จิตใจเต็มเปี่ยมด้วยกิเลสความอาคาต พยาบาท จิตก็เกิดทุกข์ แต่หากผู้กระทำใดให้ใจสงบวางเฉยจากสภาวะต่างๆได้ ใจก็ไม่สุขไม่ทุกข์อะไร
   ดังนั้นหากถามว่า การปล่อยปลาแล้วปลาใหญ่มากิน เรามีผัสสะใด ก่อให้เกิดเวทนา นั้นคือ ตาเราเห็น ใจเราคิด ก่อเกิดความทุกขเวทนาในจิตใจ ด้วยเพราะใจเราหม่นหมอง และวิตกกังวลว่านั้นจะเกิดบาปกรรมแก่เราหรือไม่ ข้อนี้ตอบได้เลยว่า แม้เหตุแห่งกรรมนั้น ไม่ได้มีเจตนาใดในทางชั่ว แต่จิตกลับเศร้าหมองไปในทางชั่ว นั้นคือจิตเป็นอกุศล เพียงเราชำระใจออกจากความเศร้าหมองนั้นได้ ก็จะทำให้ใจเป็นกุศลจิต ด้วย ศีล( คุณมิได้กระทำสิ่งใดล่วงต่อศีลเลย ) สมาธิ (คุณมีจิตยึดมั่นไม่หวั่นไหวกับการกระทบจากภายนอก ) ปัญญา (คุณพิจารณาเห็นสภาะทุกอย่างเป็นธรรมดาตามวัฏจักรแห่งสงสาร )  เราก็จะคลายความยึดมั่นถือมั่นอันนำพาเราให้ใจเศร้าหมองได้
   สมดังพุทธวัจนะที่ว่า
ภิกษุ ท. ! เหตุเกิดของกรรมทั้งหลายย่อมมี เพราะความเกิดของผัสสะ
 ภิกษุ ท. ! ความดับแห่งกรรมย่อมมี เพราะความดับแห่งผัสสะ 
การดับซึ่งทุกข์และกรรม ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้...


 
64
เรื่องเล่าธรรมทาน / ลูกชายอยากสวดมนต์
« กระทู้ล่าสุด โดย คุณแจง เมื่อ พฤศจิกายน 14, 2014, 11:35:03 AM »
- เมื่อวันอังคารที่ 11/11/57  เราบอกให้ลูกชายสวดมนต์แบบถูกต้องที่คุณหนิงแนะนำ กับเรา (แกมบังคับ)  :wanwan044:แต่ไม่ได้นั่งสมาธิ แต่ถ้าเราสวดคนเดียว จะสวดบทอื่น ๆ แทรกไปก่อนแล้วค่อยแผ่เมตตา
- พอตอนเช้า 12/11/57 ก่อนไปโรงเรียน เราก็ให้สวดแบบเดิมอีก 1 ครั้งก่อนไปโรงเรียน
- พอตอนเย็นกลับมา เขาบอกเราว่า "แม่ ถ้าแม่สวดมนต์บอกหนูด้วยนะ หนูจะสวดมนต์ด้วย"  เราก็ถามว่าทำไมหล่ะ  เขาตอบว่า "ก็เวลาสวดแล้วรู้สึกดี รู้สึกมีสมาธิเวลาสวด" :loktip2:
- พอถึงกลางคืน ประมาณ 3 ทุ่ม เรายังไม่ได้สวดมนต์กำลังอ่านกระทู้บ้านโลกทิพย์อยู่   ลูกชายถามว่า แม่สวดมนต์หรือยัง เท่านั้นแหละเรารีบปิดคอม แล้วไปสวดมนต์กับลูกชาย
- คืน 13/11/57  เราเสร็จภาระกิจที่บ้านเรียบร้อย  เราก็สวดมนต์ แต่ลูกชายยังใช้คอมอยู่ พอ 3 ทุ่ม เขาถามเราว่า "แม่สวดมนต์หรือยัง"  เราบอกว่าสวดแล้ว  สักพัก เขาก็เอาบทสวดมนต์มาสวดคนเดียว
   เรารู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก  mj2 ไม่รู้อะไรดลจิตดลใจให้เขารู้สึกดีกับการสวดมนต์ก็ภาวนาขอให้ลูกชายปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบอย่างนี้ตลอดไป (เพราะเราเองก็เพิ่งจะสวดมนต์แบบถูกได้ 3 เดือนกว่า ๆ เอง)  ลูกชายเราอายุ 11 ขวบ  dee
65
ห้องหมอเจี๊ยบสมุนไพรไทย / Re: ยาหอมอินทจักร์
« กระทู้ล่าสุด โดย พ่ายรัก เมื่อ พฤศจิกายน 14, 2014, 10:39:33 AM »
เอาแบบไม่ง่วงครับ ว่าจะเลิกกาแฟครับ พี่หมอมีสูตรยาดองไหมครับ
66
ห้องหมอเจี๊ยบสมุนไพรไทย / Re: ยาหอมอินทจักร์
« กระทู้ล่าสุด โดย หมอเจี๊ยบ เมื่อ พฤศจิกายน 14, 2014, 07:04:11 AM »
มีสมุนไพรตัวไหนที่มีฤทธิ์คล้ายกาแฟบ้างไหมครับพี่หมอ


