กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้


ข่าวประกาศ โดย บ้านโลกทิพย์

Happy New Year 2018 | สวัสดีปีใหม่ 2561 ปีจอ

ขออวยพรให้ทุกๆท่านโชคดีตลอดปีจอ มีความสุขถ้วนหน้า อย่าเจ็บ อย่าจน สาธุ


กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 ... 5 6 [7] 8 9 10
61
เรื่องเล่ากฏแห่งกรรม / นักล่า...บุญ
« กระทู้ล่าสุด โดย เอ็มเจ เมื่อ กันยายน 20, 2017, 07:36:31 AM »
     “บุญ" ในพระพุทธศาสนา (บาลี: ปุญฺญ; สันสกฤต: ปุณฺย) หมายถึง คุณงามความดี ความประพฤติชอบทางกาย วาจาและใจ เรียกอีกอย่างว่ากุศล ในพระไตรปิฎกมักใช้คำว่า ปุญฺญ ตรงกันข้ามกับคำว่า บาป หรือ อปุญฺญ แต่ในคัมภีร์ชั้นหลังมักใช้คำว่า บาป มากกว่า ในอรรถกถากล่าวถึงเผื่อแผ่บุญไว้ว่าสามารถเผื่อแผ่เพิ่มให้แก่ผู้อื่นได้โดยไม่มีประมาณ เปรียบได้กับการจุดเทียนส่งต่อไปเรื่อย ๆ คือผู้จุดก็มีความสว่างอยู่ตามเดิม และความสว่างยังเพิ่มไปอีกกว้างขวางได้
บุญทำได้ ๓ ประการ
๑. ทานมัย ด้วยการให้
๒. ศีลมัย ด้วยการรักษาศีล หรือประพฤติดีมีระเบียบวินัย
๓. ภาวนามัย ด้วยการเจริญภาวนา คือฝึกอบรมจิตใจ  (ฐานข้อมูลจาก วิกิพีเดีย)
สงสัยกันมั้ยว่า ทำไมคนสมัยโบราณถึงชอบพูด ชอบบอกกันว่า “สะสมบุญกันเยอะ ๆ นะ หมั่นทำบุญบ้างนะ สร้างบุญกันบ้างนะ” มันเหมือนคำพูด หรือคำบอกเล่าที่ใส่ฝังลงในสมอง ในความจำของเรามาตั้งแต่จำความได้ แต่ถ้าใครนั้นพอที่จะเข้าใจว่าการทำบุญ และการสะสมบุญ นั้นต้องทำอย่างไร เขาก็จะทำบุญได้อย่างถูกต้องและตรงเป้าหมาย แต่ถ้าบางคนยังไม่เข้าใจ เขาก็จะกลายเป็น "นักล่าบุญ"
"นักล่าบุญ" ที่ที่ผู้เขียนให้ความหมายนั้น “คือบุคคลที่ทำแต่บุญ แต่ไม่ได้นึกถึงบุญเลย”
 อ่าว!!! ยังไง?!?!  เพราะบุคคลที่พยายามจะทำบุญอย่างเดียวโดยไม่นึกถึงความสุขที่ได้จากการทำบุญ หวังอยากจะได้แค่คำว่า "..บุญ.." และความสุขจากการทำบุญนั้นต้องได้มาจากก้นบึ้งของใจจริง ๆ ถึงจะเรียกว่า บุญอย่างแท้จริง
        เหมือนเรื่องคุณหญิงมาลีกับป้าสมัย คุณหญิงมาลีเป็นคนมีทรัพย์มากมาย ใช้ยังไงก็ไม่หมด และคุณหญิงเองเป็นคนชอบทำบุญ ถ้ามีการสมทบทุนสร้างอะไรที่ดูใหญ่โต ดูมีหน้ามีตา คุณหญิงมาลีจะร่วมบริจาคเสมอ ๆ แต่คุณหญิงจะเลือกบริจาคให้กับสถานที่และบุคคลที่มีชื่อเสียงเท่านั้น สิ่งที่มองดูเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับคุณหญิงจะไม่เข้าร่วม และมองว่ามันไม่ใช่บุญใหญ่   คุณหญิงชอบบริจาคมากกว่าปฎิบัติ
          ต่างจากป้าสมัยที่มีฐานะปานกลาง หาเช้ากินค่ำ แต่ป้าสมัยจะเลือกทำบุญตามที่ตนเองทำได้ เช่นไปทำความสะอาดวัด ล้างจาน ล้างห้องน้ำหรือวันไหนที่ป้าสมัยพอมีเงินบ้างก็จะบริจาคลงตู้ค่าน้ำค่าไฟให้ทางวัด ป้าสมัยเป็นคนจิตใจดี มีเมตตา ทุกวันโกน วันพระจะเห็นป้าสมัยใส่ชุดขาวมารับศีล ๘ ที่วัดเป็นประจำ
           ป้าสมัยชอบฟังเทศน์ ฟังธรรมเสมอ ๆ บางครั้งก็ฟังพระท่านบรรยายในโทรทัศน์บ้าง ทางวิทยุบ้าง ป้าสมัยจะชอบมาช่วยงานที่วัดทำความสะอาดวัด เพื่อฝึกจิตฝึกใจของตนเอง ป้าสมัยทำแบบนี้ประจำจนคนแถวนั้นรู้จักป้าสมัยเป็นอย่างดี ต่างจากคุณหญิงมาลีที่มีคนรู้จักมากในทางบริจาคทรัพย์ แต่ไม่เคยเห็นคุณหญิงลงมาปฎิบัติเองอย่างป้าสมัย
