กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้ บ้านโลกทิพย์ สังคมแห่งการช่วยเหลือ ให้คำแนะนำในการปฏิบัติกรรมฐาน แนะนำการสวดมนต์ที่ถูกต้อง


ข่าวประกาศ โดย บ้านโลกทิพย์

กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 ... 5 6 [7] 8 9 10
61
เรื่องเล่าจาก"เด็กวัด" / Re: การตั้งกองกรรมฐาน ทำเพื่ออะไร
« กระทู้ล่าสุด โดย nam เมื่อ เมษายน 21, 2016, 11:36:13 AM »
สาธุค่ะ mj11
62
เกษา นักบุญยาจก / ฝัน..ทำนายฝัน..
« กระทู้ล่าสุด โดย เกษา นักบุญยาจก เมื่อ เมษายน 20, 2016, 09:01:39 PM »


20 เมษายน ค.ศ. 2016


ทำนายฝัน
เรื่องราวที่จะเขียนต่อไปนี้เป็นปัตจัตตังเท่านั้น ขอให้อ่านเพื่อความบันเทิง

... ทำนายฝัน...
 :: เหตุให้เกิดความฝัน ::
     พระอรรถกถาจารย์แห่งสุปินสูตร ได้แสดงเหตุของการฝันว่ามี ๔ ประการ เรียงลำดับไว้ดังนี้
เพราะธาตุกำเริบ
เพราะเคยเป็นมาก่อน
เพราะเทวดาดลใจ
เพราะบุรพนิมิต
๑. เพราะธาตุกำเริบ (ธาตุโขภะ)
คนที่มีสุขภาพไม่ดี มีโรคในท้อง คือธาตุกำเริบเพราะดี ผิดปรกติ เป็นต้น อาหารไม่ย่อย เรียกว่าท้องเสีย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้คิดปรุงแต่งต่างๆ นานาออกมาเป็นความฝัน ขณะหลับแบบครึ่งหลับครึ่งตื่น ตื่นขึ้นมายังจดจำได้เหมือนได้เห็นภาพความฝันว่าตายไปแล้ว พูดไม่ได้ พูดกับใครเขาก็ไม่รู้เรื่อง เป็นตัวอย่าง ฝันเพราะเหตุธาตุกำเริบดังกล่าว ไม่ใช่เรื่องจริงจังอะไร ผู้ฝันอย่าไปคิดหวาดหวั่นพรั่นพรึงเป็นอันขาด ขอให้มั่นใจว่าเป็นความฝันที่ไม่ก่อผลร้ายต่อตนแต่อย่างไรเลย

๒. เพราะเคยเป็นมาก่อน (อนุภูปุพพะ)
คนบางคนเคยคิดอะไรมากๆ พูดอะไรมากๆ ทำอะไรมากๆ ในอดีต หรือผ่านประสบการณ์ใดที่จิตยังผูกพันอยู่ก่อนที่ยังไม่ได้นอนหลับ ครั้นนอนไปแล้วหลับไม่สนิท ก็คิดใฝ่ฝันเป็นความฝัน ยิ่งเป็นคนวิตกจริตคิดมากก็ยิ่งฝันบ่อย ความฝันเช่นนี้มักไม่เป็นความจริง คิดไปก็ไร้สาระ เช่น หนุ่มฝันเห็นสาวที่ตนหลงรัก บางทีฝันว่ามีหนุ่มคนอื่นมาแย่งชิงไปเสียแล้ว แต่ตามความจริงก็ไม่มีใครมาแย่งชิง ใจคิดไปเอง หวั่นวิตกไปเอง จึงเป็นเหตุให้ฝันอย่างไร้สาระ บางคนคิดจะแทงหวย พอนอนหลับก็ฝันเห็นเลข ๑, ๒, ๓ เป็นต้น นึกว่าจะถูกหวย ตื่นขึ้นมารีบไปซื้อหวยเลข ๑, ๒, ๓ ผิดทุกที ไม่มีถูก เพราะเป็นเรื่องจิตอาวรณ์ เคยคิดเป็นอารมณ์เป็นประสบการณ์มาก่อน คล้ายๆ มีสิ่งที่เรียกว่า จิตใต้สำนึก ฝังใจให้กลายเป็นความฝัน

๓. เพราะเทวดาดลใจ (เทพสังหรณ์)
เทวดาบางพวกชอบดลจิตดลใจให้คนใฝ่ฝัน ถ้าเป็นเทวดาร้ายก็ดลใจให้คนฝันเห็นสิ่งที่น่าตระหนก ตกใจ เข้าใจผิด เป็นทุกข์ สูญเสียในด้านต่างๆ เทวดาบางพวกเป็นเทวดาดีมีสัมมาทิฐิ ย่อมดลบันดาลให้คนฝันถึงสิ่งที่ดี มีสาระประโยชน์ โสตถิผล หรือเตือนสติให้มุ่งดีทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ รู้เหตุดี เหตุร้าย ป้องกันเหตุร้ายหมายสร้างเหตุดีมีค่า ถ้าเทวดาประสงค์ดีก็ดลใจให้เราได้รับประโยชน์ ห่างโทษต่างๆ มีโชคชัย ได้ลาภดี
เทพสังหรณ์ การฝันเพราะเทวดาบันดาลนี้เชื่อกันว่ามีความจริงบ้าง ไม่มีความจริงบ้าง ก้ำกึ่งกัน เพราะยังไม่ทราบว่าเทวดาที่มาดลใจเรานั้น เป็นเทวดาดีมีสัมมาทิฐิ หรือเทวดาไม่ดีมีมิจฉาทิฐิ