คุณน้องจะเอาฤทธิ์แบบไหนหล่ะ ถ้าเอาแบบใกล้เคียงสุดๆ  มะหาด  แต่เอามาชะโลมหัวจะทำให้รู้สึกไม่ง่วงนอนและทำให้ผมงอกดกดำได้ แต่ถ้าจะเอาแบบกินแบบไม่ง่วงก็ตระกูลยาดองนี่แหละกินแล้วคึกเลย ส่วนยาเดี่ยวๆ ที่กินแล้วไม่ง่วงนี่ยังไม่เจอนะครับที่ออกฤทธิ์กระตุ้นสมองอย่างฉับพลัน
67
ห้องหมอเจี๊ยบสมุนไพรไทย / Re: ยาหมออินทจักร์
« กระทู้ล่าสุด โดย พ่ายรัก เมื่อ พฤศจิกายน 14, 2014, 01:09:20 AM »
มีสมุนไพรตัวไหนที่มีฤทธิ์คล้ายกาแฟบ้างไหมครับพี่หมอ
68
ห้องหมอเจี๊ยบสมุนไพรไทย / ยาหอมอินทจักร์
« กระทู้ล่าสุด โดย หมอเจี๊ยบ เมื่อ พฤศจิกายน 13, 2014, 10:04:00 PM »
สวัสดีครับเพื่อนๆ สมาชิกชาวบ้านโลกทิพย์ วันนี้ถึงคิวแนะนำตัวยาสมุนไพรไทยนะครับ
ยาชนิดนี้จะถูกขึ้นทะเบียนอยู่ในตำรับยาแห่งชาติ ซึ่งจะมีตำรับยาที่ถูกขึ้นทะเบียนของกระทรวงสาธารณสุขจำนวน 20 กว่าชนิดนะครับ ที่ผมยังไม่กล้าระบุชัดๆ เพราะ บางปีก็มีตัดออก บางปีก็มีเพิ่มขึ้น แต่ว่าจะมีจำนวน 20 กว่าชนิดขึ้นไปครับ ยาที่ถูกขึ้นทะเบียนตำรับยาแห่งชาตินี้ จะสามารถจ่ายยาในโรงพยาบาลได้ทั้งหมดนะครับ แต่จ่ายโดยแพทย์แผนปัจจุบัน (ผมก็งงเหลือเกินว่า หมอแผนปัจจุบันจะจ่ายยาแผนโบราณกันรึป่าวเนี่ยสิ เพราะเท่าที่ได้ยินมา ไม่เคยมีใครได้รับยาแผนโบราณจากโรงพยาบาลแผนปัจจุบันเลยครับ) เอาหล่ะ บ่นๆๆ ไปงั้นๆ แหละ ตามประสาคนสูงวัยเนอะ เรามาเข้าเรื่องยาหอมอินทจักร์กันดีกว่า

ยาหอมอินทจักร์ตัวนี้จะมีสรรพคุณทางยาคือ แก้ลมบาดทะจิต โดยใช้น้ำดอกมะลิเป็นกระสายยา, แก้คลื่นเหียนอาเจียน โดยใช้น้ำลูกผักชี เทียนดำต้ม หรือถ้าไม่มีก็เอาน้ำสุกเป็นกระสายยาแทนได้ครับ, แก้ลมจุกเสียด ใช้น้ำขิงต้มเป็นกระสายยา