    เมื่อครั้งคุณหญิงและป้าสมัยได้ตายลง ก็ไปที่ลานตัดสินตามกฎของโลกวิญญาณ เมื่อท่านยมบาลดูประวัติ และให้ดูเหตุการณ์ย้อนหลัง ในช่วงที่ป้าสมัยยังมีชีวิตอยู่ ได้สะสมบุญ สะสมความดีไว้มากมาย ภาพที่ขึ้นมาเหมือนจอโทรทัศน์ปรากฎภาพที่ป้าสมัยได้ เก็บกวาดลานวัด ช่วยเหลือผู้คน ยิ้มแย้มแจ่มใส พูดจาดีมีความสุข ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับใคร หลังจากภาพนั้นจบ ท่านยมบาลจึงตัดสินให้ป้าสมัยไปเสวยบุญที่สร้างไว้โดยให้เป็นนางฟ้าอยู่บนสวรรค์ พอคุณหญิงได้เห็นแบบนั้นก็คิดในใจว่า
"ฉันเองก็ทำบุญมามากมายและบริจาคมาเยอะแยะ ยังไงฉันก็ต้องได้ไปอยู่ในที่สูงกว่ายัยคนนั้นแน่ ๆ "
เมื่อถึงเวลาตัดสินของคุณหญิง ภาพก็ปรากฎขึ้นมาให้เห็นว่าคุณหญิงนั้นบริจาคทรัพย์มากมายเพื่ออำนวยความสะดวกให้คนทั่ว ๆ  ไปและสร้างวัด สร้างโบสถ์มากมาย ท่านยมบาลจึงตัดสินให้คุณหญิงไปเกิดใหม่บนโลกมนุษย์ เมื่อคุณหญิงได้ยินแบบนั้นจึงร้องโวยวายขึ้นว่า
  "ทำไมฉันไม่ได้ไปบนสวรรค์ ทำไมฉันต้องไปเกิดใหม่ทั้ง ๆ ที่ฉันทำบุญมากมาย แต่คนเมื่อกี้ไม่ได้ทำบุญอย่างฉัน ทำก็น้อยกว่าฉัน ฉันทำบุญเยอะมากเมื่อตอนฉันมียังชีวิตอยู่ แต่ตอนนี้ฉันได้แค่ไปเกิด ไม่ได้ไปเป็นนางฟ้า นางสวรรค์"
เมื่อคุณหญิงพูดจบท่านยมบาลที่ตัดสินได้ชี้แจงกับสิ่งที่คุณหญิงทำไว้ว่า
"เพราะสิ่งที่เจ้าได้ทำ เจ้าทำเพื่อเพียงหวังมีหน้ามีตาแต่ไม่ทำเพื่อสละกิเลสในใจ การสละทรัพย์เพื่อให้ผู้ที่ทุกข์ร้อนได้สุขสบายนั้นเป็นสิ่งที่ดีงามและสิ่งที่ดีงามคือบุญ แต่เจ้านั้นไม่ได้ทำด้วยใจที่เป็นบุญ ใจที่เป็นสุข เจ้ามีใจอยากที่จะได้ ความอยากเป็นกิเลสที่เจ้าสร้างขึ้นในใจ มันจึงไม่ใช่บุญที่เจ้าทำ แต่ด้วยความดีงามที่สละทรัพย์เพื่อลดความทุกข์ร้อนให้ผู้อื่น หรือสร้างสิ่งปลูกสร้างเพื่อให้ผู้อื่นนั้นได้มาปฎิบัติสิ่งที่ดี บุญเลยได้เพียงครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งที่ไม่ได้เป็นเพราะกิเลสในใจของเจ้าเอง จงเข้าใจในการทำบุญให้ดี ๆ "
จากนั้นท่านยมบาลจึงตัดสินให้คุณหญิงไปเกิดในโลกมนุษย์เพราะบุญที่ได้บริจาคทรัพย์ของตนเองเพื่อประโยชน์ต่อผู้อื่น
      คราวนี้พอจะเข้าใจบ้างมั้ยว่า บุญ ที่ให้สะสมคืออะไร และทำอย่างไรบ้างที่จะได้ บุญ  เพราะการทำบุญ ถ้าไม่เต็มใจ หรือฝืนใจทำ นั้นไม่เกิด บุญ 
บุญ คือความสุข ความปิติยินดี ความเมตตาสงสาร ที่อยากจะให้อีกฝ่ายนั้นมีความสุข แต่ถ้าไม่เต็มใจ ไม่พอใจ ไม่ชอบใจในการทำบุญ บุญ นั้นไม่เกิดขึ้น และคนนั่นก็ไม่ได้ บุญ
  งั้นแบบนี้ก็ไม่ต้องบริจาค ไม่ต้องสละทรัพย์เพราะสละแล้วไม่ได้บุญใช่มั้ย?
 ก็เหมือนที่ท่านยมบาลได้บอกกับคุณหญิงมาลีไว้ว่า “บุญนั้นเกิดที่ใจและต้องทำด้วยใจ บุญทำได้หลายทาง เพราะบุญคือความดีงาม บุญทำได้จากการแจกทาน บุญทำได้ด้วยการรักษาศีล บุญทำได้ด้วยการฝึกจิตใจให้ใฝ่ในความดี” ฉะนั้นการทำบุญด้วยการสละหรือแจกทาน เราต้องทำด้วยใจที่เป็นสุข ด้วยใจที่เมตตา แต่ถ้าบุญนั้นทำเพื่ออยากที่จะได้ แค่คำว่า..บุญ..จากที่จะได้บุญแบบเต็มๆ กับได้ครึ่งเดียวเหมือนคุณหญิงมาลีที่ทำเพียงอยากได้หน้าตาและชื่อเสียง


