กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้


ข่าวประกาศ โดย บ้านโลกทิพย์

ทุกท่านสามารถเข้าไปดูหนังสือของเว็บบ้านโลกทิพย์ ตามปุ่ม E-Book ข้างล่างเลยนะครับ






เว็บบ้านโลกทิพย์กำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงระบบ และ เว็บบอร์ด อาจมีการลบข้อมูลบางกระทู้ออก
Happy New Year 2017 | สวัสดีปีใหม่ 2560

ขออวยพรให้ทุกๆท่านโชคดีตลอดปีไก่ มีความสุขถ้วนหน้า อย่าเจ็บ อย่าจน สาธุ

ใครที่สนใจสั่งจองหนังสือเรื่องความเชื่อโลกที่สาม อ่านรายละเอียดได้ที่นี่ครับ!!!

กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 ... 5 6 [7] 8 9 10
61
เรื่องเล่าธรรมทาน / ย้ายแล้ว: นรกบนดิน ตอน มรดกกรรม
« กระทู้ล่าสุด โดย เอ็มเจ เมื่อ กันยายน 19, 2017, 10:50:43 PM »
หัวข้อนี้ได้ถูกย้ายไปบอร์ด เรื่องเล่ากฏแห่งกรรม.

http://www.banloktip.com/webboard/index.php?topic=4910.0
62
เรื่องเล่าธรรมทาน / ย้ายแล้ว: ฝึกตาย ก่อนตาย
« กระทู้ล่าสุด โดย เอ็มเจ เมื่อ กันยายน 19, 2017, 10:50:31 PM »
หัวข้อนี้ได้ถูกย้ายไปบอร์ด เรื่องเล่ากฏแห่งกรรม.

http://www.banloktip.com/webboard/index.php?topic=4917.0
63
เรื่องเล่าธรรมทาน / ย้ายแล้ว: นรกบนดินตอน ไม่ทำผิดซ้ำ
« กระทู้ล่าสุด โดย เอ็มเจ เมื่อ กันยายน 19, 2017, 10:50:21 PM »
หัวข้อนี้ได้ถูกย้ายไปบอร์ด เรื่องเล่ากฏแห่งกรรม.

http://www.banloktip.com/webboard/index.php?topic=4918.0
64
เรื่องเล่าธรรมทาน / ย้ายแล้ว: ยังคงวนเวียนอยุ่
« กระทู้ล่าสุด โดย เอ็มเจ เมื่อ กันยายน 19, 2017, 10:50:08 PM »
หัวข้อนี้ได้ถูกย้ายไปบอร์ด เรื่องเล่ากฏแห่งกรรม.

http://www.banloktip.com/webboard/index.php?topic=4919.0
65
เรื่องเล่าธรรมทาน / ย้ายแล้ว: กรรมเหมาเจาะ
« กระทู้ล่าสุด โดย เอ็มเจ เมื่อ กันยายน 19, 2017, 10:49:55 PM »
หัวข้อนี้ได้ถูกย้ายไปบอร์ด เรื่องเล่ากฏแห่งกรรม.

http://www.banloktip.com/webboard/index.php?topic=4949.0
66
เกษา นักบุญยาจก / อุทิศบุญ
« กระทู้ล่าสุด โดย เกษา นักบุญยาจก เมื่อ กันยายน 19, 2017, 10:43:19 PM »
 ;)

...อุทิศบุญ..

เรื่องราวที่จะเขียนต่อไปนี้เป็นเพียงปัจจัตตังเท่านั้น ขอให้อ่านเพื่อความบันเทิง


..อุทิศ คือ มุ้งหมายเจาะจง, เพ่งเล็งถึง, สละให้, ทำเพื่อ .