ทานทุก 3 ชั่วโมง ถ้าเป็นชนิดผงก็ใช้ครั้งละ 1 ช้อนกาแฟ ประมาณ 15 กรัม แต่ถ้าเป็นชนิดเม็ดทานครั้งละ 5-10 เม็ดครับ

ตำรับยาตัวนี้ จะใช้สมุนไพรทั้งหมด 53 ตัวนำมาบดผสมกันครับ ผมจะบอกกว้างๆ ก็แล้วกันเนอะว่า มีอะไรบ้าง ที่ใส่ลงไปก็มีตระกูลโกฐ เทียน ดอกไม้สามสี่ชนิด ดีงูเห่า ดีหมูป่า ดีวัว  ไม้หอมต่างๆ สุดท้ายก็มีพิมเสน และอีกหลายๆ สิ่งครับ เอาแต่ละอย่างเสมอกันมาบดทำยาครับ ถ้าทำเป็นเม็ด ก็จะต้องทำให้มีขนาดเม็ดละ 0.2 กรัมครับ เม็ดจิ๊ดเดียวเอง ดังนั้นที่บอกว่า ทานครั้งละ 5-10 เม็ดนี่ ชิวๆ เลยหล่ะครับ ส่วนใครชอบความดุเด็ดเผ็ดมันส์ ผมก็แนะนำทานแบบผงชงดื่มเลยจะดีที่สุดครับ เพราะได้ผลเร็วกว่าแบบเม็ด และออกฤทธิ์ได้ถึงใจกว่าแยะเลย ส่วนแบบเม็ด กรรมวิธีการทำ ต้องนำไปบดให้ละเอียด ผสมกับน้ำผึ้ง(สมัยตอนเรียนปรุงยาจะใช้น้ำผึ้งนะครับ) แล้วเวลาทานแบบเม็ด กว่ายาจะละลายแตกตัว โอ๊ย กินเวลานานเหลือเกินครับ

ก่อนจบ ผมขอแถมนิดนึงเรื่องน้ำกระสายยา ที่เรานำมาผสมลงไปในตัวยานั่นหน่ะ เป็นเพราะ ถ้าเราจะนำยาเข้าสู่กระแสเลือดได้เร็ว ออกฤทธิ์ไวขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตัวน้ำกระสายยานี่แหละ จะเป็นตัวเร่งให้ยาทำงานได้ดีขึ้นนั่นเองครับ และน้ำกระสายยาก็จะมีหลากหลายนะครับ เช่น เหล้าก็มี น้ำซาวข้าวก็มี หรือน้ำจากพืชสมุนไพรต่างๆ ก็แยะครับ เอาหล่ะครับ สำหรับวันนี้ผมก็ขอจบเพียงเท่านี้ครับ ไว้อาทิตย์หน้ามีอะไรดีๆ มาฝากจะเอามาเล่าสู่กันฟังครับ...สวัสดีครับ
 
69
ถามมา-ตอบไป / ได้บุญ หรือ ได้บาป ???
« กระทู้ล่าสุด โดย sosemaru เมื่อ พฤศจิกายน 13, 2014, 05:05:31 PM »
ถ้าเราทำบุญโดยการปล่อยปลา ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม
โดยปล่อยที่แม่น้ำ แต่เรากับพบว่าปลาที่เราต้องการซื้อมาปล่อย
เราปล่อยเขาลงไปในแม่น้ำ แล้วกับโดนปลาใหญ่ที่แม่น้ำกินเข้าไป
ต่อหน้า ต่อตา อย่างนี้เราจะได้บุญหรือบาป แล้วเราควรทำอย่างไร ???

ความคิดเห็นส่วนตัวไม่รู้ว่าถูกหรือเปล่า
คิดว่าเรามีเจตนาที่ต้องการปล่อยปลา อยากทำบุญสร้างกุศล อันนี้คิดว่าได้บุญ แต่เมื่อ
ปลาที่เราปล่อยไปกับถูกปลาใหญ่ทาน ต่อหน้าต่อตา เหมือนกับว่าจะเป็นบาป
แล้วจะเกิดเป็นเจ้ากรรมนายเวรกันหรือเปล่า อันนี้สงสัย...

