วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ พิสูจน์พลังสวดมนต์ ที่สืบทอดจากสมัยโบราณ…ประโยชน์เพียบเลย


ข่าวประกาศ โดย บ้านโลกทิพย์





Happy New Year 2018 | สวัสดีปีใหม่ 2561 ปีจอ

ขออวยพรให้ทุกๆท่านโชคดีตลอดปีจอ มีความสุขถ้วนหน้า อย่าเจ็บ อย่าจน สาธุ



หัวข้อ: วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ พิสูจน์พลังสวดมนต์ ที่สืบทอดจากสมัยโบราณ…ประโยชน์เพียบเลย (อ่าน 72 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออนไลน์ เอ็มเจ

  • ผู้ดูแลห้อง
  • ออนไลน์
  • ความนิยม: +1/-43

  • เพศ: ชาย
  • กระทู้ : 4045
  • สตางค์ :
  • แต้มถูกใจ : 1
  • ลำดับสมาชิก : 3



  • กันยายน 24, 2018, 07:35:09 AM


วิทยาศาสตร์ พิสูจน์พลังการสวดมนต์ยังช่วยให้สมองซีกซ้ายและซีกขวา”ซิ้งค์” กันได้ดี โดยสมองส่วนต่าง ๆ จะทำงานเข้าขากัน หรือมีจังหวะตรงกันพอดี ซึ่งทำให้คิดอ่าน-เชื่อมโยงข้อมูลต่าง ๆ เข้าด้วยกันได้อย่างยอดเยี่ยม

นอกจากช่วยเรื่องสุขภาพกายใจแล้ว การสวดมนต์ยังช่วยให้สมองซีกซ้ายและซีกขวา”ซิ้งค์” กันได้ดี โดยสมองส่วนต่างๆ จะทำงานเข้าขากัน หรือมีจังหวะตรงกันพอดี ซึ่งทำให้คิดอ่าน-เชื่อมโยงข้อมูลต่าง ๆ เข้าด้วยกันได้อย่างยอดเยี่ยม

การสวดมนต์เป็นมรดกล้ำค่าจากยุคโบราณที่ส่งต่อมาถึงคนรุ่นปัจจุบัน โดยคุณค่าไม่ได้สูญหายไปตามกาลเวลา

แต่กลับเป็นศาสตร์อันลึกซึ้ง ที่พิสูจน์ได้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่หลายสาขา

อเล็กซา อิริคสัน ผู้ชื่นชอบการรักษาสมดุลแห่งชีวิตและความสุขจากภายใน ได้ค้นคว้าและเขียนลงในเว็บไซต์ http://www.collective-evolution.com เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2560 เกี่ยวกับประโยชน์ของการสวดมนต์ที่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่พิสูจน์แล้ว ใจความว่า

การเชื่อมโยงเรื่องราวทางจิตวิญญาณให้เข้ากับวิทยาศาสตร์ดูจะเป็นเทรนด์ของโลกวันนี้ ผู้คนสมัยนี้เรียกร้องให้มีการพิสูจน์ก่อนที่จะเชื่อถือเรื่องต่างๆหรือการปฏิบัติใด ๆ

การสวดมนตร์ นั้นเป็นของโบราณและเกิดขึ้นมายาวนานก่อนที่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่จะบังเกิดขึ้นมาและสนับสนุนเรื่องนี้ มีการใช้การสวดมนต์เพื่อรักษาโรคและจุดพลังตัวตนเราให้สูงค่าดีงามขึ้น ปัจจุบันนี้วิทยาศาสตร์สามารถทำให้เราเชื่อมโยงกับสิ่งโบราณแต่ทันสมัยสิ่งนี้ได้แล้ว

ไม่ว่าจะสวดมนต์อย่างถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง รู้ความหมายหรือไม่รู้ความหมาย ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ การสวดมนต์ได้รับการยกย่องว่าเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ต่อสุขภาวะทั้งร่างกายและจิตใจ

เด็ก ๆ ก็สวดได้ แม้ไม่รู้ความหมาย ตั้งใจบ้างไม่ตั้งใจบ้าง

ดังนั้นเป็นเรื่องที่ดี ที่จะสนับสนุนให้เด็กฝึกสวดมนต์ตั้งแต่เด็ก เพราะเกิดประโยชน์ด้านสุขภาวะกายใจของเด็ก

ตามแบบแผนดั้งเดิมนั้น การสวดมนต์ในศาสนาฮินดู พุทธ คริสต์ อิสลาม และฮีบบรู มักใช้เป็นวิธี ปลุกคุณสมบัติด้านสว่างในตัวคุณ หรือใช้รักษาผู้คน แต่ ทุกวันนี้มีเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับการสวดมนต์มากขึ้น นั่นคือสวดมนต์เพื่อรักษาสุขภาพและความสุข

