ตอน...มาร่วมบุญกับผู้มีบุญ


ข่าวประกาศ โดย บ้านโลกทิพย์





หัวข้อ: ตอน...มาร่วมบุญกับผู้มีบุญ (อ่าน 344 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

Permalink: ตอน...มาร่วมบุญกับผู้มีบุญ

เมษายน 27, 2018, 07:31:13 AM 344 0 | หัวข้อไอดี: 5662 | ลิ้งค์หัวข้อ: http://www.banloktip.com/webboard/index.php?topic=5662

ออฟไลน์ เอ็มเจ

  • ผู้ดูแลห้อง
  • ออฟไลน์
  • ความนิยม: +1/-43

  • เพศ: ชาย
  • กระทู้ : 4045
  • สตางค์ :
  • แต้มถูกใจ : 1
  • ลำดับสมาชิก : 3



  • พฤศจิกายน 19, 2018, 12:02:38 PM


ผู้เขียนจะเจอเรื่องแปลกๆก็ต่อเมื่อ ได้ไปพบเจอผู้คนภายนอก หรือไปในสถานที่ต่าง ๆ  ที่เป็นสถานที่เก่าแก่หรือวัด ผู้เขียนจะเห็นบ่อยที่สุด เหมือนครั้งที่ผู้เขียนได้พบเจอมา

เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อปลายปี ๒๕๖๐ ที่ผู้เขียนได้ไปปฏิบัติธรรมที่วัดในเมือง ตุระกุ ประเทศฟินแลนด์ โดยที่มีน้องที่รู้จักและใกล้บ้านกันไปด้วย ในตอนแรกก็ถอดใจแล้วว่าจะไม่มีใครไปเป็นเพื่อน แต่ก็ดีที่น้องว่างพอดีก็เลยพากันไปปฏิบัติธรรมด้วยกัน เป็นเวลา ๒ คืน ๓ วัน

การเดินทางในช่วงเดือนธันวาคม อย่างที่บอก ในประเทศที่ผู้เขียนอยู่นั้นเป็นประเทศที่มีหิมะและอากาศหนาวเย็น วันที่ผู้เขียนไปก็หนาวเย็นมากแต่ก็ไม่ท้อ

กว่าจะไปถึงวัดฟ้าก็มืดแล้ว ถ้าช่วงฤดูหนาว มันจะมืดเร็วกว่าปกติ ทั้ง ๆ ที่เวลานั้นยังคงเป็นช่วงบ่ายอยู่

                เมื่อผู้เขียนไปถึงก็เข้าไปกราบพระอาจารย์ วัดในต่างประเทศก็เหมือนบ้านธรรมดา ๆ มีพระพุทธรูปเป็นองค์ประธานที่เคารพบูชา และจัดสถานที่ให้กว้างขวางเพื่อรองรับญาติโยมเข้ามากราบพระและทำบุญ หลังจากนั้นพระอาจารย์ก็ได้บอกว่าต้องทำอะไรบ้าง และพักห้องไหน ทุกอย่างจะแยกไว้เป็นสัดส่วน ส่วนด้านบนนั้นจะเป็นส่วนของพระ ด้านล่างจะเป็นส่วนของโยม  เมื่อพระอาจารย์ได้บอกที่พักให้เรียบร้อยท่านก็บอกกำหนดเวลาทำวัตรเย็น แล้วท่านก็ขึ้นไปจำวัตร เพื่อรอลงมาทำวัตรเย็นต่อ

ส่วนผู้เขียนและน้องที่มาด้วยกันก็เปลี่ยนชุดขาวเตรียมพานขันธ์ ๘ เพื่อขอรับศีล ๘ ต่อในช่วงเย็น ระหว่างรอเวลา ก็มานั่งกินข้าวก่อนที่จะได้ไปรับศีล๘ เพราะถ้ารับแล้ว เราจะกินข้าวเลยเวลาเพลมาแล้วไม่ได้

                ถ้าให้ผู้เขียนเล่าถึงวัดที่ TURKU แล้วผู้เขียนเคยมาครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง ครั้งแรกที่มาก็มากับน้องคนนี้ ผู้เขียนเคยมาถวายหนังสือให้กับพระอาจารย์ท่าน ส่วนครั้งนี้ก็มาอีก แต่มาขอรับศีล๘ ปิดวาจา ๓ วัน ๒ คืน

