แนะนำการฝึกมโนมยิทธิสำหรับนักปฏิบัติใหม่


ข่าวประกาศ โดย บ้านโลกทิพย์





หัวข้อ: แนะนำการฝึกมโนมยิทธิสำหรับนักปฏิบัติใหม่ (อ่าน 312 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

Permalink: แนะนำการฝึกมโนมยิทธิสำหรับนักปฏิบัติใหม่

มิถุนายน 16, 2018, 06:02:47 PM 312 0 | หัวข้อไอดี: 5709 | ลิ้งค์หัวข้อ: http://www.banloktip.com/webboard/index.php?topic=5709

ออฟไลน์ เอ็มเจ

  • ผู้ดูแลห้อง
  • ออฟไลน์
  • ความนิยม: +1/-43

  • เพศ: ชาย
  • กระทู้ : 4045
  • สตางค์ :
  • แต้มถูกใจ : 1
  • ลำดับสมาชิก : 3



  • พฤศจิกายน 19, 2018, 12:02:38 PM


แนะนำการฝึกมโนมยิทธิสำหรับนักปฏิบัติใหม่

โดย หลวงพ่อพระราชพรหมยาน(หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง)
วัตถุประสงค์ของการฝึกมโนมยิทธิ

เพื่อให้นักปฏิบัติทุกท่าน พิสูจน์พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า
ว่า นรก สวรรค์ พรหม นั้นมีจริงหรือไม่ พระนิพพานสูญจริงหรือ และเป็นการปฏิบัติทางลัดให้เข้า
สู่พระนิพพานได้โดยเร็วขึ้น ไม่ใช่ฝึกเพื่อความสนุกสนานหรือเพื่อเป็นการโอ้อวดบุคคลอื่น
หรือเพื่อไปเป็นหมอดูให้ชาวบ้าน

จุดประสงค์ให้ทุกท่านตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหาน โดยเริ่มเป็นพระโสดาบันจนถึงพระอรหันต์
นักปฏิบัติทุกท่านควรศึกษา สังโยชน์ 10 และบารมี 10 ให้เข้าใจ และอารมณ์ของพระอริยเจ้า
ตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงปลาย ฉะนั้นนักปฏิบัติเมื่อได้แล้วควรฝึกฝนให้ชำนาญทุกอิริยาบถ
โดยกำหนดจิตของตนไปเฝ้าอยู่เฉพาะพระพักตร์ขององค์สมเด็จพระชินวรอยู่เป็นประจำ
การวางอารมณ์ ขณะเวลาปลอดเสียง

1. ตัดความกังวลห่วงใยใดๆ ทั้งหลายให้หมดสิ้น และตั้งจิตแผ่เมตตาไปในจักรวาลทั้งปวง
ตั้งจิตไว้ว่า เราจะไม่เป็นศัตรูกับใคร มนุษย์ และสัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย
รักสุขเกลียดทุกข์เหมือนกัน

2. กำหนดรู้ลมหายใจ เข้า ออก พร้อมทั้งพิจารณาว่าเราเกิดมาเพื่อตาย ร่างกายไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา
ร่างกายนี้เป็นของสกปรก ไม่เที่ยง เป็นปัจจัยของความทุกข์ทั้งหลายและเสื่อมสลายไปในที่สุด
ดินแดนที่มีความสุขอมตะ คือ พระนิพพาน ให้จิตจับพระนิพานเป็นอารมณ์

3. เมื่อพิจารณาจนจิตสบายแล้ว ก็ใช้คำภาวนาว่า “นะ มะ พะ ธะ” พร้อมกับกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก

เวลาหายใจเข้าว่า “นะ มะ” เวลาหายใจออกว่า “พะ ธะ” ภาวนาแบบสบายๆ อย่าบังคับให้ช้าหรือเร็วเกินไป
(เมื่อรู้สึกอึดอัดให้หายใจเข้าช้าๆ หายใจออกช้าๆ 3-4 ครั้ง ก็จะหายเอง)