      จงมีสติและพิจารณาแต่ละครั้ง ระลึกทุกครั้งเมื่อทำบุญ ว่าเรานั้นทำด้วยใจที่มีสุข ไม่ทุกข์ร้อนเพราะการทำบุญ หรือเราทำเพื่ออยากได้แค่บุญ อยากได้แค่ให้คนนั้นนับหน้าถือตาเราเท่านั้น

แอดมิน เกษา
62
เรื่องเล่ากฏแห่งกรรม / เจ๊กเฮง
« กระทู้ล่าสุด โดย เอ็มเจ เมื่อ กันยายน 20, 2017, 07:34:26 AM »
เป็นเรื่องเล่าแฝงธรรม
         
ครอบครัวของนายเจ๊กเฮงเป็นชาวจีนมาจากแผ่นดินใหญ่ เจ๊กเฮงเป็นลูกชายคนเดียว ที่ถูกปลูกฝังให้เป็นคนที่มีความตระหนี่ถี่เหนียว เมื่อเจ๊กเฮงแต่งงานมีครอบครัว นิสัยความตระหนี่ก็ไม่เคยลดน้อยลงมีแต่ยิ่งมากขึ้นทุกวันๆ จนทุกคนในบ้านเจ๊กเฮงจะรู้ดีว่าอะไรก็ตามที่ได้เงินมาเจ๊กเฮงจะทำหมด แต่ถ้าจะต้องเสียเงิน หรือเสียเปรียบให้กับคนอื่นเจ๊กเฮงจะไม่ทำ มีครั้งหนึ่งในอากาศที่ร้อนอบอ้าว ลูกสาวคนโตของเจ๊กเฮงได้เอาตุ่มน้ำเล็กๆ มาตั้งไว้ที่หน้าบ้าน แล้วเขียนป้ายไว้ว่า "ดื่มได้ น้ำฝน" เจ๊กเฮงเห็นเข้าก็ถึงกับโมโหให้กับลูกสาว เพราะต้องเสียน้ำฝนของตนเอง แล้วยังต้องยกศาลานั่งพักที่ตนเองทำไว้ ให้กับพวกที่ไม่รู้จักมานั่งฟรีๆ อีก
    ความตระหนี่ของเจ๊กเฮงเป็นที่รู้กันดีของคนในหมู่บ้านและนอกหมู่บ้าน เพราะเจ๊กเฮงจะไม่ชอบทำบุญแจกทานให้กับใคร  ถ้าเรื่องการขอบริจาคหรือการเรี่ยไรเงิน อย่าหวังว่าจะได้จากเจ๊กเฮง
      หลายวันต่อมา ในอากาศที่ร้อนอบอ้าว เจ๊กเฮงกลับมาจากข้างนอกบ้าน ด้วยอากาศที่ร้อนจัด เจ๊กเฮงหิวน้ำมากจึงดื่มน้ำเย็นๆ  แต่การที่ดื่มน้ำเย็นจัดในอากาศที่ร้อนจึง ทำให้เจ๊กเฮงช็อกและล้มลงนอนกับพื้นทันที
  เสียงจ๊อกแจ๊กของผู้คน เสียงสัตว์ดังแว่วๆ มาทำให้เจ๊กเฮงลืมตาขึ้น ภาพต่อหน้าเจ๊กเฮงเป็นเหมือนชุมชนที่แออัดไปด้วยคนและสัตว์ที่อยู่รวมกัน มีทั้งคนที่แต่งตัวดูดีเสื้อผ้าขาวสะอาดดูท่าทางเป็นผู้ดีมีฐานะ บ้างแต่งตัวเสื้อผ้าขาดๆ เนื้อตัวสกปรกมอมแมม  มีบ้านที่ดูหรูหราใหญ่โตมโหฬาร บางบ้านดูอลังการอย่างกับวังที่เขาถ่ายให้ดูในละครทีวี บางบ้านผุพังจนหลังคาบ้านก็คุมฟ้าคุมฝนไม่ได้  สัตว์ที่เดินไปมาก็ดูแปลกตา สัตว์บางตัวก็ไม่เคยเห็นมาก่อน บางตัวมีขนเป็นสีทอง บางตัวมีลักษณะที่ดูสวยแปลกตา  เดินสวนผ่านกันไปมา เจ๊กเฮงเดินดูรอบๆด้วยความตื่นตาตื่นใจ เดินมาได้สักพัก สายตาจึงเหลือบไปเห็น “  มงคล” เพื่อนในสมัยเรียนประถมของเจ๊กเฮง 
"มงคล! ลื้อยังไม่ตายเหรอ อั๊วะเห็นลื้อโดนรถชนต่อหน้าต่อตาที่หน้าโรงเรียนตอน ป.๖ ทำไมลื้อมายืนอยู่ตรงนี้"  เจ๊กเฮงจับแขนเพื่อนสมัยเรียนประถมแล้วถามด้วยความแปลกใจ แต่ก็ดีใจที่ได้เจอคนรู้จักบ้างจะได้ถามว่าที่นี่ ที่ไหน
“ อ้าว! เป็นยังไงบ้างเพื่อน"  มงคลเพื่อนสมัยเรียนประถมของเจ๊กเฮงที่ยังคงมีรูปร่างและหน้าตาที่ยังเป็นเพียงเด็กประถมถามขึ้น
"ทำไมลื้อยังดูเด็กอยู่ ไม่แก่เลย"  เจ๊กเฮงถามแล้วยืนทำหน้า งง ๆ
 " ก็ฉันตายตอนอายุ๑๑ ปี อายุของคนตายกับรูปร่างของคนที่ตายไปแล้วมันก็ยังคงอยู่นั่นแหละ แต่จะว่าไปนายเป็นเพื่อนสมัยเรียนประถมฉันเจอนายเป็นคนเเรกเลยนะเฮง ดีใจที่ยังอยู่จนได้ทักเพื่อนเก่าก่อนไป"  มงคลพูดยิ้ม ๆ แล้วเอามือตบที่แขนเจ๊กเฮงอย่างดีใจ
"  ตาย! ลื้อบอกว่าตายรึ อั้ยหย้า! อั๊วะซี้แล่ว!!!! อั๊วะยังไม่อยากตาย"  เจ๊กเฮงร้องไห้ฟูมฟายนั่งเอามือกุมหัวตัวเอง เมื่อรู้ว่าตนเองตายแล้ว แถมยังมาอยู่ที่นี่กับ “มงคล” เพื่อนสมัยเรียนปฐมที่ถูกรถชนตายเมื่อสมัยยังเด็กอีก
"แต่ก็นะ นายยังไม่มีป้ายสีแดงนี่ก็แสดงว่ายังไม่ตาย อีกอย่างคนตรวจเมืองผี (ยมทูต) ก็ไม่ได้มาส่ง แสดงว่านายยังไม่ตายแค่บังเอิญมาเฉย ๆ "  มงคลลูบหลังเจ๊กเฮงด้วยความเห็นใจ
"แล้วอั๊วะจะกลับยังไงล่ะ" เจ๊กเฮงถามด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ อยากที่จะกลับบ้านของตัวเอง
"เอาอย่างงี้ เดี๋ยวฉันเดินไปส่งนายที่ทางออก แล้วไปแจ้งคนตรวจเมืองด้วยกันจากนั้นนายจะได้กลับไปบ้าน"  มงคลชี้ไปที่ทางออกเพื่อจะพาเจ๊กเฮงไปส่ง
ระหว่างเดินไปที่ทางออก สองข้างทางจะมีผู้คนที่เดินไปมา สภาพที่แตกต่างกันไป มีทั้งดูดี กับดูแย่ทำให้เจ๊กเฮงสงสัยขึ้นมา แล้วสะกิดถามมงคลว่า
"มงคล ทำไมคนที่นี่ดูรวยจัง คนที่นี่ทำอาชีพอะไรเหรอถึงได้ดูมีฐานะร่ำรวยมั่งคั่งจริง " เจ๊กเฮงถามมงคลด้วยความสงสัยและดูเหมือนว่าเจ๊กเฮงจะลืมความกลัวที่ตนเองนั้นได้ลงมาที่นี่ไปสนิท
"ไม่มีใครทำอาชีพอะไรหรอก เพราะพวกเขาต้องรอเวลา ไปชดใช้สิ่งที่กระทำมา หรือรอเพื่อถึงเวลาเดินทางไกล คนที่นี่ใช้บุญแทนเงิน ถ้าโลกมนุษย์ใช้เงินหรือต้องมีเงินเท่านั้นถึงจะมีฐานะร่ำรวย กินดี อยู่ดี แต่เมืองผีที่นี่ต้องใช้บุญ ใครมีบุญเยอะก็จะไม่ลำบาก"
 พอมงคลพูดจบก็ชี้ไปที่หญิงชราคนหนึ่งที่แต่งตัวเสื้อผ้าขาด ๆเดินผ่านมาพอดี
"เห็นนั้นมั้ย ยายสมศรีที่เมื่อก่อนเคยเอาไม้ไล่ตีพวกเราเมื่อครั้งพวกเราเด็ก ๆ ที่ไปเอามะม่วงข้างทาง แต่ยายแกบอกว่าเป็นของสวนแก เมื่อสมัยยายสมศรีมีชีวิตอยู่จะหวงของและตระหนี่ยายแกไม่เคยแจกจ่ายของตนเพื่อเกื้อหนุนคนอื่นๆ ทั้งที่ตนเองมีกินมากมาย สุดท้ายยายสมศรีเลยมาลำบากที่นี่ เพราะไม่เคยทำบุญไว้เลย มีแต่เบียดเบียนผู้อื่น ส่วนนั้นพี่สมปองที่ตายตอนไฟไหม้บ้านสวน เห็นบ้านที่เป็นตึกสูงๆ มั้ยนั้นแหละบ้านพี่สมปอง"
มงคลชี้ไปที่บ้านหลังหนึ่งมีลักษณะทรงสูงรอบๆ บ้านมีแต่ของดีมีราคา บ้านดูใหญ่โตอลังการมาก
"พี่สมปองที่เป็นลูกจ้างของยายจัน แกจนมากเลยนะ แกมีฐานะขนาดนี้เลยเหรอ"  เจ๊กเฮงตกตะลึงในความสวยงามบ้านของพี่สมปอง เพราะบ้านพี่สมปองตกแต่งด้วยเพชร นิล จินดา มีแสงวาววับดูสวยงามอร่ามตา "เพราะตอนที่มีชีวิตอยู่ พี่สมปองเป็นคนจิตใจดีชอบช่วยเหลือคนอื่น พี่สมปองได้ทำบุญสะสมความดีมาเยอะพอมาอยู่ที่เมืองผีเลยมีฐานะไม่ลำบาก"