ขอความคิดเห็น และแนวทางแนะนำเพื่อเป็นประโยชน์ ในการสร้างบุญกุศลสืบต่อไป...สาธุ
70
"เสียดายคนเป็นไม่ได้อ่าน" ตอนที่ ๑๑ อยากให้สามีหรือภรรยาปฏิบัติธรรมบ้าง
เขียนโดย ณัฐภูเบศร์ เมธีรัตน์วรากร (หนิง-เด็กวัด ๐๘๖-๐๕๕๔๘๘๘)
วันพุธที่ ๑๒ พฤษจิกายน พ.ศ.๒๕๕๗
เวลาบันทึก ๑๓.๕๑ น.

....มีคำถามจากท่านผู้ปฏิบัติทั้งหลาย อยากให้สามีหรือภรรยาปฏิบัติธรรมบ้าง ส่วนใหญ่คำถามนี้มาจากผู้หญิงเสียมาก เพราะรู้สึกเป็นห่วงสามีที่ไม่สนใจธรรมะเลย เอาแต่หมกหมุ่นอยู่ในอบายฯ เช่น ตีไก่บ้าง เล่นการพนัน กินเหล้า ติดนักร้อง ฯลฯ
ทำให้บรรยากาศของครอบครัวมันแย่ หาไม่พบทางออกเสียที

....ท่านทั้งหลายถามหาวิธีการจากผม วันนี้ผมจะบอกท่านแล้วให้นำไปปฏิบัติ คือว่าอย่างนี้ครับ ท่านมองข้ามสิ่งประเสริฐทำให้
ดวงตาเรามองไม่เห็นทางออกที่แท้จริง อันนี้ไม่ได้ว่าอะไร แต่ที่ผมให้ท่านสมาทานศีลเพราะให้มันเห็นทางออกนี่แหละ เราไม่รู้กันจริง ๆ ว่าศีลนี้แก้ไขชีวิตให้พวกเรากันตลอดเวลา เน้นชัด ๆ อีกครั้งว่า "ตลอดเวลา" ศีลเขาแก้ไขปมให้เราหมด เช่น ที่รู้สึกหม่นหมอง ซึมเศร้า พอสมาทานศีลเข้าไป ปรากฏว่า เอ๊ะ นี่กำลังใจฉันมาจากไหน ทำไมมันรู้สึกว่ามองโลกในแง่ดีขึ้นแฮะ ทำไมรู้สึกว่าสดชื่นขึ้น ซึ่งปกติจะเป็นอะไรที่หงุดหงิดง่าย อะไรกระทบใจหน่อยก็เต้นผาง ๆ

....ปัญหาเรื่องคู่ครองห่างไกลธรรมก็เช่นกัน อย่าไปคิดว่า เราอุทิศบุญแล้วเขาจะดีได้ตามการอุทิศ อันนี้ท่านก็ไม่ผิดหรอก แต่ว่าเข้าใจผิด บุญไม่ได้ทำงานแบบนั้น  หลักการมันมีอยู่ว่า

"อย่าสนใจคนอื่น เราต้องทำบุญให้มากจนบุญบารมีมันเต็ม ไอ้เต็มนี้ไม่ต้องเต็มจนแน่น แค่ว่ามันเต็มก็เต็มมันก็ไม่นานหรอก พอบุญมันเต็มถึงขีดที่โลกทิพย์ต้องการแล้ว ไอ้เจ้าบุญตัวนี้จะล้นเหมือนน้ำล้นแก้ว ส่วนที่ล้นจะไปกระทบกับสามีหรือภรรยาของเรา ทำให้เขาเย็นเอง ท่านไม่ต้องเอาน้ำบุญในแก้วไปสาดเขา ๆ ไม่รับหรอกครับ"

...อานิสงส์ของบุญบารมีโดยเฉพาะจาก "ศีลห้า" จะส่งตรงมายังคนที่อยู่รอบข้างทุกคนในบ้านให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คนที่เคยหยาบกระด้างจะเบาเสียงลง คนที่เคยเล่น เคยนักเลงหัวไม้จะเบาลง นี่เราไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น ผมเห็นที่ทำกันแล้วเดือดร้อนมากขึ้นคือ ไปฟังคนไม่มีศีลสอนคนก็สอนผิด ไปบอกให้กรวดน้ำให้เจ้ากรรมนายเวรของสามี อย่างนี้ห้ามทำ ยิ่งทำยิ่งแย่เข้าไปอีก