เมื่อหมดเวลาปลอดเสียงแล้ว ถ้าครูเข้าไปให้คำแนะนำขอให้นักปฏิบัติหยุดภาวนา วางอารมณ์เบาๆ
แบบสบายๆ อย่าปักอารมณ์ สมาธิให้แน่นจะเสียผล ตั้งใจฟังคำแนะนำ และปฏิบัติโดยพิจารณาตามไปด้วยทันที
(ตั้งใจพิจารณาให้เห็นจริงด้วยปัญญา)
เมื่อจิตสามารถเคลื่อนตัวได้แล้วการตอบคำถามให้ตอบตามความรู้สึกสัมผัสทางจิตก่อน
มิใช่ เอาตาไปเห็น หรือ เอาหูไปฟังเสียง ถ้าครูถามว่ามีความรู้สึกว่าเห็นอะไร
ความรู้สึกของจิตแรกว่าอย่างไรให้ตอบอย่างนั้นทันที อย่าไปลังเลสงสัย
ถ้ามีอารมณ์ไม่แน่ใจ อารมณ์ลังเลสงสัยที่มาขวางอยู่ ท่านบอกว่าเป็นอารมณ์เลว
ที่กั้นความดี มาขวางอยู่ นักปฏิบัติควรศึกษาให้เข้าใจ และตัดอารมณ์สงสัยให้หมดไป

ขณะฝึกจิตมีสมาธิอารมณ์จิตย่อมเป็นทิพย์
เป็นการสัมผัสจริงไม่ใช่เกิดจากความนึกคิดของเราที่จะสร้างขึ้น ขณะฝึกตอบผิดหรือถูกยังไม่สำคัญ
ขณะฝึกขอให้มีความมั่นใจในตนเองถือแบบปฏิบัติแบบโง่ๆ ไปก่อน ถ้าครูถามว่ารู้สึกเห็นเป็นสีอะไร
ความรู้สึก ของจิตแรกบอกสีขาว เราก็ตอบว่าสีขาวทันที อย่าใช้อารมณ์ที่สองหรือคิดต่อจะเกิดอุปาทาน
ข้อนี้ท่านนักปฏิบัติควรศึกษาให้เข้าใจ และควรระวังไว้ให้มากเริ่มต้นฝึกไปแบบมืดๆ แบบตาบอดคลำช้างไปก่อน
เมื่อศีล สมาธิ ปัญญา สมบูรณ์ และชำนาญขึ้นก็สามารถจะสัมผัสความเป็นทิพย์ได้ชัดเจน เหมือนตาเห็น
(สภาพเห็นของจิตมีวงจำกัดมาก ฉะนั้นจึงต้องขออาราธนาบารมีขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเสมอ)

ข้อควรปฏิบัติในเวลาปกติ สำหรับท่านที่ปฏิบัติได้แล้วควรรักษาไว้ให้ดีขึ้นหรืออย่างน้อยก็ให้ทรงตัว
โดยจำอารมณ์ตอนขณะฝึกได้ครั้งแรกๆ และท่านที่กำลังฝึกปฏิบัติอยู่ ควรสำรวจตนเองเสมอว่า
เราบกพร่องในข้อไหนในด้านศีล สมาธิ ปัญญา (สำหรับท่านที่มาปฏิบัติใหม่หัวข้อธรรมะบางข้อ
อาจยังไม่เข้าใจให้ศึกษารายละเอียดได้จากหนังสือคู่มือปฏิบัติพระกรรมฐาน)
ควรระวังอารมณ์ของนิวรณ์ 5 ความพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสระหว่างเพศ
ความโกรธความพยาบาท ความง่วง ความฟุ้งซ่าน อารมณ์สงสัยในพระธรรมคำสั่งสอน
ขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้ง 5 อย่างนี้ ขณะปฏิบัติให้ละโดยเด็ดขาด