วัดนี้มีความแปลกอยู่ตรงที่ว่าตัวของวัดจะตรงกับทางสามแพร่งพอดี ไม่มีเยื้องที่ไหนเลย   ในความเชื่อแล้ว ถ้าบ้านใครนั้นอยู่ในระหว่างทางสามแพร่ง ก็แสดงว่าอยู่ในทางผีผ่าน เพราะสมัยโบราณว่าไว้ “ทางสามแพร่ง คือทางผีผ่าน” มันก็จะเป็นแบบนั้นจริง ๆ การนอนวัดในครั้งนั้นจึงระทึกมากสำหรับผู้เขียน

และเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้เขียนถึงกลับสะดุ้งโหยงตั้งแต่เริ่มแรกที่มาถึงที่นี่เลยทีเดียว

ในช่วงที่รอพระอาจารย์ท่านลงมาทำวัตรเย็น ผู้เขียนและน้องก็ได้นั่งกินข้าวรออยู่ที่ห้องครัว ด้วยความว่าห้องครัวนั้นประตูจะตรงไปที่ทางออก ทางเข้าพอดี แต่ว่า จะมีประตูปิดไว้ สามชั้นคือ ชั้นแรกเป็นชั้นประตูทางเข้า ชั้นที่สองเป็นประตูทางเข้าชั้นใน ชั้นที่สามคือประตูห้องครัว   ที่มีหลายชั้น เพราะบ้านของเมืองนอกนั้นทำไว้เพื่อกั้นความหนาวเย็นที่จะเข้ามาทางประตูทางเข้า

ส่วนประตูในครัวนั้นไม่ได้ปิดเอาไว้ จึงเหลือประตูด้านใน และด้านนอก ระหว่างนั่งกินข้าวใกล้จะอิ่มเสียงกริ่งที่หน้าประตูก็ดังขึ้น สองครั้ง

“สงสัยพี่คนที่บอกว่าจะมารับศีล๘ด้วยแน่ ๆ เดี๋ยวเจ๊ไปเปิดเอง” ผู้เขียนพูดขึ้น แล้วลุกไปเปิดประตู ( เจ๊ เป็นสรรพนามที่ชอบเรียกกันในหมู่รุ่นพี่ รุ่นน้องที่สนิท )

พอผู้เขียนเปิดประตูชั้นที่สองเดินออกไป แล้วไปเปิดประตูด้านหน้า ด้วยความมืดบรรยากาศรอบ ๆ ที่อึมครึม กลับไม่เห็นแม้แต่ใครสักคนยืนอยู่ แล้วเสียงมันขึ้นได้อย่างไร??

ณ ตอนนั้นผู้เขียนก็ไม่ได้คิดอะไรไปในทางที่พิสูจน์ไม่ได้ แต่ผู้เขียนคิดไปว่า ..จะมีขโมยมาแอบอยู่หรือเปล่า.. จากนั้นผู้เขียนก็ปิดประตู และดูความแน่นหนาอีกครั้ง ว่าจะไม่มีใครเข้ามาได้แน่ ๆ จึงเดินเข้ามา และก็ยังคิดวนไปวนมาว่า “จะมีใครมาขโมยของรึเปล่า” ในตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่า ถ้ามีขโมยเข้ามานี่จะทำไง ตายแน่ ๆ

ระหว่างที่เดินเข้ามาพระอาจารย์ท่านก็เดินมาพอดีแล้วถามผู้เขียนว่า

“ใครมาละโยม มาเพิ่มอีกกี่คน” ผู้เขียนยืนนิ่งเงียบสักพักแล้วตอบท่านไปว่า

“ไม่มีใครมาเลยคะ ไปเปิดแล้วมองดูข้างนอกก็ไม่มี ไม่เห็นใครเลยคะ” พระอาจารย์ท่านก็ยืนยิ้ม ๆ แล้วเดินไปในห้องโถงใหญ่ ผู้เขียนเดินเอาชาร้อนไปถวายท่านแล้วถามท่านอีกครั้งว่า

“กริ่งที่วัดเสียหรือเปล่าคะ”