๔. เพราะบุรพนิมิต
ความฝันที่เกิดเพราะบุรพนิมิต หรือลางบอกเหตุล่วงหน้า มี ๒ ประการ คือ ลางบอกเหตุดี และ ลางบอกเหตุร้าย ลางบอกเหตุดี เกิดมาจากบุญกุศลของแต่ละคน ส่วนลางบอกเหตุร้าย เกิดมาจากบาปอกุศลของแต่ละคน ผู้ที่เคยทำบุญไว้มากหรือท่านผู้ทรงบุญญาธิการของบ้านเมือง มักมีความฝัน หรือสุบินมิตให้เห็นเป็นลางบอกเหตุ ให้รู้ความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์บ้านเมืองภายหน้า มีเวลาที่จะปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงานให้ดีงามและอยู่รอดปลอดภัยได้ ตลอดถึงทำให้มีกำลังใจในการต่อสู้บากบั่นฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ได้
ความฝันแบบนี้จึงเป็นประโยชน์ต่อผู้ฝัน ตัวอย่าง ความฝัน หรือพระสุบินนิมิตของพระราชชนนีของพระโพธิสัตว์สิทธัตถะ เมื่อจะทรงได้พระราชโอรส พระพุทธองค์ครั้งเป็นพระโพธิสัตว์ทรงนิมิตฝันเห็นมหาสุบิน ๕ ประการ
ที่จาก โหราศาสตร์.com

 
 ทำไมคนเราจึงฝันและความฝันทำหน้าที่อะไร

                 ความฝันทำหน้าที่อะไร และมีความหมายอะไร หรือเป็นการเปิดเผยอารมณ์ที่ซ่อนอยู่ในระดับจิตใต้สำนึกอย่างนั้นหรือ
                            ซิกมุนด์ ฟรอยด์ ผู้ตั้งทฤษฎีจิตวิเคราะห์กว่าว่า ความฝันเป็น “หนทางอันยิ่งใหญ่” ที่จะนำไปสู่จิตใต้สำนึกและเชื่อว่าด้วยการแปลความหมายความฝันเขาจะสามารถช่วยให้ผู้ป่วยได้ค้นพบและเข้าใจถึงความปรารถนาและอารมณ์ที่ซ่อนอยู่ภายในจิตใจได้ สิ่งที่เรียกว่า “กระบวนการทำงานของความฝัน” (dream work) นี้ ยังคงมีบทบาทสำคัญต่องานของนักจิตวิทยาและนักจิตบำบัด อย่างไรก็ตามนักจิตวิทยาบางคนเชื่อว่า ความฝันไม่ได้มีความหมายแต่อย่างใด ถึงแม้จะมีทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องนี้มากมาย แต่ยังมีข้อเท็จจริงน้อยมากที่ใช้อธิบายบทบาทจองความฝันและผลกระทบที่มีต่อร่างกายและจิตใจของตนเอง

                            ความฝันส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วง “หลับไม่สนิท” (REM) ซึ่งเป็นเวลาที่ระบบประสาทตื่นตัวสูงสุด การหลับในช่วงที่ทำให้จิตใจสามารถจัดการกับข้อมูลที่รับมาตลอดกลางวัน นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงฝันถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนกลางวันอยู่บ่อยๆแม้จะมีลักษณะผิดเพี้ยนไปก็ตาม


                            การหลับละความฝันจึงอาจมีผลให้การจัดวางประสบการณ์ที่ผ่านมาถูกต้อง ช่วยให้เรารับมือกับปัญหาได้ดีขึ้นและเกิดความคิดใหม่ๆในการแก้ปัญหา ถ้าคุณกำลังมีปัญหา คำพูดที่ว่า “นอนก่อนแล้วค่อยคิด” อาจเป็นคำแนะนำที่ดีที่สุดก็เป็นได้