และในเวลาปกติระหว่างใช้ชีวิตประจำวัน
ควรกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก และภาวนา “นะ มะ พะ ธะ”
สลับกับการพิจารณาร่างกายให้จิตสะอาดแล้วไปกราบนมัสการพระพุทธเจ้า
ที่แดนพระนิพพาน ทำเสมอๆ หัดทำให้คล่องทุกอิริยาบถได้ยิ่งดี
เพราะหลวงพ่อท่านแนะนำว่า การที่เราจะเคลื่อนจิตไปได้นั้นต้องอาศัยกำลังของสมาธิ
การที่เราจะเห็นภาพได้ชัดเจนต้องอาศัยวิปัสสนาญาณ
นักปฏิบัติทุกท่านที่ต้องการให้ได้ผลดีต้องรักษา ศีล สมาธิ ปัญญา ให้ทรงตัวในระดับเดียวกันจึงจะได้ผลเต็มที่

เรื่องของมโนมยิทธิ เมื่อครู่อาตมาบอกว่า ถ้าใครมีวิสัยเดิมจะสามารถฝึกได้ง่าย บางคนก็มานั่งปลงว่า แล้วชาตินี้ข้าพเจ้าจะได้บ้างไหมนี่ ? ขอยืนยันว่า ถ้าใครคิดอยากจะทำ คนนั้นต้องมีพื้นฐานเดิมมาบ้างแล้ว และการฝึกกรรมฐานจริง ๆ การรู้เห็นต่าง ๆ เป็นของอันตรายเพราะว่าส่วนใหญ่พอรู้เห็นแล้ว ไม่สามารถที่จะจัดการได้ถูกต้อง เมื่อไม่สามารถจัดการได้ถูกต้อง หลงผิดทางไปมากต่อมาก การฝึกมโนมยิทธิ ที่อาตมาเจอมานั้น เกิน ๘๐ เปอร์เซ็นต์ที่ผิดทาง
ถามว่าผิดแล้วมีอันตรายไหม ? ถ้าอันตรายในทางโลกทั่ว ๆ ไปไม่มี แต่ว่าทำให้เข้าถึงธรรมได้ช้าลง มัวแต่ไปหลงสนุกอยู่กับการรู้เห็น ไปเที่ยวดูว่าคนนั้นเป็นพ่อฉัน คนนี้เป็นแม่ฉัน นั่นพี่ฉัน นี่น้องฉัน โน่นเคยเป็นสามี นี่เคยเป็นภรรยา
ปกติแล้วการฝึกกรรมฐานทุกประเภท จุดมุ่งหมายคือ ต้องการความหลุดพ้น ต้องการพ้นทุกข์ ต้องการปลดกิเลส ต้องตัดภาระทุกอย่างให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ แต่ว่าแบบนี้กลายเป็นการฟื้นความสัมพันธ์ใหม่ กลายเป็นสร้างภาระเพิ่มขึ้น จึงได้เตือนให้รู้ล่วงหน้า แม้ว่าเราไม่ได้ฝึกสายมโนมยิทธิมาก็ตาม แต่ถ้าของเก่าในอดีตของเรามี ภาวนาไป ๆ จิตสงบถึงที่ การรู้เห็นจะบังเกิดเอง จิตเราปกติจะกระเพื่อมอยู่ตลอดเวลาเหมือนน้ำ น้ำที่กระเพื่อมอยู่ เราส่องหน้าตัวเองไม่เห็น หรือว่าเห็นแต่ก็เบลอ..ไม่ชัดเจน