..บุญ คือ ความดีงาม, ความประพฤติดี ประพฤติชอบทางกาย วาจาและใจ

อุทิศบุญ คือ การส่งมอบ หรือสละความดีงามให้ผู้อื่น สละความสุขให้ผู้อื่นหรือส่งมอบให้ผู้อื่น ด้วยกายวาจาและใจ

       ฉะนั้นใครก็ตามที่ได้รับความดีงาม และความสุขจากบุคคลที่ได้มอบให้ ผู้ได้รับนั้นก็จะดีใจและปลื้มใจเช่นกันถึงแม้ว่าบุคคลนั้นจะรู้จักกัน หรือไม่เคยรู้จักกันมาก่อนก็ตาม
บุญที่ส่งให้กันนั้นไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นสิ่งของหรือเงินทอง แต่อาจจะเป็นความรู้สึกที่ดี ๆ ความเป็นมิตรไมตรีที่ดี หรือความเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน นั้นก็คือการอุทิศบุญให้กันแล้วคะ

..ส่วนการอุทิศบุญนั้นเราสามารถให้กับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ได้หรือเปล่า??
..เจ้ากรรมนายเวรเขาจะโกรธเราหรือเปล่าที่เราอุทิศบุญให้กับเขาคนนั้น ??
          ...ขอตอบว่า เราสามารถอุทิศบุญให้กับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ได้คะ และการอุทิศบุญนั้นไม่เกี่ยวกับเจ้าหนี้ของบุคคลที่เรานั้นอุทิศบุญให้คะ เมื่อบทความก่อน ๆ สาเองก็เคยได้เขียนถึงเรื่อง “ยิ่งให้ ยิ่งได้” ฉะนั้นการอุทิศบุญอันนี้ก็เหมือน ๆ กันคะ
       แต่เราต้องแยกแยะให้ออกระหว่างใครคือคนกระทำกรรม ใครคือเจ้าหนี้ ใครคือลูกหนี้คะ
    การที่เรานั้นอุทิศบุญให้กับคนรอบข้างเราที่ยังมีชีวิตอยู่เป็นสิ่งที่ดีคะ เพราะการอุทิศบุญนั้นคือ การส่งความรู้สึกที่ดีงาม ความสบายอก สบายใจหรือที่สมัยนี้เขาเรียกกันว่า ส่งมอบพลังงานบวกให้กันและกันนั้นเอง และพลังงานตัวนี้จะไม่เกี่ยวกับเจ้าหนี้ มันคนละส่วนกันคะ
     ยกตัวอย่างว่า เพื่อนของเรานั้นทะเลาะกันไม่คุยกันโกรธกันและไม่ยอมมองหน้ากันแต่เรานั้นไม่ได้โกรธด้วย ก็เหมือนปกติทุกวันที่เราเคยซื้อน้ำไปฝากเพื่อนเราสองคนนี้ เราก็ซื้อไปฝากแบบเดิมตามปกติ เพื่อนทั้งสองคนก็รับน้ำเราตามปกติธรรมดา เพราะเขานั้นไม่ได้โกรธเรา และเราไม่ได้ทำให้เขาขุ่นเคืองใจอะไรคะ ที่เขาโกรธกันคือเพื่อนอีกคนที่ไม่ใช่เรา

....ฉะนั้นกรรมใครกรรมมันคะไม่มีใครได้รับหรือชดใช้ให้กันได้ มีบางกรณีเท่านั้นคือทายาทกรรมคะ
ทายาทกรรมคือ ลูกหลานของเรานั้นเองคะที่ต้องได้รับกรรมที่ถ่ายทอดไปแต่มันก็น้อยมากที่จะเกิดขึ้นคะ

ฉะนั้น กรรม คือการกระทำ และใครทำกรรมใด ก็กรรมของคนนั้น การอุทิศบุญก็คือการส่งมอบความรู้สึกดี ๆ ให้กับคนอื่นรอบข้างหรือคนที่เรารัก ฉะนั้นจึงแตกต่างกัน กรรมกับบุญ ถ้าใครบอกว่า

 “อย่าให้บุญกับคนนั้น คนนี้นะเดี๋ยวติดกรรมได้รับกรรมจากเขามา”