ที่มาจาก http://healthmeplease.com
....…………,

นั้นคือ หลักวิชาการต้นๆของการนอนหลับแล้วฝัน
แล้วถ้าเราฝันแล้วอยากรู้ความหมายละ หรืออยากรู้ว่ามันจะสื่อถึงอะไรได้บ้างจะทำอย่างไรดี?
เมื่อข้อความข้างต้น เรื่อง เทพนิมิตรต่างๆ 4 ข้อด้านบนนั้นก็บอกได้เลยนะคะว่า บุคคลที่จะมีเทพนิมิตรได้นั้น ต้องเป็นบุคคลที่ปฎิบัติจิต ฝึกจิตตนเอง อย่างสม่ำเสมอ แม้กายหลับแต่จิตยังคงฝึกอยู่ รู้ตื่นทั่วพร้อมอยู่ อันนี้แน่นอนคะว่า ฝันหรือนิมิตรนั้นของแท้แน่นอน
แต่ถ้าเราไม่ได้ปฎิบัติแบบนั้น ก็อยู่ในประเภทจิตใต้สำนึกของตนเองที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
การที่เรานั้นฝัน เป็นเรื่องเป็นราวแล้วจำได้นั้น บางคนเอาไปตีความสะจนตนเองนั้นเกิดความกลัว หรือสร้างความเข้าใจผิดๆให้กับตนเอง แต่ถ้าหากเราฝันแล้วเอามาพิจารณาให้เกิดหนทางแห่งปัญญาเพื่อดำเนินชีวิตต่อไป อันนี้จะมีประโยชน์ มากๆกับตนเองคะ
ยกตัวอย่างเช่น ฝันว่าเจองูเยอะแยะมากมาย มีแต่งูพิษ แต่มันไม่ทำร้ายอะไรเรา แล้วเราเดินออกมาเฉยๆ แบบนี้ให้ตีความหมาย พิจารณาขึ้นให้ได้ว่า
งูพิษนั้นในสัญชาตญานของสัตว์แล้วเมื่อมันรับรู้ถึงกระแสหรือสิ่งที่จะทำอันตรายต่อมัน มันจะโจมตีทันที แต่ถ้าหากมันไม่รับรุ้ถึงสิ่งที่จะมาทำอันตรายมันก็จะนิ่ง
ให้พิจารณาว่า หากเรานั้นมีจิตใจที่เมตตา ไม่คิดร้ายใฝ่ร้ายต่อใคร แม้แต่คนที่เค้ามองว่าร้ายๆกัน ยังคงเมตตาให้กับเราเพราะเรานั้นไม่คิดร้ายต่อเค้า หรือใคร
นี้คือหลักของการพิจารณาหรือทำนายฝัน
อีกตัวอย่าง
...หากเราฝันว่า มีคนนำของเน่าเสียมาให้เรากิน หรือเรานั้นยังคงจับสิ่งสกปรกนั้น ให้พิจารณาขึ้นมาว่า
ในความเป็นจริงแล้วคนเรานั้นจะเลือกของดีหรือไม่ดี อยู่ที่ผัสสะคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
และอันที่สำคัญสุดๆคือ สติจะต้องมีควบคู่กันไปด้วย แต่ถ้าหากขาดสติ แม้นตาดีแค่ไหน หูดีแค่ไหน จมูกดีแค่ไหน สัมผัสแล้วดีแค่ไหน ก็สามารถบดบังให้เอาของที่ไม่ดีมาได้เช่นกัน
ฉะนั้นการมีสติเพื่อดำเนินชีวิต ไม่หลงในคารมย์หรือความเชื่อสิ่งอื่นที่ขาดสติพิจารณา เราก็สามารถผิดพลาดได้เช่นกันคะ
ยกอีกตัวอย่าง
ฝันว่าเข้าวัดบ่อย เจอแต่พระ ได้ยินแต่เสียงสวดมนต์
อันนี้เป็นฝันที่ดีคะ ให้รับรู้ไว้ได้เลยว่าเรานั้นได้ภาวนา หรือมีจิตใต้สำนึกที่ดีงามใฝ่ธรรม จนติดเข้าไปในจิตใต้สำนึกของตนเอง และให้จดจำไว้ว่าในวันนั้นตนเองได้ปฎิบัติอะไรไว้ แล้วทำตามทุกวัน จิตใต้สำนึกนั้นจะทำให้เราได้เข้าถึงจิตใจตนเองได้คะ
นี้คือการทำนายความฝันของสาคะ ใครที่อ่านตั้งแต่ต้นจนจบนี้
ขออนุโมทนาด้วยนะคะ
ขอให้ทุกท่านเจริญในธรรม มีสติตลอดการเดินทางแห่งภพนี้คะ
อนุโมทนา
63
เรื่องเล่าจาก"เด็กวัด" / Re: ประวัติผู้เขียน นามปากกา "เด็กวัด"
« กระทู้ล่าสุด โดย nam เมื่อ เมษายน 20, 2016, 03:08:37 AM »
 dee  สาธุค่ะ
64
เกษา นักบุญยาจก / หมดบุญ หมดกรรม
« กระทู้ล่าสุด โดย เกษา นักบุญยาจก เมื่อ เมษายน 17, 2016, 09:39:02 PM »


15 เมษายน ค.ศ. 2016


หมดบุญ หมดกรรม
เรื่องราวที่จะเขียนต่อไปนี้เป็นเพียงปัตจัตตังเท่านั้น ขอให้อ่านเพื่อความบันเทิง