     เจ๊กเฮงมองดูผู้คนที่ตนเองเคยรู้จักมาก่อน อย่างยายสมศรีจากที่เป็นคนรวยมากๆ แต่เป็นคนที่ใจแคบ และไม่ชอบช่วยเหลือใคร กับพี่สมปองคนที่จนมากๆ แต่กลับชอบช่วยเหลือคนอื่น ยายสมศรีที่เมื่อครั้งมีชีวิตจะเป็นคนที่ตระหนี่ ไม่ชอบช่วยเหลือใคร ส่วนพี่สมปองที่มีฐานะยากจนไม่มีแม้กระทั้งบ้านของตัวเองในยามมีชีวิตอยู่ แต่กลับเป็นคนที่มีจิตใจเมตตา ความลำบากของยายสมศรีและความแตกต่างที่เห็นจากพี่สมปองทำให้เจ๊กเฮงนึกถึงตัวเองที่ไม่เคยเเม้แต่ช่วยเหลือใคร แถมยังตระหนี่ในสิ่งที่ตัวเองมี และไม่อยากให้คนอื่นเพราะด้วยความเสียดายในเงินทอง และสิ่งของที่ตัวเองมีอยู่ พอถึงปากทางออกมงคลได้บอกลากับเจ๊กเฮงว่า "สะสมบุญเยอะๆ นะจะได้ไม่ต้องมาลำบากที่นี่" 

เมื่อเจ๊กเฮงได้สติกลับมาก็ทำการแบ่งมรดกให้กับลูกๆ และเมียของตัวเอง ส่วนที่เหลือเจ๊กเฮงนำไปบริจาคให้กับคนยากจน เพราะคิดว่าตัวเองนั้นคงไม่ได้ใช้แล้ว เงินบนโลกนี้ ไม่อาจเอาตามไปใช้ในโลกที่สามได้  มีแต่บุญเท่านั้นที่เอาไปได้ เหมือนกับที่มงคลเพื่อนในสมัยเด็กได้บอกกับเขาไว้ และยังได้ช่วยพามาส่ง ทำให้เจ๊กเฮงได้กลับมาเพื่อแก้ไขในสิ่งที่ตัวเองเข้าใจผิด ให้เข้าใจถูกต้อง ได้กลับมาทำในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยทำ หลังจากนั้นตัวเจ๊กเฮงเองก็มาอยู่ที่วัดป่าเพื่อปฎิบัติธรรม และคอยดูแลพระสงฆ์ที่ปฎิบัติธรรมจนตัวเองได้ตายไปเพราะโรคชรา