อันนี้เข้าใจผิดอย่างมากเลย เมื่อใครทำกรรมไว้คนนั้นก็ต้องเป็นคนชดใช้เอง หรือรับผลเองคะ เราคนนอก หรือเขาคนนอก ไม่สามารถรับกรรมจากเขาได้คะ ส่วนเรื่องการอุทิศบุญให้กับเจ้าหนี้ หรือเจ้ากรรมนายเวรนั้น จริง ๆ แล้วลูกหนี้ใคร เจ้าหนี้ใครก็ต้องจัดการกันเอาเองคะ แต่เมื่อเราให้เขาเขาก็รับคะ แต่คนละส่วนกับเจ้าหนี้ลูกหนี้ของเขาคะ
  แต่ถ้าเรานั้นจะอุทิศให้กับเจ้ากรรมนายเวรของ พ่อ แม่ พี่น้อง ลูก ๆ ของเราละได้หรือเปล่า??
...ตอบว่าได้คะ แต่เขาก็รับนะคะ แต่เจ้ากรรมนายเวรของ พ่อ แม่ พี่น้อง ลูก ๆ ของเราก็ใช่ว่าจะหมดกรรมต่อกัน หรือเราจะชดใช้แทนเขาได้ แต่จะเหมือนคนช่วยเจรจา และพูดเกลี่ยกล่อมให้เขานั้นช่วยหยุดมองดู หรือช่วยให้ยอมกันเท่านั้น แต่ไม่สามารถชดใช้ ให้กันได้คะ

...ฉะนั้น การอุทิศบุญ
...กรรม ที่เกิดจากการกระทำ
..เจ้าหนี้ หรือเจ้ากรรมและนายเวร
..คนกระทำกรรม
..และคนนอก
ทั้งหมดนี้ต่างกันนะคะ การอุทิศบุญเป็นสิ่งที่ดีคะ อนุโมทนา
67
"พุทธานุสติ"

โดย หลวงพ่อหนุน สุวิชโย
วัดพุทธโมกข์ จ.สกลนคร

ในระหว่างการเข้าปริวาสกรรม ทุกช่วงย่ำสนธยา เวลาประมาณ 6 โมงครึ่ง ถึงหนึ่งทุ่ม
หลวงพ่อหนุน จะขึ้นธรรมมาส เล่าประวัติ และเรื่องราวต่าง ๆ ของท่านให้ฟังทุกวัน
ท่านเล่าถึง การออกธุดงค์ครั้งแรก ของท่าน กับหลวงตาอะไร ผมจำชื่อไม่ได้
ได้ธุดงค์ร่วมกันสององค์ เวลาปักกลด ก็ปักห่าง ๆ กัน
ท่านว่า พออาทิตย์ตกดิน บรรยากาศเงียบ วังเวง ว้าเหว่ จนน่ากลัว
ได้ยินเสียงสัตว์ป่าร้อง ยิ่งน่าใจหาย จะออกจากกลดไปหาหลวงตา ก็ไม่ได้
ท่านว่า ท่านนั่งกลัวอยู่คนเดียว ในกลด

จนท่านคิดในใจ ว่า ในสามโลกนี้ จะมีอะไรยิ่งใหญ่เกินพระพุทธเจ้าไม่มี
ท่านฯ จึงขอให้พระพุทธเจ้าคุ้มครอง
ทันใดนั้น ท่านบอกว่ามีความรู้สึก เหมือนมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ ลอยจากอากาศ มาครอบกลดท่าน

องค์พระสีทอง ขนาดใหญ่ คลุมกลดท่านอยู่
(ท่านเปรียบให้ฟังเหมือนสุ่มไก่ครอบไว้)

ทันใดนั้น ความกลัวได้หายเป็นปลิดทิ้ง นึกให้กลัว ก็ไม่กลัว

จากนั้นท่านว่า "จะทำอะไร ก็จะนึกถึงพระพุทธเจ้าเสมอ"

บันทึก และถ่ายทอด : คุณมงกุฏเพชร คงวรานันท์
68
พระธรรมเทศนา ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อหนุน สุวิชโย วัดพุทธโมกข์ จ.สกลนคร ในคืนของการเจริญพุทธมนต์สวดมนต์ข้ามปี ๒๕๕๘ ณ วัดพุทธโมกข์ จ.สกลนคร
-------------------------------------

สิ่งที่ล่วงไปแล้วไม่ว่า ดีหรือไม่ดี ชั่วผิดหรือถูก ไม่ว่าบุญหรือบาป วันเดือนคืนปี มันเอาคืนไม่ได้สักอย่าง  คือมันล่วงไปแล้ว แต่ที่จะได้มาคือการศึกษาสัมผัส เป็นบทเรียนที่จะหยั่งรู้ครบถ้วน ที่ประสบพบเห็นปัญหา