..หมดบุญ  หมดกรรม ..
เรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้ กุศลผลบุญทั้งหมดขอยกให้กับน้องคนรู้จักของสาคนนี้  " ต้นกล้า "
ขอให้ผลบุญที่นำเรื่องราวมาเขียนเพื่อเป็นธรรมทาน ได้ส่งให้น้องต้นกล้าเข้าสู่ภพภูมิที่ดีคะ 
หมดบุญ คือบุญที่เคยสะสมไว้นั่นหมด
หมดกรรม หมดวาระของการกระทำหรือวาระของกายสังขารหมดลงแล้ว
   ... การที่เรานั่นยืนอยู่บนโลกใบนี้ และต้องเจอเรื่องราวมากมายนั้น นั่นคือผลของการ
กระทำที่ทำผ่านๆมาคะ และยังคงดำเนินไปต่อก็เพราะยังมีกุศลผลบุญ เพื่อพยุงกายสังขารให้ได้ชดใช้กรรม หรือสะสมกุศลกรรมดีตักตุนไว้นั้นเอง
บางคนไม่เข้าใจ คิดว่าการตายคือจบๆกันไป หมดความลำบาก จริงๆแล้วไม่ใช่เลยหากใครเมื่อยามมีชีวิตอยู่ไม่เตรียมพร้อมไว้เมื่อคุณหมดลมหายใจ ชีวิตหลังความตายของคุณ คือจุดเริ่มต้นของความทุกข์รมานของจริง  แต่ถ้าใครหมดวาระของกายสังขารจริงๆ เเต่เมื่อก่อนตายได้สร้างสมไว้เยอะ ก็จะมีโอกาศสบายเพราะได้ทำแต่สิ่งที่ดีๆไว้
พระท่านถึงได้สอนเสมอว่า " ทำความดี สะสมไว้ทุกขณะที่ยังมีลมหายใจ "
หากกรรมเก่าหมด ยังมีบุญอยู่ เราก็สามารถต่อกายสังขารนี้ไว้ใช้เก็บสะสมบุญได้อีก ยังยืดเวลาสะสมได้อีก เหมือนเรื่องราวของน้องชายคนนี้
เมื่อยามเค้ามีชีวิตอยู่เค้าเป็นคนดีมากๆ แต่ยังขาดการสะสมบุญใหญ่ๆด้วยเหตุหลายประการเรื่องเวลาว่าง และอาการป่วย เมื่อยามเค้าป่วยนั้นกรรมเก่า และกายสังขารนั้นหมดเวลา
เค้าสามารถที่จะอยู่ต่อได้เพราะเค้ามีโอกาศ แต่ด้วยบุญใหม่นั้นหมดและไม่พอ เค้าจึงหมดโอกาสที่จะได้อยู่ต่อ
เปรียบเหมือนการซื้อรถหนึ่งคัน มีเงินซื้อรถได้ แต่เงินไม่พอเติมน้ำมันก็แล่นไปไหนไม่ได้ เหมือนชีวิตและกายสังขารนี้ เมื่อหมดกรรม จากกายสังขารนี้ แต่ไม่มีบุญที่จะเสริมให้อยู่ต่อก็ไม่มีความหมาย เหมือนนักแสดง ดารานักร้องผู้หญิงคนหนึ่ง เธอกำลังจะหมดกรรมจากกายสังขารนี้แต่ด้วยเธอมีกัลยานิมิตรที่ดี พาเธอสร้างกุศล เธอจึงมีบุญเสริมกายสังขารนี้ให้อยู่ต่อเพื่อสะสมกุศลต่อไป
ฉนั้นเมื่อรู้แล้วว่า ยามตื่นเช้ามาเรานั้นมีลมหายใจอยู่ จงพิจารณาตนเองให้ดี ปรับปรุงตนเอง และสร้างสมแต่สิ่งที่ดีๆไว้ หากวันใดเราหมดกรรมจากกายสังขารนี้เมื่อใด เราจะหมดโอกาสที่จะสร้างสมอีกยาวนาน เพราะเราไม่รู้ว่า เรานั้นจะได้มีโอกาสเกิดเป็นมนุษย์ได้อีกหรือไม่ หรือจะได้เกิดมาอยู่ในสังคมแวดล้อมของผู้มีธรรมหรือไม่
ฉะนั้นทำดี สะสมกุศลให้ได้ทุกขณะลมหายใจของตนเองนะคะ
กุศลที่สาได้ข้อคิด และได้บทความนี้ ก็เพราะเรื่องราวที่เห็นจากน้องต้นกล้า ขอให้กุศลนี้ส่งน้องเป็นครั้งสุดท้าย ให้อยู่ในภพภูมิที่ดีด้วยเทอญ
อนุโมทนา
65
เกษา นักบุญยาจก / เมื่อเข้าใจ ใจก็จะเบา
« กระทู้ล่าสุด โดย เกษา นักบุญยาจก เมื่อ เมษายน 03, 2016, 04:35:54 AM »

2 เมษายน ค.ศ. 2016


เมื่อเข้าใจ ใจก็จะเบา
สวัสดีคะเรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้ เป็นปัตจัตตังเท่านั้น เป็นความรู้เฉพาะตน ขอให้อ่านเพื่อความบันเทิง