         เรื่องราวของนายเจ๊กเฮงนั้น บอกให้รู้ถึงการสะสมบุญนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าบุญนั้นจะเล็กหรือใหญ่ก็คือบุญ จริงๆ แล้วปัจจัยที่สำคัญในโลกมนุษย์คือ "เงิน" แต่เงินนั้นหากเรามี เราใช้แค่ที่เรามี กินเท่าที่มีอยู่ มันก็ทำให้เรานั้นอยู่ได้แบบสบายๆ ไม่ต้องทุกข์เพราะเงิน ฉะนั้นการสะสมบุญการทำบุญ จึงทำได้เสมอไม่จำเป็นจะต้องรอปัจจัยมากมาย เพียงสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดี ไม่เบียดเบียนคนอื่นและตนเอง ค่นี้ก็คือ "บุญ" แล้ว


แอดมิน เกษา
63
เก็บมาจาก.. "ห้องพระเครื่อง" (ตอนที่ 2)
เรื่องเดินไม่หยุด ถึงจุดมุ่งหมาย  dee

เรื่องนี้ก็มีเรื่องที่จะ เปิด หลวงพ่อ ให้พวกเราได้รู้ ครับ ฟังไหม
.
ฟังครับ
.
คิดเรื่องละ 500
กำลังหาเงินใช้หนี้ช่างฯ
.
ผ่อนได้ไม๊ครับ
.
เหลืออยู่ 3-4 คน
รอแป๊บ พิมพ์ได้ช้ามาก
.
รออ่านจ้า สาธุ
.
เค้าว่าพุทธภูมิใจดี..ดูท่าจะจริงนะครับ
.
เรื่องเดินไม่หยุด ถึงจุดมุ่งหมาย

เรื่องนี้ก็มีเรื่องที่จะ เปิด หลวงพ่อ ให้พวกเราได้รู้ ครับ

วันนั้น.. หลวงพ่อ มาพักที่บ้าน 3 สาว(แก่) เอ๋ แอน โอ๋
ถ.คู้บอน กม.8
(แก่.. นี่ หมายถึงแก่กว่าเด็ก)
.
เห็นน้องเขาว่าคุณพี่มหาปราถนาพุทธภูมิ สาธุ สาธุ
.
ยังเด็กๆ ครับ
.
พวกเรารู้ข่าว ก็ไปถวายอาหารเพล

ท่านฉันเสร็จ ก็มานั่งโซฟา ดูผ้ายันต์รอยเท้า (เพิ่งสร้าง) ที่มีจารึก คำว่า..

เดินไม่หยุด ถึงจุดมุ่งหมาย
.
พวกเราและรวมเจ้าของบ้านก็ สิบกว่าคน
.
ท่านถือ ผ้ายันต์ แล้วก็อ่านขึ้นว่า..
เดินไม่หยุด ถึงจุดมุ่งหมาย
.
ผมได้โอกาส เพราะได้รับคำพญากรณ์ เรื่องพระใส มา
ก็พนมมือ เรียนถามหลวงพ่อ ว่า..

หลวงพ่อ ถึงจุดมุ่งหมายแล้ว
หลวงพ่อยังเดินไม่หยุดเลยครับ
.
หลวงพ่อ ตอบสวนทันที แบบว่า ผมถามแทบไม่จบคำ..

หมายถึงว่า จิตท่านรู้ ท่านเร็ว อย่างยอด
.
แล้วท่าน ก็ไม่พูดอะไร

เพื่อนๆ น้องๆ ที่นั่งอยู่ สิบกว่าคน ไม่มีใครรู้ ความกมาย
เพราะไม่มีใครถามต่อ

มีผมคนเดียวที่ถาม ที่เข้าใจ
ซึ่งผมไม่ถามต่อ เพราะว่าเข้าใจ

แต่ที่วัดท่าซุง ผมก็กราบเรียนท่านว่า ที่หลวงพ่อพูดเรื่อง จุดมุ่งหมาย จุดประสงค์ และวัตถุประสงค์

ที่ผมเข้าใจ นั้น ถูกต้องใช่ไหมครับ

ท่านก็รับว่า ใช่
.
นี่รู้ในใจ ท่านก็ยอมรับ
.
เพื่อนๆเข้าใจไหมครับ
.
มาเข้าใจเรื่องพื้นฐานกันก่อน
คำว่า เดินไม่หยุด ถึงจุดมุ่งหมาย คือ...

เราบำเพ็ญ ทาน ศีล ภาวนา ไปเรื่อยๆ ไม่หยุดหย่อน...

วันหนึ่งก็จะถึง จุดมุ่งหมาย คือ พระนิพพาน ใช่ไหม
.
คำว่า เดินไม่หยุด ถึงจุดมุ่งหมาย คือ...

เราบำเพ็ญ ทาน ศีล ภาวนา ไปเรื่อยๆ ไม่หยุดหย่อน...

วันหนึ่งก็จะถึง จุดมุ่งหมาย คือ พระนิพพาน ใช่ไหม
.
ครับ
ใช่ค่ะ
.
ทีนี้ ที่หลวงพ่อ ตอบว่า
นอกจากจุดมุ่งหมาย แล้วยังมี จุดประสงค์ และวัตถุประสงค์ ละครับ
ใครเข้าใจบ้าง
.
มาดูคำถามผมก่อน
อารมณ์ที่ผมกราบเรียนถามหลวงพ่อ...
.
ต้องดูที่อารมณ์ของผม..

หลวงพ่อถึงจุดมุ่งหมายแล้ว หลวงพ่อยังเดินไม่หยุดเลยครับ
.
หมายความว่า อะไร..
แปลเป็นภาษาที่เข้าใจง่ายๆ ว่า

ในเมื่อ คำว่า จุดมุ่งหมาย คือ พระนิพพาน ใช่ไหม...
.
ค่ะ
สาธุ
.
ผมก็ถามหลวงพ่อว่า..
(อันนี้เป็นคำแปล)

หลวงพ่อเป็นพระอรหันต์แล้ว
แต่หลวงพ่อยังเดินไม่หยุดเลยครับ

กราบ
กราบ
กราบ

หมายถึงว่า ท่านมีกิจนิมนต์ในประเทศ ต่างประเทศ แบบว่า แทบไม่ว่างเว้น
.
อนุโมทนา
.
ท่านอธิบายเพิ่มว่า
นอกจากจุดมุ่งหมาย

ยังมีจุดประสงค์
และ วัตถุประสงค์อีก
.
อ่อ สาธุ สาธุค่ะ
.
เข้าใจไหมครับ
ผมเข้าใจ เพราะหลวงพ่อ ไม่อธิบายเพิ่ม