มีความเป็นวิทยาศาสตร์หลากหลายสาขาที่อยู่เบื้องหลังการสวดมนต์ โดยโจนาธาน โกลด์แมน ชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นทั้งนักเขียน นักดนตรี และอาจารย์สอนในสาขาการบำบัดด้วยเสียงและคลื่นความถี่ กล่าวว่า

“การสวดมนต์มีความเป็นศาสตร์แข็ง เช่น ฟิสิกส์ หรือเกี่ยวกับประสาทสัมผัสของมนุษย์ด้านการได้ยิน และอื่นๆ บางทีก็มีความเป็นศาสตร์แห่งจิตวิญญาณ เช่น การปฏิบัติของสายโยคะต่างๆที่มีการใช้เสียงด้วย”

ดร.เฮอเบิร์ท เบนสัน ศาสตราจารย์ นักเขียน อายุรแพทย์เชี่ยวชาญด้านหัวใจ และผู้ก่อตั้งสถาบันการแพทย์ด้านร่างกายและจิตใจแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ศึกษาดูว่า การสวดมนต์ช่วยทำให้เกิดภาวะการตอบสนองอย่างผ่อนคลาย โดยนิยามการตอบสนองนี้ว่าเป็นความสามารถเฉพาะบุคคลที่จะกระตุ้นให้ร่างกายปล่อยสารเคมีและคลื่นสมองซึ่งทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย กระบวนการหายใจช้าลง และความดันเลือดลดลง

โกลด์แมนกล่าวว่า ดร. อัลเฟรด โตมาติส ใช้เสียงสวดมนต์ของนักบวชเกรกอเรียนกระตุ้นระบบประสาท สมอง และหู ของผู้เข้ามาบำบัด งานของเขาสำคัญมากต่อประโยชน์ของเสียงและการสวดมนต์ในทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ เขาพบด้วยว่า เสียงที่จำเพาะ มีความถี่เสียงที่สูงเป็นพิเศษจะกระตุ้นและสร้างพลังให้สมองส่วนคอร์เทกซ์และระบบประสาท

และเขารู้ว่า เสียงสวดมนต์แบบอื่นจากประเพณีอื่นก็มีผลเช่นเดียวกัน นอกจากมีการศึกษาปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ในเรื่องการสวดมนต์ยังมีมีการศึกษาในศาสตร์อื่นอีกเหมือนกัน

ดร.เดวิด ชานานอฟ –คาลซา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยเพื่อกลไกร่างกายและจิตใจแห่งสถาบันไบโอเซอกิตแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก และเป็นสมาชิกของศูนย์การแพทย์ผสมผสานที่มหาวิยาลัยแห่งนี้ รายงานถึงแนวคิดการใช้ การสวดมนต์เพื่อช่วยในการรักษาแบบฝังเข็ม

ดร.รานจิ สิงห์ นักประสาทวิทยาศาสตร์ นักเขียน นักธุรกิจ และนักการศึกษาโลก พบว่า

การสวดมนต์เจาะจงบทใดบทหนึ่งซ้ำๆ จะทำให้ร่างกายปล่อยฮอร์โมนเมลาโทนิน ซึ่งเกิดประโยชน์มากมายเช่น

ลดขนาดเนื้องอก และช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น

มีการค้นพบด้วยว่า การสวดมนต์นั้นเพิ่มออกซิเจนให้สมอง ลดอัตราการเต้นของหัวใจ ทำให้ความดันเลือดดีขึ้น และทำให้คลื่นสมองสงบ และการสวดมนต์ยังสามารถทำให้สมองซีกซ้ายและซีกขวา”ซิ้งค์” กันได้ดี คือ สมองส่วนต่างๆ ทำงานเข้าขากัน หรือมีจังหวะตรงกันพอดี ซึ่งจะทำให้ความสามารถในการคิดอ่าน-เชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ เข้าด้วยกันเป็นไปด้วยดี

ตอนท้ายสุด อเล็กซา ปิดท้ายว่า

เมื่อเรารู้สึกไม่สบายทางร่างกายและจิตใจ แล้วแสวงหาการรักษา แม้ภาพของโลกที่การสวดมนต์กลายเป็นคำแนะนำอันดับต้นๆที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจ อาจจะดูเป็นงานที่ยาก แต่ผู้คนทุกวันนี้ก็ตระหนักขึ้นเรื่อยๆ ว่าเราสามารถสวดมนต์เพื่อสุขภาพและความสุข ให้เราหวังกันเถอะว่า เราจะทำให้พลังของการสวดมนต์อยู่ในสเกลที่ใหญ่ขึ้น และเกิดขึ้นให้เร็วที่สุด

ลิ้งค์หัวข้อ: http://www.banloktip.com/webboard/index.php?topic=5749
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 26, 2018, 08:36:28 AM โดย เอ็มเจ »
คิดดี ทำดี สิ่งดีๆๆจะตามมา

 

 




Banloktip.com ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 20-เมษายน-2012 ..เพื่ออุทิศให้ คุณพ่อสำเร็จ ทิตาวงศ์