...เมื่อเข้าใจ ใจก็จะเบา...
หากเรารู้ เราเข้าใจในสิ่งนั้นๆ เราก็สามารถที่จะ ปล่อยลง และวางได้ ให้ใจเราเบาได้คะ...
สมัยนี้โลกโซเชียลมีข่าวสารมากมายที่ทำให้เรานั้นรับรู้เรื่องราวต่างๆนานา มีทั้งเรื่องราวที่ดี น่ายินดี น่าชื่นชม หรือแม้กระทั้งข่าวที่อ่านหรือดูแล้วสะเทือนใจ ทำให้ใจเรานั้นหดหู่จิตตกไปได้หลายวันเลยทีเดียว สำหรับคนที่จิตใจอ่อนไหวง่าย และไม่เข้าใจ หรือไม่รู้วิธีวางอารมณ์ลงก็จะยึดติดกับสิ่งๆนั้น ในสภาวะจิตตกนี้ ทำให้เสียสุขภาพจิตไปโดยไม่รู้ตัวเลยละคะ
แล้วเราจะทำอย่างไรดีนะ???
การที่เราจะเข้าใจ และวางอารมณ์ของความเศร้าหมองลงได้นั้นเราต้องเข้าใจหลักแห่งความเป็นจริงให้ได้คะ แล้วเข้าใจอย่างไรละ???
ยกตัวอย่างเช่น มีข่าวเรื่องการทำแท้ง หรือฆ่าเด็กทารกทิ้งเด็กให้ตายอย่างทรมานน่าสงสาร เมื่อเราเห็นข่าว ใจที่มีแต่ความสงสาร เพราะตาเห็นรูปลักษณะของเด็กทารก มโนจิตฝังจำเพราะเด็กทารกนั้นช่วยเหลือตนเองไม่ได้ และในสภาวะนั้นทำให้เกิดความสงสาร เศร้า เสียใจกับภาพที่เห็น มีความโกรธแค้นกับบุคคลที่ทำ สาปแช่งติดวิบากกรรมตามติดอีก
เราต้องทำความเข้าใจว่า คนเราทุกคนนั่นเกิดมาพร้อมกับกรรม คือการกระทำนั้นๆจากในอดีต เมื่อร่างายเน่าสะลายไป แต่ยังคงมีดวงจิตดวงเดิมอยู่ แล้วกรรมได้เป็นตัวนำดวงจิตดวงนี้ลงมาเกิด และรับผลของการกระทำนั่นๆ กรรมไม่มีการยกเว้น ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ หรือคนชรา
เพราะฉะนั้นถ้าเราได้เห็นเราก็ควรจะนำมาพิจารณาให้ได้ว่า
" นี้ละหนอคนเรา กรรมนั้นย่อมตามได้ในทุกภพ ทุกชาติ
และกรรมนั้นไม่ละเว้นให้กับผู้ใด "
เมื่อเราคิดได้แบบนี้ ใจเราจะปลดล็อคจากอารมณ์เศร้าหมองทันทีคะ และจะทรงอารมณ์ของความเข้าในในสัจธรรมได้
การที่เราเข้าใจแบบนี้ เป็นเหมือนเราวางเฉยไม่ทุกข์ร้อนกับผู้อื่น ไม่สนใจหรือไม่มีจิตเมตตากับคนอื่น แบบนี้เห็นแก่ตัวหรือไม่
ตอบว่าไม่คะ หลักแห่งความเป็นจริงนั่นมีข้อกำหนด และกฎเกณตายตัว หากเราเข้าใจในหลักแห่งความเป็นจริงนี้ได้ เราจะสามารถปลดลง วางลงจากความยึดติดได้คะ
เพราะทุกคนมักจะยึดติดในอารมณ์นั้นๆ ด้วยไม่มีความเข้าใจในหลักแห่งความเป็นจริงที่เกิดขึ้น จึงทำให้หลายคน มีสภาวะจิตใจแย่ลง เมื่อมีจิตที่แย่ลง จิตเศร้าหมอง ก็เกิดอกุศลจิตขึ้นได้
การที่เรานั้นช่วยในสิ่งที่เราพอช่วยได้ ช่วยในสิ่งที่เราพอทำไหวแค่นี้ก็ถือว่าเรานั่นมีจิตสำนึกที่ดี คือผู้ที่มีความเมตตา การช่วยเหลือคนยากจน เท่ากำลังของตนเองมี ไม่เดือดร้อนผู้ใด และไม่เดือดร้อนในตนเอง นั้นก็ถือว่าเรานั้นเป็นผู้มีความเมตตาคะ
การทำความเข้าใจในหลักของความเป็นจริง หลักของธรรม หลักของกรรม เราจะมองเห็นวงล้อแห่งกรรม วงล้อแห่งธรรมหมุนไปเรื่อยๆคะ การที่เรามองเห็นคนตาย คนที่ประสบอุบัติเหตุ หรือได้รับผลกระทบจากการขาดแคลน ยากจน หรือพิการ โดนทอดทิ้ง เมื่อเราเห็นเราจะเข้าโหมดเดียวกันที่องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตัดสินใจละทรัพย์ และความสุขของท่านทั้งหมดเพื่อหยุดวงล้อแห่งกรรม แห่งภพชาตินี้
เพราะมันเป็นเหมือนวงล้อที่หมุนไปเพราะกรรม ที่เกิดจากการกระทำของเรา ชาติแล้วชาติเล่านั้นเองคะ บุคคลที่เกิดมา ย่อมมีเหตุมาก่อนทั้งสิ้นคะ ไม่มีต้นไม้ต้นไหนนั้นจะมีผลออกก่อนต้นแน่นอนคะ
ฉนั้นเมื่อเห็นสิ่งไหนก็ตามที่มันทำให้ใจเรานั่นเศร้าหมอง และหนักอึ้ง ขอให้เข้าใจในหลักแห่งความเป็นจริง พิจารณาให้แตก ว่าทุกสิ่งในโลกใบนี้ มีเหตุย่อมมีผลออกมาแน่นอน
เมื่อเราทำความเข้าใจได้บ่อยๆ ใจเราจะละวาง กิเลส และตัณหาได้อย่างรวดเร็ว
เข้าถึงหลักธรรม ความจริงได้ดีคะ
การใช้ชีวิตในปัจจุบันนี้ หากเราขาดสติเพื่อให้เกิดปัญญา ทำความเข้าใจในหลักความเป็นจริงนี้เเล้ว ใจเราก็จะมืด ตาเราก็จะบอด หูเราก็จะหนวก ปากเราก็จะพูดไม่ได้
เพราะฉนั้นขอให้ลองทำความเข้าใจ ในสิ่งที่เกิดขึ้นดูนะคะ
เมื่อเราเข้าใจหลักธรรม หลักของกรรมเมื่อไร ใจเรานั้นจะเบาขึ้นเพราะเราเข้าใจแล้ว เมื่อเข้าใจแล้ว ใจเรานั้นก็จะเบาขึ้นทันทีคะ
อนุโมทนา
[/size]
66
เกษา นักบุญยาจก / กรรมร่วม
« กระทู้ล่าสุด โดย เกษา นักบุญยาจก เมื่อ เมษายน 01, 2016, 02:24:13 PM »