ปกติ ธรรมดา ท่านต้องอธิบายใช่ไหม
.
ค่ะ
.
ที่ผมเข้าใจ...
(ตอนหลังที่วัดท่าซุง ผมเรียนถามท่าน ว่า ผมเข้าใจถูกต้องไหม ท่านก็รับว่า ใช่)
.
นอกจากจุดมุ่งหมาย (พระนิพพาน)

ยังมีจุดประสงค์ (พระโพธิญาน)
และ วัตถุประสงค์อีก (ลูกหลาน)

จะเข้าใจไหมครับ
.
เข้าใจแล้วค่ะ
แม้จะถึงพระนิพพานแล้วแต่หลวงพ่อยังคงสงเคาะห์ช่วยเหลือลูกหลานอยู่ ถูกมั้ยค่ะ
.
หมายความว่า ท่านกำลังตามเก็บลูกหลานบริวารของท่านไปนิพพานด้วยกัน ใช่ไหมครับ
.
นอกจากจุดมุ่งหมาย (พระนิพพาน)

ยังมีจุดประสงค์ (พระโพธิญาน)
คือ จุดประสงค์เดิม ท่านปรารถนาเพื่อพระโพธิญานมานานนับไม่ถ้วนกัป แต่มาละลาจาก เป็นสาวกภูมิวิสัย เป็นพระอรหันต์ตัดตรง เพื่อพระนิพพาน

และ วัตถุประสงค์อีก (ลูกหลาน) ท่านต้องเก็บ ต้องขน ต้องผลักดัน ลูกหลาน ในเครือของท่าน ให้เข้าพระนิพพาน ให้หมด...

จึงเป็นที่มาของ อายุท่านต้องยืนยาว

ต้องเพียรเก็บลูกหลานที่เพิ่งเกิดบ้าง ยังไม่เกิดบ้าง

พวกเรา ก็เหมือนลูกหัวปลี
ลูกที่ดี ต้องช่วยพ่อ ให้สมปรารถนาของท่าน ด้วยความสามัคคีแก่กันและกัน
ใช่ไหม

ใครไม่ใช่ลูกหลาน ไม่อยู่ในเครือ เดี๋ยวเขาก็ต้องถอยออกไปเอง...
.
เคยอ่านในหนังสือหลวงพ่อวัดท่าซุงเล่มไหนจำไม่ได้..ว่าถ้าใครปราถนาพระโพธิญาณ..ถ้าหากลาแล้ว..และเข้าพระนิพานได้แล้วต้องทำหน้าที่พระโพธิญาณไปอีกจนจะละสังขาร..ประมาณนี้ค่ะ
.
ถ้าผิดกราบขออภัยนะค่ะ
.
แล้วแต่ บารมี ของแต่ละองค์ครับ
.
สาธุค่ะ
.
หลวงปู่มั่น หลวงปู่แหวน ก็พุทธภูมิเก่า ทั้งนั้น
.
ถ้ายิ่งบารมีแก่กล้า ลูกหลานเยอะ เจ้าหนี้มาก ก็ต้องใช้เวลาเก็บไป นานหน่อย

หลวงพ่อหนุน มีเกณฑ์ ที่ 150 ปี

บารมีแก่กล้า แค่ไหน
ไม่ทราบเหมือนกัน

ตอนนี้ท่าน เดินสายเก็บลูกหัวปลีก่อน

อย่าดื้อ อย่าด้านต่อพ่อฯ กันเลยนะครับ...

ช่วยๆกัน สามัคคีกัน
มองผลประโยชร์ของวัดฯ เป็นหลัก ช่วยพัฒนาวัด เป็นฐานสำคัญ ที่จะช่วยผลักดัน ส่งเสริมให้ทั้งคน พรหม เทพเทวา ที่จักพากันเข้าสู่พระนิพพาน อีกมากประมาณมิได้

อานิสงส์ลูกหัวปลี ก็มีมาก ฉะนี้ แล
.
กราบ กราบ กราบ
หลวงพ่อเจ้าค่ะ
.
หลวงพ่อ สร้างพระแล้วนำไปให้ ลป.คำพันธ์ เสก
(ท่านเคารพ ลป.คำพันธ์ เป็นอาจารย์.. เรื่องนี้ก็มีเรื่องเล่า)

หลวงปู่ฯ ก็บอกว่า เต็มแล้ว จะเสกอะไรอีก
.
เรื่องเล่านี้ แปะ ไว้ก่อน
ใครจำได้ ก็ทวงละกัน นะครับ
.
หมายเหตุ

เรื่องที่เล่าสู่กันฟังนี้ เป็นความเข้าใจของผม เท่านั้น
ไม่บังอาจ ตีเสมอพระจอมไตร พยากรณ์พระอรหันต์
ถ้าจะว่า ผมบ้าไปแล้ว ก็เป็นเรื่องธรรมดา

เรื่องนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับหลวงพ่อฯ
ตรงที่ท่านไม่ได้สั่งให้ผม ออกมาพูดอย่างนี้

ดังนั้น จึงขอได้โปรดอย่าจาบจ้วงต่อท่านฯ เลยนะครับ

ถูก ผิด ประการใด กระผมฯ ขอน้อมยอมรับผิด ด้วยประการทั้งปวง ด้วยชีวิต.

ขอบคุณข้อมูลจากพี่หลงและพี่มหาคะ
.
64
เรื่องเล่าจากลูกศิษย์ / หลวงพ่อหนุนฯ ที่ผมสัมผัส
« กระทู้ล่าสุด โดย เกษา นักบุญยาจก เมื่อ กันยายน 20, 2017, 01:45:31 AM »
หลวงพ่อหนุนฯ ที่ผมสัมผัส  dee
จาก ห้องพระเครื่อง (ตอนที่ 1)
.
.
สมัยก่อน ประมาณ 20 ปี ที่ผ่านมา

ผมได้รู้จัก ได้กราบหลวงพ่อฯ ที่นอกวัด (ตอนนั้นเรียกหลวงพ่อ ว่า พระอาจารย์)