หมายความว่ายังไง ก็เป็นที่ตั้ง เพื่อที่จะได้ปรับปรุงแก้ไขชีวิตใหม่ เราขาดสติไป เราก็มาตั้งสติใหม่ เริ่มต้นชีวิตใหม่

ที่เหลือนี่จะเอาอะไร เราจะเอาอะไร ต้องการอะไร มงคลคือความเจริญ ความเจริญหมายถึงความพร้อม นักเลงพอ  ยอมรับสภาพความเป็นจริงสิ่งของสรรพสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นอนิจจัง ถ้าไปรับก็เป็นทุกข์

ถ้าต้องการความสุข ก็แค่ให้มันผ่านไป ยอมรับว่าจบไปแล้ว ผ่านไปแล้ว เป็นอนัตตา ไม่มีตัวตน เหมือนฝันนอนตื่นก็ไม่มีอะไร แต่ความทรงจำในฝันนั้น ก็พอที่จะระลึก ผ่านไปแล้วก็ไม่มีอะไร

คนทุกคนก็ต้องการอยู่เป็นสุข ต้องการร่ำรวย ต้องเป็นมงคล ความเจริญ เป็นการเจริญในการบริหารชีวิต

ผู้บันทึก : ทิดทิว ยิ่งเฮง โชคดี
69
หลักการ   "วิชาพุทโธระเบิด  หรือ มโนมยิทธิเต็มกำลังตามแบบให้ได้ผลเร็ว"
(รวบรวมจากคำสอนของ หลวงพ่อหนุน สุวิชโย)

การฝึกมโนมยิทธิวิปัสสนาญาณ   เป็นการพัฒนาจิตรูปแบบหนึ่ง   ซึ่งมีลำดับขั้นตอนที่ไม่ซับซ้อน   หากมีความเข้าใจในหลักการแล้ว  จะสามารถฝึกได้ง่าย  ไม่จำกัดเฉพาะใครคนใดคนหนึ่ง   แต่ต้องเป็นบุคคลที่ประกอบด้วยศรัทธา และความเพียร จดจ่อ อย่างต่อเนื่อง ไม่หยุด แบบสบายๆ  เท่านั้น  จึงจะมีโอกาสปฏิบัติได้สำเร็จ

มโนมยิทธิ  หากฝึกได้สำเร็จ  และ ตั้งจิตไว้ชอบ จะนำประโยชน์มาให้แก่ผู้ฝึกตั้งแต่ต้น จนถึงที่สุดแห่งทุกข์  คือ  พระนิพพานได้   แต่ถ้าตั้งจิตไว้ผิด  ก็อาจจะส่งผลให้ต้องเวียนว่ายอยู่ในกองทุกข์ไปอีกนานเท่านาน

ข้าพเจ้าได้มีโอกาสอุปฐากพระอาจารย์หนุน สุวิชโย ซึ่งเป็นพระอาจารย์ที่ข้าพเจ้าเคารพ นับถือ ท่านได้มีโอกาสฝึกวิชามโนมยิทธิกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤาษี  ซึ่งเป็นพระบูรพาจารย์ของการฝึกวิชานี้  จึงเป็นโอกาสดีที่ข้าพเจ้าที่ได้โอกาสซักถามสิ่งที่สงสัย ให้กระจ่างมากขึ้น

เหตุนี้ข้าพเจ้าจึงได้รวบรวมเกร็ดธรรมคำสอนเหล่านี้   เพื่อที่ท่านผู้อ่านที่มีความสนใจ จะได้นำไปใช้ประโยชน์  น้อมนำคำสอนเหล่านี้มาปฏิบัติ   จะได้รู้และเข้าใจ   สัมผัสได้ด้วยตัวเอง   สามารถนำวิชานี้ ไปใช้ในการตัดกิเลส  เข้าสู่พระนิพพาน  ได้ในที่สุด