แต่พอฝึกไปถึงระดับหนึ่ง จิตจะค่อย ๆ นิ่ง เหมือนอย่างกับน้ำที่นิ่ง พอน้ำนิ่งสามารถสะท้อนเงาทุกอย่างที่อยู่รอบข้างลงไปในน้ำได้ สภาพจิตของเราก็นิ่งลักษณะเดียวกัน ถึงเวลาก็จะสะท้อนภาพทุกอย่างลงไปได้ การรู้เห็นก็จะปรากฏขึ้น
คราวนี้เราก็จะลำบาก ลำบากตรงที่ว่า เวลารู้นั้นรู้เยอะมาก แต่เราไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าควรพูดแค่ไหน ? แล้วก็จะได้รับคำสรรเสริญจากเพื่อนเวลาเราไปเล่าให้เขาฟังว่า บ้า..! เพราะฉะนั้นใครที่เป็นนักปฏิบัติ ถ้ายังไม่ได้รับการสรรเสริญจากคนรอบข้างว่าบ้า นั่นยังเอาดีได้ยาก ขอยืนยัน..!

 คราวนี้มโนมยิทธินั้น ลักษณะการรู้เห็น รู้เห็นแบบไหน ? การรู้เห็นนั้นเป็นการเห็นด้วยใจ ไม่ใช่สายตา โปรดลืมสายตาของเราไปได้เลย แล้วถามว่าใจเห็น เห็นแบบไหน ? อย่างเช่นว่าเรานึกถึงบ้าน นึกถึงคนที่เรารู้จัก ก็จะชัดเจนในความรู้สึกของเรา แต่ถามว่าเห็นหรือไม่ ? ไม่ใช่ตาเห็นแน่นอน..ใช่ไหม ? ลักษณะของมโนมยิทธิจะเป็นแบบนั้น แต่คราวนี้บ้านของเรา หรือว่าคนที่เรารู้จัก เราสามารถกำหนดรู้ได้ชัดเจนมาก เพราะเราคุ้นชินกับสิ่งนั้น

แต่ว่าในเรื่องอื่น ๆ ถ้าเทียบการฝึกมโนมยิทธิ ครูฝึกถ้าต้องการพิสูจน์ อาจจะนำเราไปยังสถานที่ต่าง ๆ ที่เราไม่เคยไป หรือว่าไปนรกไปสวรรค์โน่นเลย เราไม่เคยชินกับสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น เพราะฉะนั้น..ความรู้สึกแรกที่ปรากฏขึ้นกับใจจะสำคัญที่สุด..! เราต้องเชื่อความรู้สึกนั้น เอ๊ะ..แม้แต่นิดเดียว แปลว่าพลาดอย่างแน่นอน
ความรู้สึกต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แรก ๆ มองไม่เห็นภาพหรอก มืดสนิท..! คุยในเรื่องความรู้สึกล้วน ๆ น่าจะเป็นอย่างนั้น น่าจะเป็นอย่างนี้ หรือว่าเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ ตอบส่งไปได้เลย แล้วตอบไปก็ถูกด้วย แต่ว่าเราต้องจำอารมณ์นั้นเอาไว้ให้ได้ เหตุที่ต้องจำอารมณ์นั้นเอาไว้ให้ได้ก็เพราะว่า ถ้าทุกครั้งเรากำหนดกำลังใจลักษณะอย่างนั้น การรู้เห็นจะสามารถรู้ได้ถูกต้อง พอทำไป ๆ ความมั่นใจเริ่มมี คราวนี้จิตจะนิ่งได้ระดับหนึ่ง ภาพก็จะปรากฏ