“ไม่เสียหรอกโยม เพิ่งเปลี่ยนถ่านไปเมื่อวาน และเพิ่งเปลี่ยนกริ่งตัวใหม่เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา แล้วกริ่งที่วัดจะดังก็ต่อเมื่อมีคนกด และต้องกดแรง ๆ เท่านั้นถึงจะดัง” เมื่อพระอาจารย์ท่านพูดจบ ก็ยิ่งทำให้ผู้เขียนสงสัยขึ้นมาอีก แล้วถามว่ามีแบบนี้บ้างมั้ย ท่านก็จะบอกว่า ถ้าวันปกติแบบนี้จะไม่ค่อยเป็น จะเป็นวันพระใหญ่เท่านั้นที่ มีเสียงกริ่งดังแต่ไม่มีใครกด เพราะพระอาจารย์ท่านจะมาเปิดเอง และจะเป็นในช่วงเช้ามืดของวันพระใหญ่

สรุปคือ?? เคยมีเหตุการณ์แบบนี้อยู่ แต่ไม่บ่อย และจะเป็นเฉพาะวันพระใหญ่ แต่วันที่ผู้เขียนไปไม่ใช่วันพระ พระอาจารย์ท่านพูดลงท้ายแบบติดตลกว่า

“เขาคงรู้ว่าโยมมา เลยขอเข้ามาทำบุญด้วยละมั้ง”

ผู้เขียนยิ้มแห้ง ๆ แล้วกราบท่านเพื่อเตรียมตัวทำวัตรเย็นต่อจากนี้ หลังจากที่ทำวัตรเย็น พี่ที่นัดผู้เขียนไว้ว่าจะมาถือศีล ๘ ด้วยก็มาพอดี เรื่องของกริ่งปริศนาก็ได้นำมาสนทนากันขึ้นอีกครั้ง

“วันนี้โยมสา เจอแล้วนะ เสียงกริ่ง”

“อ่าววันนี้ไม่ใช่วันพระใหญ่นี่คะท่าน แปลกดีนะคะ สงสัยคนมีบุญ เขาเลยมาขอบุญด้วย”

เป็นคำพูดเดียวกันกับพระอาจารย์ท่านพูดบอกเอาไว้ แสดงว่าทุกคนที่มาวัดจะเจอเหตุการณ์นี้

“เจอกันบ่อยเลยเหรอคะ” ผู้เขียนถามเพราะ ผู้เขียนเองเป็นคนไปเปิดและไม่เจอใคร

คืนนี้และคืนพรุ่งนี้ เราจะต้องนอนที่นี่ คงสนุกและระทึกแน่นอน พระอาจารย์ท่านหันมาแล้วตอบกลับมาว่า

“ก็บ่อยนะทุกวันพระใหญ่ แต่ไม่มีอะไรหรอกอย่ากลัวเลยโยม เขาคงมาขอบุญ เราก็ส่งให้ไปเท่านั้น”

“ค่ะ..พระอาจารย์” หลังจากที่สนทนาจบในคืนนั้นทุกคนก็แยกย้ายไปพักผ่อน ในวันนั้นทุกคนต่างก็ขอนอนที่หน้าพระประทาน เพื่อความอบอุ่นใจ ถ้าเจอผี ผีก็คงจะต้องเกรงใจพระท่านบ้างแหระ ในคืนแรกก็ผ่านไปด้วยดี ไม่มีอะไร เพียงแต่มีสิ่งที่นอนอยู่ใกล้ ๆ ให้ความอบอุ่น อุ่นจนเหงื่อแตก

เช้าของวันสอง ทุกคนตื่นกันสายเพราะเหมือนจะไม่ได้นอนกันเลย หรืออาจเพราะต่างสถานที่ แต่ผู้เขียนเองไม่ใช่ต่างที่หรอก มีบางอย่างมากกว่าที่ทำให้ผู้เขียนนั้นนอนไม่ได้เลย

ช่วงเช้าทุกคนทำภารกิจเรียบร้อย ทำอาหารเช้าเพื่อถวายพระท่านก็เสร็จ รอทำวัตรเช้า

วันนี้ที่วัดก็มีคนมาเพิ่มอีกหลายคน และช่วงเย็นก็จะมีน้องอีกคนมาถือศีล ๘ ร่วมด้วย

แต่เรื่องกริ่งปริศนาก็ยังคงนำมาพูดคุยกันอยู่ แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ตื่นเต้นอะไรกันสักเท่าไหร่

“เจ๊..เมื่อคืนนอนไม่หลับเหรอ เห็นขยับจนมาติดเลย” น้องที่มาด้วยได้ถามผู้เขียนขึ้น เพราะเห็นว่าเมื่อคืนผู้เขียนนอนพลิกไป พลิกมา จนไปนอนซุกอยู่ที่มุมห้องแทน