๑ .  มโนมยิทธิคือ อะไร
มโนมยิทธิ  คือ   การฝึกจิตให้มีกำลังและปัญญา   จนสามารถเข้าถึงความเป็นหนึ่ง  ส่งผลให้จิตนั้นๆ  แยกออกจากกายหยาบ   ไปศึกษาสัมผัสธรรมชาติทั้งหยาบ   กลาง  ละเอียดได้  จนที่สุด คือ  จิตเกิดปัญญาเห็นแจ้งว่าร่างกายไม่ใช่เรา  เราไม่มีในกาย  และ กายไม่มีในเรา   นำไปสู่สภาวะว่างอย่างยิ่ง   สุขอย่างยิ่ง  คือ  พระนิพพาน   ไม่ลังเลสงสัยอีกต่อไป 

๒. มีประโยชน์อย่างไร
หากผู้ฝึกตั้งใจไว้ชอบ  ( สัมมาทิฏฐิ)  แล้ว    ย่อมเกิดประโยชน์ตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุด คือพระนิพพาน
ประโยชน์ในเบื้องต้น

- สามารถดำรงตนอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข   มีความคล่องตัวในการประกอบสัมมาอาชีพ ประโยชน์ใน ท่ามกลาง
- เกิดฌาน  ญาณ   อภิญญา  หยั่งรู้เรื่องต่างๆได้ชัดเจน   ทั้งอดีต  อนาคต และ ปัจจุบันประโยชน์ในที่สุด
- เกิดอาสาวักขยญาณ   เข้าใจกฎไตรลักษณ์   ตัดกิเลส   เข้าถึง ความเป็นพระอริยะเจ้าได้ง่าย

๓. ฝึกได้ทุกคนหรือไม่
ได้ทุกคน  ถ้ามีความพยายาม เดินไม่หยุด  ไม่ยอมถอย  จดจ่อ ต่อเนื่อง  ไม่ลดละ   แบบสบายๆ    และ ทำตามขั้นตอนที่ครูบาอาจารย์แนะนำ   ที่สำคัญ  ต้องมีความอ่อนน้อม  จึงจะฝึกได้ง่าย 

๔. ภาวนาอย่างไร
เบื้องต้นให้นึกดูภาพร่างกายของเรา เท่าที่เรานึกได้  อย่าเพ่ง  เค้น  หรือใช้กำลัง เพราะจะเกิดอาการเครียด   เมื่อรู้สึกชัดในความรู้สึกแล้ว   ให้สังเกตอาการเคลื่อนไหวของท้อง  ขณะที่ท้องพอง  ให้นึกคำภาวนาว่า   นะมะ  ท้องยุบ  นึกคำภาวนาว่า  พะธะ   หลวงพ่อท่านเมตตาบอกว่า  เพื่อเป็นการปลุกธาตุของเราให้มีกำลัง     จากนั้น เมื่อใจโปร่งเบา  สบาย  แล้ว  ให้นึกเหมือนเราไปอยู่บนก้อนเมฆ  คนเดียว  ไม่ต้องกังวลกับใคร   ไม่สงสัย  ไม่ต้องตามลมหายใจ   ให้ภาวนาว่า   พุท  โธ  ด้วยใจสบายๆ    แต่มีเคล็ดลับนิดหนึ่ง  ตรงคำภาวนา  พุท  โธ   นี้  ให้ใช้ความรู้สึกของเรา   นึกถึงเสียงพุท  และ  โธ  ให้ก้องไปทั่วจักรวาล    ยิ่ง เสียง พุท โธ  ชัดเจนมากเท่าไหร่   เราก็จะสามารถรับฉัพพรรณรังสี  ได้มากเท่านั้น   แต่อย่าลืม   ให้นึกตามความสามารถของตนเองเท่านั้น    อย่าบังคับ เร่ง   ลุ้น   โดยเด็ดขาด  หลวงพ่อหนุนท่านเมตตาแนะนำว่า   ทำความรู้สึก  เหมือนเราขึ้นรถทัวร์ไปกรุงเทพ  เราไม่เคยนั่งเฝ้าว่าเมื่อไหร่ จะถึงกรุงเทพ    แต่เรามักจะหลับด้วยความสบายใจ   ถึงเมื่อไหร่ไม่สนใจ   เช่นเดียวกันกับการฝึกวิชานี้  เราเพียงแต่ท่อง พุธ  โท    ด้วยความรู้สึก  ลึกๆๆๆๆ  ในใจ   แบบสบายๆ    ก็พอ  เหมือนเรากำลังเตรียมตัวนอนหลับพักผ่อน  เมื่อเหตุเพียงพอ   จะไปได้เอง 