ตอนภาพปรากฏนี่เสียคนอีกเยอะเลย เพราะว่าทันทีที่ภาพปรากฏอยู่ตรงหน้า ความที่อยากรู้เห็นอย่างชัดเจน เราจะใช้สายตาเพ่งเอา อย่าลืมว่ามโนมยิทธิเป็นการส่งใจออก ปกติการส่งใจออกนอก เป็นสาเหตุของทุกข์อย่างแน่นอน แต่มโนมยิทธิไม่สร้างทุกข์ให้ในช่วงนั้น เพราะว่าเป็นการส่งออกด้วยการควบคุมของสมาธิ ไม่ใช่ส่งออกไปฟุ้งซ่านแบบไม่มีกำลังสมาธิควบคุม ถ้าหากว่าส่งออกแบบฟุ้งซ่านนั้น จะเป็นต้นเหตุของทุกข์ที่เรียกว่า สมุทัย
เมื่อจิตส่งออกไปถึงที่นั้น จะรู้เห็นสิ่งนั้น แต่ทันทีที่เราเห็น เราใช้สายตาเพ่งเพราะต้องการให้ชัดขึ้น การนึกถึงตา คือนึกถึงตัวเอง เป็นการดึงกำลังใจกลับมา ในเมื่อใจพ้นจากตรงนั้น ภาพที่เห็นจะหายไป ฉะนั้น..ทันทีที่เราเพ่ง ภาพจะหายทันที แล้วเราก็จะมากลุ้มใจว่า เอ๊ะ..! ทำไมเมื่อกี้เห็น แต่ตอนนี้หายไปแล้ว
พอใจนิ่งใหม่ ก็เห็นอีก เพ่งอีกก็หายอีก หลายต่อหลายท่านติดอยู่ตรงขั้นตอนนี้เป็นปี ๆ จนกว่าเราจะวางกำลังใจได้ว่า การรู้เห็นครั้งแรกที่มีแค่ความรู้สึกโดยไม่ต้องเห็นภาพ ก็ถูกต้องดีแล้ว.

เพราะฉะนั้น..ภาพจะปรากฏหรือไม่ปรากฏก็ตาม เป็นเรื่องของมัน ถ้าหากเราทำกำลังใจอย่างนี้ได้ เขาเรียกว่ามีอุเบกขา สมาธิทุกขั้นตอนต้องมีอุเบกขา ถ้าไม่มีก็ไม่ทรงตัวอุเบกขาในที่นี้จะสรุปง่าย ๆ ว่า คือการที่เรามีหน้าที่ภาวนา มีหน้าที่ทำตามที่ครูฝึกบอก ก็ทำไป จะเห็นหรือไม่เห็น เป็นเรื่องของมัน ถ้าตัดใจอย่างนี้ได้ ก็จะง่าย
โดยเฉพาะอาตมาอยากจะบอกว่า คนเราทุกคน ถ้าคิดเป็น ได้มโนมยิทธิทุกคน เพียงแต่เราใช้ความคิดเป็นไหม? อย่างตอนนี้เราคิดถึงบ้าน ถ้าบุคคลที่ได้อภิญญาจะเห็นเราไปอยู่ที่บ้านแล้ว ถามว่าต้องใช้ยานพาหนะอะไรบ้างไหม ? จะต้องไปเปิดประตูออกไปไหม ? ต้องไปขึ้นรถ ต้องเสียเวลาขับรถอีกเป็นชั่วโมง ๆ กว่าจะถึงหรือเปล่า ?
แต่ว่ามโนมยิทธินั้นแค่คิดก็ถึงแล้ว ไม่โดนจำกัดด้วยขั้นตอนของร่างกายใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะเป็นกำลังใจ เราคิดถึงดวงอาทิตย์ตอนนี้ กำลังใจเราก็อยู่ที่ดวงอาทิตย์ คิดถึงดวงจันทร์ กำลังใจของเราก็อยู่ที่ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ห่างจากโลกของเรามาก แสงที่ใช้เวลาเดินทาง ๑๘๖,๐๐๐ ไมล์ต่อวินาที ใช้เวลา ๘ นาทีกว่าจะถึงโลกเรา แต่เราคิดถึงดวงอาทิตย์ กำลังใจเราไปจ่ออยู่ที่นั่นเดี๋ยวนั้นเลย ไม่ติดด้วยขั้นตอนของการเดินทาง หรือว่ารูปแบบของร่างกาย เพราะเป็นกำลังใจอย่างเดียว