“ไม่มีอะไรหรอก ปวดหลังเลยพลิกไป พลิกมา” ผู้เขียนพูดปัดไปเพราะไม่อยากให้ใครกลัว และอีกอย่างถ้าเรานั้นพูดมากไป เขาก็อาจว่าเราได้ว่า มาปฏิบัติธรรมหรือมาอวดอ้างตัวเอง แต่ที่จริงแล้วสิ่งที่มานอนข้าง ๆ ผู้เขียน มันก็เป็นสิ่งที่ไม่สมควรละเลย หรือมองผ่านไป เพราะมันเป็นอะไรที่ใครก็ตามที่ไม่ได้มาอยู่ ณ สถานการณ์ในตอนนั้นก็จะไม่รู้ได้เลยว่ามันช่างอึดอัดเหลือเกิน

ในช่วงเวลาทำวัตรเย็นคราวนี้มีสมาชิกเพิ่ม จากที่มีผู้เขียนและน้องอีกคน แต่มีมาเพิ่มคือพี่ที่มาเมื่อคืนนี้ คราวนี้มีน้องที่มาไกลอีกหนึ่งคนมาถือศีล ๘ ด้วยโดยเฉพาะ

ทุกครั้งที่ทำวัตรเย็น เราจะนั่งสมาธิตามกำหนดเวลา ๑ ชั่วโมงห้ามลุกไปไหน ผู้เขียนเป็นคนที่สวดมนต์เสียงดัง ปอดดี เลยนั่งอยู่ท้าย ๆ ระหว่างนั่งสมาธิ กลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ลอยมากระทบจมูก กำหนดในใจว่า “กลิ่นหนอ เหม็นหนอ” เมื่อกำหนดแล้วมีสมาธิพอแล้ว จากนั้นความรู้สึกที่ไว และได้มีสติอยู่กับกายตลอดจึงทำให้เรานั้นจะรับรู้ทุกอย่างที่อยู่รอบข้างได้อย่างชัดเจน

การทำสมาธิของผู้เขียนนั้นจะไม่เน้นให้นิ่งเงียบ เน้นเพียงรับรู้ รู้ตัวเองว่าทำอะไรอยู่ และรู้สึกตัวว่านั่งสมาธิ ไม่ปล่อยให้เพลิน ไม่นั่งจนเตลิดไป แต่จะนั่งแล้วรู้ตัวตลอดเวลา จึงเป็นสาเหตุที่ผู้เขียนจะรับรู้ได้ว่ามีอะไรผิดปกติเมื่อมีสิ่งแปลก ๆ เข้ามาในรัศมีของผู้เขียน

เมื่อครบหนึ่งชั่วโมง พระอาจารย์ได้บอกให้ลืมตาและแผ่เมตตา เมื่อลืมตาขึ้น “พุทโธ ธัมโม สังโฆ” ใครก็ไม่รู้นั่งก้มหน้าผมยาวปะบ่าอยู่ข้าง ๆ ผู้เขียน “กลัวหนอ ไม่ไหวแล้วหนอ เจอดีแล้วละหนอ” แต่ก็ไม่กล้ากระโดด เมื่อพระอาจารย์นำแผ่เมตตาผู้เขียนก็นั่งหลับตาสนิท และนึกกุศลให้เธอคนนั้นอย่างเต็มเม็ดเต็ม*หน่วย (หน่วย)ในทันที ลืมตาขึ้นไม่เห็นแล้ว แต่ก็ลืมตัวกระโดดเข้าไปนั่งวงกลางทันที

“เป็นไรเจ๊” เสียง น้องที่มาด้วยถามขึ้นเพราะตกใจที่เห็นผู้เขียนกระโดดเข้าไปกลางวงกะทันหัน

“ไม่มีอะไร ขอโทษคะพระอาจารย์ หนูลืมตัวคะ”

“ไม่เป็นไร ตั่งใจแผ่เมตตาไปแล้วนะ”พระอาจารย์ท่านถามแบบยิ้ม ๆ เหมือนท่านจะรู้ว่า ผู้เขียนเจออะไรมา แหะๆ หลังจากที