๕  เพื่อให้ฝึกได้ง่าย  ควรซ้อมจิตอย่างไร
หลวงพ่อหนุน  เมตตาแนะนำว่า   เวลาก่อนหลับ  ให้นอนทำจิตแบบข้อห้า   ให้ได้ทุกวัน   จะเป็นเหตุให้วันฝึกจริงประสบความสำเร็จในการฝึกได้เร็ว 

๖  เคล็ดวิชา ที่สำคัญที่สุด   คือ  อะไร
อย่าทระนงตนเอง  ว่าเก่ง หรือ  ดี   ให้คิดเอาไว้ว่า  เราเป็นผู้มีบารมีน้อย  ให้ขอบารมีพระ หลวงปู่  หลวงพ่อ   พรหม  เทวดา   ท่านพ่อ  ท่านแม่  ช่วยเสมอ   และ โปรดจำไว้ว่า   ที่เราฝึกได้ง่ายนั้น  เป็นเพราะพระบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านเมตตาสงเคราะห์    ไม่ใช่ความสามารถของเรา

Cr : บุตรพระอนาคามี มหาฤาษีลัดดาบส
70
หลวงพ่อหนุน สุวิชโย (พระครูวิชัยสารคุณ)

ประวัติ
-------
เกิดเมื่อวันศุกร์ ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 7 ปีมะโรง
ตรงกับวันที่ 6 มิถุนายน 2495 วันที่ 2 กันยายน 2495 เป็นวันที่ออกใบเกิด
บ้านเลขที่ 37 หมู่ 2 บ.นาเดื่อ ต.นาแก้ว  อ.โพนนาแก้ว จ.สกลนคร
ท่านเป็นบุตรคนที่ 4 ของคุณพ่อโค้ง คุณแม่รอน วิชัยยา มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 8 คน
มีผู้ชาย 3 คนมีผู้หญิง 5 คน
หลวงพ่อฯ อุปสมบท เมื่ออายุ 27 ปี วันที่ 25 มีนาคม 2522 ได้รับฉายา "สุวิชโย"
ณ พัทสีมาวัดหนองหญ้าปล้อง ต.หนองหญ้าปล้อง อ.หนองหญ้าปล้อง จ. เพชรบุรี

พระอุปัชฌาย์ คือ
พระครูประภาสวชิรธรรม วัดหนองหญ้าปล้อง ต.หนองหญ้าปล้อง อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี
พระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการ หมี วัดหนองหญ้าปล้อง ต.หนองหญ้าปล้อง อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี

เมื่อท่านได้อุปสมบทแล้วท่านได้เคยไปเรียนพระกรรมฐานกับองค์หลวงพ่อฤาษีฯ วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี
ท่านย้ายมาอยู่ที่ วัดนาเดื่อ ต.นาแก้ว อ.โพนนาแก้ว จ.สกลนคร เมื่อวันที่ 24 เดือน เมษายน พ.ศ. 2523

-ได้รับแต่งตั้งเป็น เจ้าอาวาส วัดนาเดื่อ เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2527
-ได้รับแต่งตั้งฐานานุกรมเป็นพระใบฎีกา พ.ศ.2535
-ได้รับเลื่อนจากพระใบฏีกาเป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาส วัดราษฎร์ ชั้นโท
-เป็นพระครูวิชัยสารคุณ พ.ศ.2545
-ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลนาแก้ว เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2549
-ได้รับเลื่อนจากพระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ ชั้นโท เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบลชั้นโท พ.ศ.2552
-ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2552
-ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดพุทธโมกพลาราม เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ.2559

รวมอายุได้ 65 พรรษา 38 น.ธ.เอก

ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งเป็น
เจ้าอาวาส วัดพุทธโมกพลาราม
และ เจ้าคณะตำบลนาแก้ว
.
.
บันทึก : วันที่ 9 ก.ค.2560
หน้า: 1 ... 5 6 [7] 8 9 10



Banloktip.com ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 20-เมษายน-2012 ..เพื่ออุทิศให้ คุณพ่อสำเร็จ ทิตาวงศ์