ข้อห้าม..! ในการฝึกมี ๔ ข้อด้วยกัน
ข้อที่หนึ่ง ต้องไม่กลัว ส่วนใหญ่กลัวว่า การถอดจิตออกไปจะกลับได้หรือเปล่า ? ถ้ากลับไม่ได้ก็แย่เลย..! หรือว่าออกไปแล้วจะเจอสิ่งที่น่ากลัว เช่น เจอผี เป็นต้น ถ้าหากว่ากลัว กำลังใจของเราไม่มั่นคง ฝึกไปก็ไม่ได้ผล

ข้อที่สอง ต้องไม่อยาก อยากมากจนเกินไปก็ไม่ได้ จากเหตุผลที่กล่าวมาแล้วข้างต้น สิ่งที่จะรู้เห็นเหมือนกับช่องกลม ๆ อยู่ตรงหน้าพอดี ๆ ยืดคอเลยช่องจะไปมองอะไรเห็น

เวลาครูฝึกบอกเราว่า ให้เลิกการภาวนา ขอให้เลิกจริง ๆ ท่านใดที่มีพื้นฐานการภาวนามาก่อน ฝึกมโนมยิทธิจะได้ยากเย็นเข็ญใจที่สุด

เนื่องจากว่าการรู้เห็นมี ๒ ระดับ ระดับแรกเรียกว่า อุปจารสมาธิ ซึ่งก็คือดวงปฐมมรรคของธรรมกาย ภาพจะปรากฏตอนนั้น ระดับที่สองเป็นฌานสี่ไปเลย ในระหว่างกลางคือ ฌาน ๑,๒,๓ นั้นจะไม่เห็นอะไร

เหมือนกับมีห้องสองห้อง อยู่ชั้นบนกับชั้นล่าง การตกแต่งทุกอย่างเหมือนกันหมด เราอยู่ชั้นบนก็สามารถบรรยายได้ว่า ห้องนั้นมีสภาพอย่างไร อยู่ชั้นล่างก็สามารถบรรยายได้ ว่าห้องนั้นมีสภาพอย่างไร แต่ถ้าเราอยู่ระหว่างบันไดจะไม่รู้เห็นอะไรเลย..!
เพราะฉะนั้น ถ้าบอกให้เลิกภาวนา คนที่มีพื้นฐานเก่าขอให้เลิกจริง ๆ ลดกำลังใจลงมาสบาย ๆ เหมือนเราจะคุยกับใครสักคน หลับตาลงเบา ๆ กำหนดรู้ตามที่ครูฝึกบอก มีความรู้สึกอย่างไร ? ให้ตอบไปตามนั้นเลย

ข้อที่สาม อย่าเป็นคนขี้สงสัย ส่วนใหญ่พวกเรา รับรู้เรื่องต่าง ๆ มามากต่อมากด้วยกัน แล้วจะเป็นคนขี้สงสัย การรู้เห็นนั้น เรารู้เห็นตามสภาพปัจจุบัน ตอนนั้น เดี๋ยวนั้น แต่สิ่งที่เรารับฟังมานั้นไม่ใช่ ถ้าเราไปเอาสิ่งที่เรารับฟังมาไปเปรียบเทียบ เขาเรียกว่า ติดอุปาทาน
ขอยกตัวอย่างตัวเองให้ฟังว่า อาตมาฝึกครั้งแรก เพราะอยากเห็นพระอินทร์ เคยดูลิเกมาเยอะ พระอินทร์ต้องตัวเขียว ๆ ใส่ชฎาด้วย ปรากฏว่าพอไปเข้าจริง ๆ ถึงบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ไม่ได้เจอพระอินทร์อย่างที่ตัวเองรู้จัก
เจอลุงกำนันท่านหนึ่ง อ้วนพุงปลิ้นเลย ใส่กางเกงขาสามส่วน มีผ้าขาวม้าพาดไหล่ แถมสูบบุหรี่มวนโตอีกต่างหาก ก็ไปยืดคอมอง นี่หรือพระอินทร์ ? ท่านก็ลุกขึ้นนั่งถามว่า แล้วเอ็งอยากดูแบบไหน ? ในช่วงไม่กี่วินาที ท่านเปลี่ยนให้ดูเป็นร้อย ๆ แบบ แล้วท้ายสุดก็คือแบบที่เราคิดว่าใช่ ก็คือต้องตัวเขียว ๆ แล้วใส่มงกุฏแหลม ๆ ด้วย
ดังนั้นถ้าหากเราเป็นคนขี้สงสัย ยึดเอาอุปาทานจนเกินไป อย่างเช่น นางฟ้าไม่ใส่เสื้อ ยุ่งแน่ ๆ เลย อย่าลืมว่าท่านรวยกว่าเราเยอะ ถึงขนาดไม่มีเสื้อใส่นี่หมดสภาพเลย อันนั้นเป็นเทคนิคของโบราณที่เขาวาดภาพในแนวอีโรติก เพื่อจะดึงดูดความสนใจของคน เลยไม่ใส่เสื้อให้นางฟ้า