1 เมษายน ค.ศ. 2016


กรรมร่วม
สวัสดีคะเรื่องราวที่จะเขียนต่อไปนี้ เป็นเรื่องราวที่รู้ได้เฉพาะตนเท่านั้นเป็นเพียงปัตจัตตัง ขอให้อ่านเพื่อความบันเทิงคะ

..กรรมร่วม...
.. เรื่องราวนี้ขอยกบุญให้กับแฟนของสา ที่ได้ปุจฉา เรื่องนี้ขึ้น ระหว่างที่กำลังเดินทางไปทำธุระนอกบ้านกัน เกี่ยวกับเรื่องกรรมร่วมหรือกรรมหมู่ เหตุเกิดจากการก่อการร้ายแล้วมีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บมากมาย เค้าถามสาว่า บุคคลพวกนั้นไปทำกรรมอะไรมาถึงได้ต้องมาเจอเรื่องราว และเหตุการณ์แบบนี้ ทั้งๆที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลย
สาเลยตอบไปว่า กรรมร่วม กรรมหมู่นั้น ก็คือการทำกรรม หรือกระทำกรรมชั่ว ทำสิ่งที่ผู้อื่นเดือดร้อนทั้งกายและใจพร้อมกัน เช่นการนัดกันเพื่อเผาบ้านเมืองทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน การทำร้ายร่างกายผู้อื่น การปล้นจี้ ฆ่าโดยทำกันเกิน 2 คนขึ้นไป กรรมก็จะหนักตามหน้าที่ของคนกระทำ เช่นใครต้นคิด ใครเริ่ม ใครทำแค่นั้น และคนเรานั้นไม่ใช่จะได้เกิดมาเพียงแค่ชาติเดียวเท่านั้น เรานั้นได้เกินมาหลายชาติ และบุคคลที่มีกรรมร่วมกันบางชาติไม่ได้เกิดมาเป็นคน บางคนยังคงเป็นเปตรอยู่เหตุการณ์ที่จะเกิดร่วมกันจึงยังไม่ทันเกิดขึ้น
หากวันใด คนพร้อม สถานที่พร้อม เวลาพร้อม เจ้าของกรรมพร้อม ทุกอย่างลงตัว ก็จะเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่ากรรมร่วม กรรมหมู่เกิดขึ้น
แฟนสาถามต่ออีกว่า แล้วคนที่ทำละมันทำกรรมอะไรมาถึงได้มาก่อการร้ายแบบนี้
สาตอบกลับไปว่า คนพวกนี้มีกรรมที่หนักมาก่อน จนทำให้ขาดสติ ขาดมโนสำนึกขึ้น คนจำพวกนี้จะมีใจที่มืดบอด จึงมีความสามารถที่จะกระทำเรื่องร้ายแรงและใหญ่โตได้โดยที่ไม่คิดอะไร แล้วอย่าคิดว่าคนพวกนี้จะไม่โดนกรรมจากการกระทำของตนเองนะ อันนี้โดนแน่นอน

แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าเรานั้นเคยมีกรรมร่วมกับใครบ้าง? แล้วเราจะแก้จะปกป้อง จะช่วยเหลือได้อย่างไร?
จริงๆบุคคลที่จะรู้กรรมตนเองและคนอื่นนั้นก็ใช่ว่าจะช่วยเหลือได้ เพราะกรรมคือการกระทำเรานั้นจะไปเปลี่ยนการกระทำในอดีตก็คงไม่ได้ จะช่วยแบ่งกรรมจากเค้ามาก็ไม่ได้เช่นกัน เหมือนคนกินมะม่วงแล้วท้องเสียอย่างหนัก อีกคนจะไปเข้าห้องน้ำแทนได้มั้ย? ก็ไม่ได้
 เหมือนกันกับกรรม ที่เรานั้นรับ และช่วยกันไม่ได้ ช่วยได้เพียงบอกและเตือนให้เค้าเหล่านั้นมีสติ และสร้างกุศล เพื่อเป็นเกราะคุ้มครองตัวเค้าเอง หรือตัวเราเองนั้นปฎิบัติ ให้เข้าถึง บุญของเรานั้นสามารถ ดึงคนที่อยู่ใกล้ชิด และคนในครอบครัวของเราปลอดภัยได้ เอ้?? แบบไหนกันนะ!!
คนที่ปฎิบัติดี ปฎิบัติชอบ รักษาศีล นั่งสมาธิปฎิบัติจิตตนเองจนมีสติทุกขณะจิต พลังของจิตนั้นจะสามารถรับรู้ได้ถึงภัยอันตรายได้คะ ทำไมถึงบอกรับรู้ได้
เพราะจิตที่มีพลังจะรับรู้ได้ถึงพลังงานด้านลบ และด้านบวกของบุคคลนั้นๆ หรือสถานที่ เหตุการณ์ร้ายๆที่ส่งผ่านออกมาทางกระแสพลังงานที่เค้าเรียกกันว่าซิกเซ้นนั่นแหละคะ
ยกตัวอย่างว่า เรานั้นกำลังที่จะเดินออกไปทำงานนอกบ้าน แล้วเรามีความรู้สึกว่า การเดินไปเส้นทางนี้มันไม่ปลอดภัย เลยเปลี่ยนเส้นทางเดิน ปรากฎว่า เส้นทางที่เราจะเดินไปครั้งแรกนั้น ได้เกิดอุบัติเหตุขึ้น ถ้าหากเราเดินไปตอนนั้นเราอาจได้รับอบัติเหตุไปด้วย แต่เราแค่เดินทางที่ไกลกว่าเดิมแต่ไปทำงานสายแค่นั้น
แค่เพียงโดนหัวหน้าตำหนิ ก็ยังดีกว่าบาดเจ็บ
นี้คือปาฏิหาริย์ที่ได้มาจากบุญคะ
บุญนั้นเป็นเหมือนแบรก เหมือนผ้า เหมือนเบาะรองรับการกระแทรกจากกรรม ที่จะโดนอย่างหนัก ให้เบาบางลง เพียงไม่เจ็บมากคะ แต่จะบ่อยครั้งเท่านั้น ยังดีกว่าโดนหนักปางตายในครั้งเดียวคะ ทำไมสาถึงว่าบ่อยครั้ง เพราะเรามีบุญเป็นตัวแตกกรรมให้เบาลง น้ำหนักกรรมเท่าเดิม แต่เบาลงไม่ให้หนักในทีเดียวนั้นเองคะ
 การสร้างกุศลไว้นั้นไม่ใช่ว่าเรานั้นจะนำไปใช้ในภพภูมิหน้าเท่านั้นนะคะ เรายังสามารถนำมาใช่ได้ณ ปัจจุบันที่เรามีชีวิตอยู่ด้วยเช่นกันคะ รู้ถึงข้อดีของการสร้างความดีกันรึยังคะ ถ้ารู้แล้วสร้างสมไว้เยอะๆนะคะ ทำด้วยใจที่แจ่มใสเบิกบานคะ
อนุโมทนา
67
ถามมา-ตอบไป / Re: ทำบุญให้แม่
« กระทู้ล่าสุด โดย เกษา นักบุญยาจก เมื่อ มีนาคม 25, 2016, 01:15:42 AM »
 ;)
68
ถามมา-ตอบไป / Re: ทำบุญให้แม่
« กระทู้ล่าสุด โดย sifar เมื่อ มีนาคม 24, 2016, 12:13:49 PM »
สาธุสาธุสาธุ
69
ถามมา-ตอบไป / Re: ทำบุญให้แม่
« กระทู้ล่าสุด โดย เอ็มเจ เมื่อ มีนาคม 24, 2016, 08:06:00 AM »
บุญที่คุณทำให้แม่นั้น ได้รับแน่นอนครับ เพราะเป็นบุญที่ตั้งใจกระทำ และมีจิตแน่วแน่ที่จะส่งบุญให้คุณแม่ของคุณ สบายใจได้ครับ บุญกุศลที่คุณทำนั้น คุณแม่ท่านได้รับแน่นอน และจะส่งผลให้แม่ของคุณท่านได้ปรับภพภูมิที่ดีขึ้นครับ
70
เกษา นักบุญยาจก / เมื่อคนในครอบครัวเปลี่ยนศาสนา
« กระทู้ล่าสุด โดย เกษา นักบุญยาจก เมื่อ มีนาคม 24, 2016, 04:22:08 AM »


23 มีนาคม ค.ศ. 2016


เมื่อคนในครอบครัวเปลี่ยนศาสนา
เรื่องราวที่จะเขียนต่อไปนี้ เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง และผู้เขียนเองมิได้มีเจตนาที่จะสื่อไปในทางที่ผิด แต่จะเขียนให้เห็นอีกมุมมองของชีวิต ขอให้มีสติในการอ่าน และเสพเพื่อความบันเทิงคะ