....แต่นี้ไปการปฏิบัติต้องทำเฉพาะตนให้เจริญก่อน การที่ท่านไปหวังในเขา ผมบอกแล้วอย่าหวัง เอาตัวเราให้รอดก่อน เพราะเห็นท่านทั้งหลายหวังดีแต่ทำไม่เป็นสู้อยู่เฉยดีกว่า ต่อไปนี้ท่านต้อง "ไม่เชื่อคนง่าย ๆ" งั้นผมก็จะขอพ่วงอีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องการปฏิบัติที่ผิด ท่านทั้งหลายโปรดรับรู้ตรงนี้แล้วช่วยผมเผยแพร่หน่อยครับ คือ บางคนสวดมนต์มากเกินไปจนเฝือ ผมเห็นคนจำนวนมา ชอบสวดบท อิติปิโสฯ
ผมก็ว่าบทนี้ดีนะ แต่ว่าท่านพูดออกมาทีไร ผมเห็นในจิตท่านบอกว่า "เฮ้อ..." คือท่านเบื่อใช่ไหม มันนานมันยาวตามอายุ+1 อันนี้ท่านผิดแล้ว ท่านที่สวดแล้ว "รู้สึกเบื่อ" ท่านอย่าสวด ใครเขาสอนช่างเขา บทนี้ผมก็ยืนยันว่าดี แต่ท่าน "สวดไม่เป็น" สวดไม่รู้คำแปล สวดแล้วก็เหมือนกูท่องจำ ท่อง ๆ ๆ ๆ ๆ แล้วท่านก็คิดว่า "เฮ้อ...เมื่อไหร่จะจบวะ" อย่างนี้ไม่สมควรทำ

....ต่อไปนี้ท่านเลิกทำแบบนี้ ให้ท่านสวดบทสั้น ๆ ก็ได้หรือสักจบเดียวก็ได้ แต่ "ต้องรู้คำแปล" และ "ต้องสวดด้วยศรัทธา" แบบของผมมีอานิสงส์มากกว่า เพราะในโลกทิพย์เขาใช้กำลังศรัทธาเป็นตัววัด คนไทยเราชอบปริมาณกันมาก แต่คุณภาพหายาก วันนี้ขอให้เปลี่ยน ผมมาเพื่อเตือนสติว่า ท่านต้องเคารพครูบาอาจารย์ด้วยการสวดอย่างถูกต้อง ไม่เอาเสียงที่ไร้ค่า แล้วให้ท่านปฏิบัติตามผมดังนี้ต่อไปว่า เมื่อสวดเสร็จเข้านอน ค่อย ๆ หายใจอย่างมีสติและกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ดูความเป็นไปของลม นี่สิของดี อันนี้เป็นสิ่งที่ลูกศิษย์ผมเขาทำกันเยอะมากแล้วก็นอนหลับสบาย ไม่รู้หลับไปตอนไหน พอท่านกำหนดดูลม มันได้ญาณขึ้นมาระดับใดตอนหลับไปท่านก็ทรงณาณนั้นไปจนกระทั้งตื่นนอน"

....วันนี้พอเท่านี้ก่อนครับ คุณภาพต้องมาก่อน ทำน้อย ๆ เหมือนลงทุนน้อย แต่ได้กำไรเยอะ ลองคิดดูนะครับ

www.banloktip.com
หน้า: 1 ... 5 6 [7] 8 9 10
ทุกสิ่งสำเร็จที่ใจ" วันนี้เราร้องไห้ เราทุกข์เพราะอดีตทำให้ทุกข์มาเกิดในวันนี้  และวันนี้คืออดีตของพรุ่งนี้ หากไม่เปลี่ยนวันนี้แล้วพรุ่งนี้จะดีได้อย่างไร เรากินเหล้า เราเที่ยวเตร่ ไม่ดูแลพ่อแม่ ไม่ดำรงในศีลเลยแม้แต่วันพระก็ไม่เว้นทำบาป ชีวิตนี้มันหมดไปวัน ๆ พอตายแล้วก็หาภพภูมิที่ดีไม่ได้ เสียดาย..


Banloktip.com ได้ก่อตั้งขึ้น เพื่ออุทิศให้ คุณพ่อสำเร็จ ทิตาวงศ์