“ค่ะ..พระอาจารย์” ผู้เขียนตอบแล้วนั่งก้มหน้าไม่กล้ามอง

ในคืนนั้นมีสมาชิกเพิ่มเป็น ๔ คน คืนนั้นทุกคนนอนที่หน้าพระประทานเหมือนเดิมแต่พี่อีกคนขอไปนอนที่ห้องพักเพียงคนเดียว ด้วยความเคยชิน เพราะพี่เขาได้มาบวช และคอยดูแลเรื่องสำหรับอาหารฉันให้พระอาจารย์ท่านบ่อยครั้ง พี่เขาจึงไม่กลัว

และอีกอย่างห้องที่มีพระประทานอยู่ ที่พวกผู้เขียนได้นอนนั้น ตรงกับทางสามแพร่งพอดี ไม่เยื้องไปไหนเลย ก็ทำให้คืนนั้นเรานอนระทึกอีกหนึ่งคืน จนถึงวันกลับกันเลยทีเดียว

ไม่ว่าคนหรือสัตว์ ก็อยากมีความสุข สุขกาย สบายใจแต่การสุขกาย สบายใจนี้ก็ได้กันคนละแบบกัน ของมนุษย์เรานั้นก็เป็นในลักษณะความสุขที่สร้างด้วยตัวเอง ของพวกสัมภเวสีก็เป็นใน ลักษณะ สุขเย็นที่คนอื่นได้หยิบยื่นให้ เพราะทำเองไม่ได้กายเนื้อนั้นไม่มีแล้ว

ผู้เขียนถึงได้บอกเสมอๆ ว่าเวลาเราจะทำอะไรให้นึกกุศลให้คนที่จากไป ผี เจ้ากรรมเพื่อเพื่อแผ่ให้เขาไปด้วย เหมือนกับเรื่องราวที่ผู้เขียนได้เจอในวันที่ไปบวชปิดวาจานั้นเอง เพราะด้วยพวกเขาเหล่านั้นไม่เคยได้ เมื่อรู้ว่ามีคนพอจะให้ได้ จึงได้พยายามขอให้ช่วย หรือขอจากผู้ที่มีจิตเมตตา

ถ้าเรานั้นได้เคยทำ เคยแผ่เมตตาโดยไม่มีประมาณแบบนี้บ่อย ๆ แล้วก็อย่าหยุด อย่ากลัวเพราะในสิ่งที่ผู้เขียนได้สื่อ ได้เขียนมาเล่าให้ผู้อ่านได้รับรู้นั้น ผู้เขียนมีเจตนาให้ผู้อ่านได้ตระหนักถึง สิ่งที่สำคัญในการไปทำกุศล ถึงแม้เรานั้นได้ไปทำเพื่อสะสมของตัวเองแล้ว เรายังคงต้องเพื่อแผ่ให้กับผู้ที่ทุกข์ร้อนด้วยเช่นกัน การให้แบบนี้ไม่ต้องเสียทรัพย์มากมาย แต่เพียงให้ด้วยใจที่เมตตา มีเมตตาที่จะมอบให้อย่างใจจริง

 

“ สองมือเรียวเล็ก นั่งจ้องมองพวกพ้อง กินอิ่มสุขหนำ ตัวเองกลับ ทนหิวสุดจำ มองดูเขาสุขล้ำ ทุกวันไป

ชีวิตดีมีสุข กลับหยุดคิด หยุดสติ ไม่คิดทำในกุศล มองหาแต่ สิ่งที่ดี มีสุขตน ไม่หลุดพ้น ในบ่วงอบายภูที่กายทำ

พอถึงคราวตัวเรา นั้นทุกข์บ้าง กลับนั่งจ้องมอง ขอแต่บุญเขา ตามทวงหนี้ ทวงบุญ ทวงคุณเอา กว่าจะได้ตัวเราก็ทุกข์ตรมเมื่อยามมีชีวิต จงคิดได้ ทำเอาไว้ กุศลผลบุญนี้ อย่าละเลย ทิ้งห่าง บุญที่มี เพราะสิ่งนี้ จะเป็นทางให้ได้ตัวเดิน..”

เกษา นักบุญยาจก


ลิ้งค์หัวข้อ: http://www.banloktip.com/webboard/index.php?topic=5662
คิดดี ทำดี สิ่งดีๆๆจะตามมา

 

 




Banloktip.com ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 20-เมษายน-2012 ..เพื่ออุทิศให้ คุณพ่อสำเร็จ ทิตาวงศ์