.. เมื่อคนในครอบครัวเปลี่ยนศาสนา...
สาต้องออกตัวก่อนว่า ตัวสาเองกับครอบครัวตอนนี้อยู่ที่ต่างประเทศคะตัวสาเองมาอยู่ที่นี่ได้ 10 ปีแล้ว ส่วนแฟนของสาเป็นคนไทยที่มาอยู่กับแม่ก็เข้า 20 กว่าปี ส่วนแม่ของแฟนก็มาอยู่ ราวๆ 30 กว่าปีคะ
การที่เราอยู่ต่างประเทศนั้นวัดไทยค่อนข้างไกล และจะมีโอกาสน้อยมากที่จะได้ไปทำบุญ แต่สาและครอบครัวก็ปฎิบัติหน้าที่ชาวไทยพุทธตลอดระยะเวลาที่อยู่ที่นี่ การสวดมนต์ ปฎิบัติสมาธิ ก็จะทำกันอย่างสม่ำเสมอ หากมีเทศกาลหากว่างหรือมีวันหยุดตรง
ก็จะไปร่วมงานกันบ้างในบางครั้งเพราะด้วยระยะทางที่ไกล
แม่แฟนสาเป็นคนใจบุญคะ ท่านเป็นคนที่ทำบุญเสมอ ไม่ว่างานบุญที่ไหน ท่านจะร่วมตลอด ท่านเป็นคนที่เคร่งเรื่องศาสนามากๆ แต่ด้วยท่านเป็นคนที่เรียนน้อยจึงไม่เข้าใจในบทสวดมนต์ต่างๆ เพราะท่านเรียนน้อยจึงอ่านหนังสือไม่ออกนั้นเอง
มีอยู่วันหนึ่ง มีตัวแทนของศาสนาหนึ่งได้เข้ามาให้คำแนะนำแม่แฟน ศาสนานี้ได้ใช้หลักทางการใช้ชีวิต และการดำรงชีวิต การอธิบายของเค้าค่อนข้างเข้าใจง่าย และมีเหตุ มีผลมากทีเดียว แต่ความละเอียด ลึกซึ้งนั้นยังเทียบของพุทธเราไม่ได้
หลังจากนั้นท่านก็เปลี่ยนจากพุทธเป็นอีกศาสนา ด้วยความศัทธา และความเข้าใจในหลักคำสอนของเค้า ในตอนแรกแฟนสานั้นต่อต้านมาก เพราะเราเป็นคนไทยพุทธ จะมาเปลี่ยนเป็นอื่นได้ยังไง เจอกันเมื่อไรก็จะมีปัญหากันทุกครั้ง เค้าถามสาว่า เปลี่ยนแบบนี้แม่จะได้บุญมั้ย
สาตอบเค้าไปว่า
" ศาสนาทุก ศาสนาสอนให้เราเป็นคนดี สอนให้เราเข้าใจหลักของการใช้ชีวิต หากศาสนานั้นสอนให้เราเบียดเบียนคนอื่น และเบียดเบียนตนเอง สอนให้ฆ่าแกงกันเอง อันนั้นไม่ใช่ศาสนา ถ้าแม่ถูกสอนแบบนั้นเราค่อยหาวิธีพาแม่กลับมาเหมือนเดิมและบุญอยู่ที่ใจ หากท่านเข้าใจ และใจท่านผ่องใส ก็ควรปล่อยท่านไป "
หลังจากที่แม่แฟนได้รับการเรียนรู้นั้น ทุกอาทิตย์จะมีตัวแทน หรือผู้ให้คำแนะนำ นำคัมภีร์มาสอนและอธิบายต่างๆ รู้สึกว่า แม่แฟนจะใจเย็นขึ้น และมีเหตุ มีผลมากขึ้น มองโลกด้วยความเข้าใจมากขึ้น พอได้คุยกับแม่แฟน ก็รู้ได้เลยว่า ท่านเข้าใจหลักคำสอนของเค้ามากกว่าของเรา ด้วยการสอนที่เรียบง่าย และเห็นหลักความเป็นจริงที่ชัดเจน ก็ยิ่งสร้างความมั่นใจให้แม่แฟน
ที่จะทำสิ่งดีๆ และอยู่อย่างมีความสุข สาเลยบอกกับแฟนว่า
" ในหลักทางพุทธเรา พระพุทธเจ้า ท่านก็ไม่ได้บังคับใคร ให้มาสนใจท่าน แต่ท่านจะชวนให้มาดู ให้มาเข้าใจในสิ่งที่ท่านบอก หากบุคคล บุคคลนั่นเข้าใจในสิ่งที่ท่านบอก ก็หมายถึงได้เข้าถึงท่าน และมองเห็นท่าน เพราะท่านคือผู้ให้ความรู้ แต่ถ้าแม่เข้าใจหลักของอีกศาสนา และศาสนานั่นสอนให้ท่านมีใจรักเพื่อนมนุษย์ มีหลักคำสอน ที่ไม่เบียดเบียนใคร ก็ปล่อยท่านไปเถอะ ส่วนเรานั้นมีหน้าที่ ที่ต้องทำของชาวไทยพุทธ ปฎิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ทำตามในสิ่งที่ตนเองเข้าใจก่อน แล้วค่อยเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ "
ทุกศาสนาสอนให้เราเป็นคนดี สอนให้เรามีเมตตาต่อเพื่อมนุษย์ อยู่ที่ศาสนานั้นจะมีการแนะนำ และสื่อสารแบบไหน
ส่วนของพุทธเรานั้น เน้นที่ฝึกจิต และ หลักของเหตุผล ผลของการกระทำ และผลที่จะได้รับมา การมองเห็นทุกข์ที่เกิดขึ้น และเหตุของมัน การดับทุกข์นั่นๆ ความละเอียดมีมากมาย
จนบางคนอาจมีการสับสน ยากจนจะเข้าใจก็มี บางคนอยากเข้าใจ แต่หาคนที่จะอธิบายให้เห็นภาพชัดเจนก็หายาก บางคนอยากเข้าใจตามหาคนที่จะอธิบาย แต่ยิ่งอยากเข้าใจ ก็ยิ่งยากที่จะเข้าใจไปอีก บางคนหลงผิด จากคนที่เข้าใจผิดสอนให้หลงผิดก็มีอีกมากมาย
ในหลักคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้กล่าวไว้ในบทพระธรรมคุณว่า

" โย โส ส๎วากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม
พระธรรมนั้นใด, เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว
สันทิฏฐิโก
เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง
อะกาลิโก
เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล
เอหิปัสสิโก
เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด
โอปะนะยิโก
เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว
ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ
เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน
ตะมะหัง ธัมมัง อะภิปูชะยามิ
ข้าพเจ้าบูชาอย่างยิ่ง เฉพาะพระธรรมนั้น
ตะมะหัง ธัมมัง สิระสา นะมามิ
ข้าพเจ้านอบน้อมพระธรรมนั้น ด้วยเศียรเกล้า
..,,,,,,,,,,,,,.......
และนั้นคือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคะ
อนุโมทนา
หน้า: 1 ... 5 6 [7] 8 9 10
สวดมนต์เป็นนิจ อธิษฐานจิตเป็นประจำ อโหสิกรรมก่อนค่อยแผ่เมตตา.


Banloktip.com ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 20-เมษายน-2012 ..เพื่ออุทิศให้ คุณพ่อสำเร็จ ทิตาวงศ์