สมัยก่อน จะพบหลวงพ่อ ไปคู่ กับหลวงพี่(หลวงพ่อ)ชัยวัฒน์ วัดท่าซุง เป็นประจำ

มีคนแนะนำว่า นี่ พระอาจารย์หนุน ท่านปรารถนาพุทธภูมิ น๊ะ

มันก็เตะใจ เพราะใจชอบเป็นทุน

ก็พยายามเข้ากราบเพื่อจะกราบเรียนถามเรื่อง ความปรารถนาพุทธภูมิ

พยายามหาโอกาส ว่าง ไม่มีคน ก็เข้าไปกราบ และเรียนถามว่า "เรื่องความปรารถนาพุทธภูมิ เป็นอย่างไร บ้างครับ"

ที่ถามนี่..
1 อยากรู้วิสัยท่าน
2 อยากให้ท่านสอนแนวทาง

หลวงพ่อฯ ก็มองหน้า.. ยิ้มๆ ยิ้มอย่างปัจจุบัน นี่แหละครับ ตอบว่า "เออๆ เดี๋ยวก็รู้เองแหละ"

จะถามต่อ คนก็เข้ามากันอีก ไม่ได้ถามต่อเลย

เป็นอย่างนี้ ถึง 3 ครั้ง
ผมได้ถามคำถามเดิม
หลวงพ่อตอบแบบเดิม
คนเข้ามา ผมถามต่อไม่ได้

ผมก็เลยเลิกถามไป
และที่มีโอกาส เข้ามาที่วัดพุทธโมกข์ ก็ปี 51, 52 จำไม่แม่น

เลยใกล้ชิด แต่อารมณ์เดิมๆ คือ เกาะว่า หลวงพ่อ คือพระโพธิสัตว์... เสมอมา...

ลองตามมาดูสักนิด จะเข้าใจ
.
.
วันงานธุดงค์ วัดท่าซุง ปีที่ผ่านมา(2558) ที่บ้านโยมอุปถาก หลังวัด ทางไปป่าธุดงค์

ทิว นวดหลวงพ่อ และผม
2 คน กับ 1 องค์ ที่ระเบียงบ้าน

นั่งเปิดหลวงพ่อ ทั้งหมดเลย
พูดถึงเรื่องอดีต ที่ผมดื้อด้าน และโง่ คิดอย่างเดียวว่า หลวงพ่อฯ มั่นในพุทธภูมิ ไม่ยอมละลา

ที่ไหนได้ ผมโง่ไปเอง
ปี 2555 อาจารย์พ่อสุรชัยฯ ที่ท่านคล่องในมโนฯ คล่องในญานแปด ท่านเปิดให้ผมทราบว่า หลวงพ่อฯ เป็นพระอริยะ ผมเองกลับยังมึน ดื้อด้าน

กระทั่ง ปี 2557 อ.พ่อสุรชัยฯ กำหนดจิตขึ้นตรงต่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพยากรณ์ว่า และอ.พ่อฯ ลืมตามา ยิ้ม หัวเราะตามสไล์ของท่าน แล้วบอกว่า..

"ดีใจด้วย มหาฯ พระใสๆ มหาจะได้เจอพระอย่างนี้(พระใส) อีก 5 องค์"

ผมยังตะแบงๆ ว่า โอโฮ ผมดื้อขนาดนี้ จะเจออีกหรือครับ

ท่านฯ บอกว่า บุญที่เนื่องกัน ย่อมได้พบเจอกัน เป็นครูบาอาจรย์สืบๆกันมา

ที่เล่าเรื่องย้อนในอดีต นี้
ผมได้ย้อน และเล่าให้หลวงพ่อฯฟัง ในวันที่ ทิว นวดให้หลวงพ่อฯ อยู่นั่นเอง..

ดังนั้น ทิว เป็นพยานได้
.
วันนั้น (ต่อหน้าหลวงพ่อฯ)ผมพูดถึงเรื่อง คำพยากรณ์ขององค์สมเด็จพระจอมไตร ที่องค์หลวงพ่อฯ วัดท่าซุง ได้แสดงไว้ว่า..

"ในสมัยกึ่งพุทธกาล จะมีพระโพธิสัตว์ใหญ่ สองพระองค์ มาช่วยจรรโลงพระศาสนา ทำให้เกิดพระอริยบุคคล มาก พอๆกับสมัยที่พระองค์ทรงพระชนมาชีพอยู่"

ผมก็กล่าวกับหลวงพ่อหนุนฯ ว่า องค์หนึ่งนั้น ผมมั่นใจแน่นอน คือ องค์หลวงพ่อฯ วัดท่าซุง

ส่วนอีกองค์หนึ่งนั่น ผม ก็ได้ติดตาม คอยดู ตามหา มานาน แต่ก็ยังไม่พบเห็น

หลวงปู่ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม อ.ลี้ ลำพูน

ท่านทรงพระนิยตโพธิสัตว์ แต่ก็ไม่สอนใครไปพระนิพพาน มีแต่บอกลูกหลานว่า ใครบารมีแก่กล้า ไปพระนิพพานได้ ไปเลยลูก ไม่ต้องรอพ่อ พ่ออีกนาน"

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงพระนิยตโพธิสัตว์ เหลืออีกเพียง 5 ชาติ ก็จะบรรลุซึ่งพระโพธิญาน

พระองค์ท่าน ก็ไม่แนะนำใครไปพระนิพพาน ท่านเพียรต่อสู้กับความยากจนของประชาชน ถ้าประชาชน มีความสุข พระองค์ก็สุขใจ

ทีนี้ ผมตามหลวงพ่อ มานานนับ 20 ปี แต่ใจมันครุ่นคำนึงเพียงอย่างเดียวว่า หลวงพ่อ ทรงเปี่ยมพุทธภูมิ เหลือเพียง 7 ชาติ ที่คนใกล้ชิด ต่างก็ออกเสียงเป็นเสียงเดียวกันว่า โห้ยยย หลวงพ่อ ไม่ลา หลวงพ่อไม่ลา จะลาทำไมเหลืออีกเพียง 7 ชาติ

ซึ่งใจผม จึงเอนเอียง เนื่องด้วยรักในพระโพธิญาน ใกล้ชิดหลวงพ่อ คิดว่าจะเรียนวิชาพระโพธิญาน