ข้อที่สี่ ต้องมีความมั่นใจในตัวเอง ส่วนใหญ่คนที่ขาดความมั่นใจ พอฝึกได้ในช่วงอยู่ต่อหน้าครูฝึก ลับหลังไปแล้วก็สงสัยว่า เอ๊ะ..! เมื่อกี้จะจริงหรือเปล่า ? โดยเฉพาะกลับบ้านไปแล้วทำต่อไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ก็เป็นวิธีเดียวกันนั่นเอง
อย่าลืมข้อสรุปนะ
๑.ต้องไม่กลัว
๒.ต้องไม่อยากจนเกินไป ต้องคลายสมาธิของตัวเองลงมาให้หมดก่อน ยกเว้นว่าใครทรงฌาน ๔ ได้คล่องตัว ก็ไม่ต้อง
๓.ต้องไม่เป็นคนติดสงสัย เอาของเก่ามาปะปนกับเรื่องที่พบในปัจจุบัน ตอนนั้น เดี๋ยวนั้น
๔.ต้องมีความมั่นใจในตัวเอง
ถ้าใครสามารถทำได้ดังนี้ โดยเฉพาะเคล็ดลับตรงที่ว่า มโนมยิทธิแค่คิดก็ถึงแล้ว ถ้าหากครูฝึกท่านบอกว่า ให้ยกกำลังใจขึ้นสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ก็ให้กำหนดความรู้สึกของเราทั้งหมดว่า ที่อยู่ตรงหน้านี่คือดาวดึงส์
ถ้าครูฝึกถามว่า มีสภาพอย่างไร ? ความรู้สึกตอนนั้นบอกว่าอย่างไร ? ให้ตอบไป เห็นหรือไม่เห็นก็ไม่เป็นไร เอาความรู้สึกแรกเข้าว่า พอครูฝึกบอกเราให้ทำตามไปเรื่อย ๆ สภาพจิตที่ตื่นเต้นตอนแรก ก็จะค่อย ๆ นิ่งลง เหมือนกับน้ำนิ่ง การรู้เห็นจะชัดขึ้นเรื่อย ๆ

ส่วนที่สำคัญก็คือ เมื่อทำได้แล้วอย่าทิ้ง ให้ซักซ้อมเอาไว้บ่อย ๆ จะได้เกิดความคล่องตัว ถึงเวลาจะได้ใช้งานได้จริง อย่างเช่นมีปัญหาในหน้าที่การงาน เราคิดหาทางแก้ไขไม่ได้ ก็ยกจิตขึ้นไปกราบถามพระ หรือ ถามพรหมเทวดาองค์ใดก็ได้ที่เราคุ้นเคย อย่างที่หลวงปู่สด วัดปากน้ำท่านว่า "มีอะไรให้ถามพระธรรมกายเอา.." บางทีวิธีแก้ไขที่ท่านบอกมา ก็ง่ายจนเราคิดไม่ถึง ช่วยประหยัดเวลาของเราไปได้มาก
โดยเฉพาะนักเรียนนักศึกษา ถ้าติดขัดเรื่องเรียน สามารถที่จะถามได้ทันที แม้แต่เวลากำลังทำข้อสอบอยู่ ก็ยกจิตไปถามพระได้เดี๋ยวนั้น ถ้าคล่องตัวจริง ๆ จะตอบได้ถูกต้องและถูกใจผู้ตรวจข้อสอบด้วย อาตมาเองทำคะแนนเต็มร้อยมาจนนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ก็ด้วยการใช้มโนมยิทธินี่เอง แต่ควรที่จะอ่านหนังสือเอาไว้เป็นพื้นฐานด้วย เพราะถ้าไม่อ่านหนังสือเลย เวลาที่คำตอบออกมาแล้วไม่คุ้นเคย เราอาจจะไม่กล้าตอบ เพราะไม่แน่ใจว่าถูกต้องหรือเปล่า

แต่ที่สำคัญที่สุด และเป็นจุดประสงค์ของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำจริง ๆ ในการสอนมโนมยิทธินั้นก็คือการที่เราสามารถยกจิตขึ้นไปกราบพระบนพระนิพพานได้นั้น ทำให้เราคุ้นเคยกับสภาพจิตที่ปราศจาก รัก โลภ โกรธ หลง ถ้าเราจำอารมณ์นั้นมา แล้วพยายามประคับประคองรักษาเอาไว้ จิตใจเราก็จะผ่องใสมาก

ยิ่งสามารถเอาจิตเกาะพระนิพพานได้นานเท่าไร จิตของเราก็จะผ่องใสได้นานเท่านั้น เมื่อสภาพจิตคุ้นชินกับการปราศจากรัก โลภ โกรธ หลง ไปนาน ๆ ในที่สุดกิเลสทั้งหลายเหล่านี้ไม่สามารถที่จะงอกงามต่อไปได้ ก็จะเหี่ยวเฉา หมดสภาพ ตายไปเอง ทำให้เราสามารถบรรลุถึงพระนิพพานได้อย่างแท้จริง บาลีเรียกว่า เจโตวิมุตติ เป็นการหลุดพ้นด้วยการใช้กำลังใจในการกดกิเลสเอาไว้ จนกิเลสหมดสภาพ ดับสิ้นไปเอง

เมื่อเห็นประโยชน์ชัดเจนแล้ว ก็ขอให้ทุกคนตั้งใจฝึกฝน โดยการวางกำลังใจไว้ว่า วันนี้เราจะฝึกมโนมยิทธิ ครูฝึกว่าอย่างไรเราจะปฏิบัติตาม จะได้ผลหรือไม่ก็ไม่เป็นไร ขอให้เราได้ฝึกก็แล้วกัน ถ้าทำใจอย่างนี้ได้ การฝึกก็จะมีผลกับทุกท่านอย่างแน่นอน
ท้ายนี้ขอบารมีคุณพระศรีรัตนตรัย และครูบาอาจารย์ทุกท่าน อำนวยพรให้ท่านทั้งหลาย สามารถฝึกมโนมยิทธิได้คล่องตัว สามารถรู้เห็นตามความเป็นจริงได้ถ้วนทั่วทุกตัวคนด้วยเทอญ...จากนี้ไปขอให้ทุกท่านเตรียมสมาทานศีลและสมาทานพระกรรมฐานจ้ะ

ลิ้งค์หัวข้อ: http://www.banloktip.com/webboard/index.php?topic=5709
คิดดี ทำดี สิ่งดีๆๆจะตามมา

 

 




Banloktip.com ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 20-เมษายน-2012 ..เพื่ออุทิศให้ คุณพ่อสำเร็จ ทิตาวงศ์