ขนาด อ.พ่อฯ พูดเปิดให้ฟัง ตั้งแต่ ปี 55 ว่า หลวงพ่อเป็นพระอริยะ ผมยังมึนเลย ว่า เอ พระโพธิสัตว์ จะเป็นพระอริยะ ได้อย่างไร ท่านจะเป็นก็ต่อเมื่อ บรรลุพระโพธิญาน ด้วยพระองค์เอง เท่านั้น

กระทั่ง ปี 57
ลีลาครูบาอาจารย์ ท่านรู้ว่า ไอ้เจ้านี่ มันดื้อ พูดเองไม่เชื่อ เลยกำหนดจิตถามตรงต่อองค์สมเด็จประประทีปแก้ว และพยากรณ์ ว่า "พระใส"

ทีนี้ ผมจึงเริ่มเคาะความโง่ออก เชื่อมั่นในคำตรัสพยากรณ์

แต่ ก็นั่นแหละครับ หลวงพ่อ ไอ้ที่เลว มันก็ยังเลว ขนาดพระจอมไตรตรัสพยากรณ์ มันก็ยังคาใจอยู่อีกนิด...

จึงโทร.ไปหา พี่ตุ่ม(แม่ชีตุ่ม) หลานหลวงพ่อฯ ว่า..

พี่ตุ่มครับ พี่เข้าใจไหมว่า พระโพธิสัตว์ นี่ ถ้าไม่ลาจากพุทธภูมิ เป็นพระอริยะ ไม่ได้

เข้าใจ พี่เข้าใจ

พี่ตุ่มครับ พี่อยู่ใกล้ชิดหลวงพ่อ ถามจริงๆเถอะครับว่า หลวงพ่อเราลาจากพุทธภูมิหรือยัง

เอ.. อันนี้ ก็ไม่แน่ใจน๊ะ แต่มีอยู่วันหนึ่ง หลวงอา ท่านทำงานหนักมาก มืดค่ำ ไม่หยุดหย่อน จึงกล่าวกับหลวงอา ด้วยความเป็นห่วงสุขภาพ ว่า
"โห หลวงอา ทำงานหนักจังเลย ไม่สงสารร่างกายบ้างเลยหรือ"

หลวงอา(คือหลวงพ่อฯ) ตอบว่า..
"ช่างมันเถอะขันธ์ห้า คำว่า ร่างกาย ใช้มันให้คุ้ม ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย"

อันนี้.. ทบทวนคำพูดของพี่ตุ่ม(แม่ชี) เล่าให้หลวงพ่อฯ ที่นอนให้ ทิว นวดอยู่ ฟัง

ท่านก็ ยิ้ม...

หลังจากได้รับทราบจากคำพยากรณ์ของพระพุทธเจ้า (ผ่าน อ.พ่อ สุรชัย)

ได้รับคำบอกเล่า จากพี่ตุ่มฯ

ผมเลย ตัดใจ ทำใจได้ วางอารมณ์ใหม่ ว่าหลวงพ่อ อิ่มแล้ว

ผมได้กราบเรียน ย้ำว่า...
หลวงพ่อครับ พรที่หลวงพ่อ ให้ผมไว้ ว่า..

"เออๆ เดี๋ยวก็รู้เองแหละ"

เวลานี้ ผมรู้แล้วใช่ไหมครับ

หลวงพ่อฯ ก็นอนยิ้มอย่างเดียว
(ราวกับว่า เออๆ เองโง่มา 20 ปี)

ทีนี้ ทำให้ผม มานึกย้อนถึงคำพยากรณ์ของพระพุทธเจ้า เรื่อง 2 พระโพธิสัตว์ใหญ่ ทำให้ผมนึกย้อน น้อมเข้ามาที่หลวงพ่อฯ ครับ (หลวงพ่อ นอนฟัง ทิว ก็นวดไปเรื่อยๆ)

ยิ่งมาเจอคำที่พรหม เทพเทวา ที่มาอาราธนา ว่า หลวงพ่อ จะอยู่ ได้ 150 ปี ทำให้ผมคิดได้ คิดถึง ว่า พระโพธิสัตว์ องค์นั้น คือ หลวงพ่อฯ นี่เอง

หลวงพ่อฯ ท่านนอนยิ้ม ไม่มีเสียงปฏิเสธอะไร ในเรื่องที่ผมกล่าวถึง ทั้งหมด

ยังมีอีก หลายเรื่องด้วยกัน...

ขอบคุณข้อมูลจากพี่มหาและพี่หลงคะ
65
เรื่องเล่าธรรมทาน / ย้ายแล้ว: ...พี่สติ...
« กระทู้ล่าสุด โดย เอ็มเจ เมื่อ กันยายน 19, 2017, 10:54:36 PM »
หัวข้อนี้ได้ถูกย้ายไปบอร์ด เกษา นักบุญยาจก.

http://www.banloktip.com/webboard/index.php?topic=4815.0
68
เรื่องเล่าธรรมทาน / ย้ายแล้ว: บุญช้วย
« กระทู้ล่าสุด โดย เอ็มเจ เมื่อ กันยายน 19, 2017, 10:52:46 PM »
หัวข้อนี้ได้ถูกย้ายไปบอร์ด เรื่องเล่ากฏแห่งกรรม.

http://www.banloktip.com/webboard/index.php?topic=4885.0
69
เรื่องเล่าธรรมทาน / ย้ายแล้ว: แฝงกิน 2(ต่อตอนจบ )
« กระทู้ล่าสุด โดย เอ็มเจ เมื่อ กันยายน 19, 2017, 10:52:34 PM »
หัวข้อนี้ได้ถูกย้ายไปบอร์ด เรื่องเล่ากฏแห่งกรรม.

http://www.banloktip.com/webboard/index.php?topic=4900.0
70
เรื่องเล่าธรรมทาน / ย้ายแล้ว: นาคีน้อย
« กระทู้ล่าสุด โดย เอ็มเจ เมื่อ กันยายน 19, 2017, 10:52:16 PM »
หัวข้อนี้ได้ถูกย้ายไปบอร์ด เรื่องเล่ากฏแห่งกรรม.

http://www.banloktip.com/webboard/index.php?topic=4889.0
หน้า: 1 ... 5 6 [7] 8 9 10



Banloktip.com ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 20-เมษายน-2012 ..เพื่ออุทิศให้ คุณพ่อสำเร็จ ทิตาวงศ์