วัดดอยติ ประตูสู่เมืองลำพูน


ข่าวประกาศ โดย บ้านโลกทิพย์





หัวข้อ: วัดดอยติ ประตูสู่เมืองลำพูน (อ่าน 1331 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

Permalink: วัดดอยติ ประตูสู่เมืองลำพูน

สิงหาคม 09, 2016, 02:06:01 PM 1331 0 | หัวข้อไอดี: 5214 | ลิ้งค์หัวข้อ: http://www.banloktip.com/webboard/index.php?topic=5214

ออฟไลน์ smfjusthost

  • Admin
  • ออฟไลน์
  • ความนิยม: +0/-0

  • เพศ: ชาย
  • กระทู้ : 7
  • สตางค์ :
  • แต้มถูกใจ : 0
  • ลำดับสมาชิก : 370


  • บ้านโลกทิพย์ สังคมแห่งการช่วยเหลือ


  • ตุลาคม 16, 2018, 09:50:02 PM


  ประวัติพระพุทธสารูปเจ้ากิตติ หรอพระเจ้ากิตติ ที่วัดดอยติ มีโดยย่อๆดังต่อไปนี้ สมัยพุทธกาลเมื่อพระพุทธองค์ทรงพระชนมายุ ครั้นออกพรรษาแล้วพระองค์ก็ได้เสด็จจารึกเที่ยวเทศนาสั่งสอนไนยสัตว์ทั้งหลายไปตามบ้านเมืองน้อยใหญ่ทั้งหลาย ครั้นเสด็จมาถึงเขตเมืองหริภุญชัยที่นี่ พระพุทธองค์ก็มาเล็งเห็นดอยลูกนี่ว่า เป็นที่น่าจะได้ไว้ยังพระพุทธศาสนาต่อไป เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วก็ได้เสด็จขึ้นไปยังบนดอยลูกนี้ อันดอยลูกนี้ก็มีคนอยู่มาก่อนแล้ว คือชายมานะวะ(หรือมานพ) ซึ่งปฏิบัติธรรมอยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว เมื่อพระพุทธเจ้าขึ้นไปดอยลูกนี้แล้ว พระพุทธองค์ก็หันใส่ชายผู้นั้น พระพุทธเจ้าเตียวไปหาชายผู้นั้นทันที แต่ว่าชายมานพผู้นั้นไม่รู้จักพระพุทธเจ้าว่าเป็นคนเช่นใด แต่ชายผ็นั้นเห็นอากัปกิริยามารยาทของพระพุทธเจ้าเป็นที่เลื่อมใสยิ่งนัก
ชายมานพจึงถามพระพุทธเจ้าว่า ท่านเป็นไผ๋ มากจากที่ใด ชื่อว่าอย่างไร มาที่นี้เพื่อประสงค์อันใด ครั้นพระพุทธเจ้าได้ยินเสียงชายผู้นั้นถาม ก็ตรัสตอบว่า กู ตะถาคะมะ มาที่นี่ก็เพื่อว่าจักมาเทศนาสั่งสอนสัตว์ตังหลายหื้อพ้นจากทุกข์ทั้งหลายทั้งมวลเหล่านั้น เมื่อชายมานพได้ยินคำว่า กู ตะถาคะตะ ก็รู้ทันทีว่านี่คือสมเด็จพระสัมมาพุทธเจ้า แน่นอนแล้ว จึงได้ก้มกราบไหว้ยังแทบปาตาฝ่าพระบาทของพระพุทธเจ้าทันที แล้วขออาราธนาพระพุทธเจ้าจำวัสสา(จำพรรษา)ยังบนดอยที่นี่เพื่อโปรดผู้ข้าแด่เต๊อะ

เมื่อพระพุทธเจ้าได้ยินเสียงชายมานพผู้นั้นขออาราธนาดังนั้น จึงตรัสตอบกับชายมานพว่า “จะขอหื้อกู ตะถาคะตะ จำพรรษา อยู่ ณ ที่นี่ย่อได้ เพราะกู ตะถาคะตะ ยังจะได้เสด็จไปโปรดสัตว์ทั้งหลายต่อไปอีกมากมายทีเดียว” แล้วชายมานพก็ขอต่อไปอีกว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นผู้ข้าก็ขอเอาเส้นเกศาธาตุ ก็เพื่อว่าจะได้เอาไว้สักการะแทนพระองค์ พระตะถาคะตะต่อไปในวันหน้า เมื่อพระพุทธเจ้าได้ยินชายผู้นั้นขอดังนั้น จึงตรัสตอบชายมานพว่า ถ้ามึงยังมีความเลื่อมใสในตัวของเราตะถาคะตะ ดังนั้น ก็ขอให้มึงสร้างยังพระสารรูปของกู ตะถาคะตะ เอาไว้สักการะแทนตัวตนของกู ตะถาคะตะ เต๊อะ เมื่อชายมานพได้ยินพระพุทธเจ้าได้อนุญาตหื้อสร้างยังพระพุทธรูปเจ้าแท้ดังอั้น แล้วชายผู้นั้นก็มีความชื่นชมยินดีเป็นอันมากแล้วก็ยอมือสากราบไหว้เทพไท้แทบป๋าต๋าเตียนของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ได้สั่งลากับชายผู้นั้น แล้วเสด็จลงดอยลูกนี้ไปทางทิศเหนือเพื่อได้จะได้เดินเทศน์สันถีเทศนาโปรดสัตว์ต่อไป เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จจากไปแล้วนั้น ชายผู้นี้ก็มาถึงคิดคำพรพุทธเจ้าได้อนุญาตหื้อต๋นแป๋งยังสารูปของพระพุทธเจ้านั้นแท้ดังอั้น แล้วชายผู้นั้นก็ไปขุดเอาหินศิลาแลงก้อนใหญ่มาก้อนหนึ่งแล้วเอามาควัก(สลัก)แป๋งยังสารูปของพระพุทธเจ้านั่งขัดสมาธิ คือตื๋น(พระบาท)ทั้งสองซ้อนกันเอาตี๋นเบื้องซ้ายไว้ตางลุ่ม(ข้างล่าง)เอาตี๋นเบื้องขวาไว้ตางบน แล้วเอามือ(พระหัตถ์)ซ้ายไว้ตางลุ่มเอามือเบื้องขวาไว้ตางบน นั่งอยู่บนแท่นแก้วในพระวิหาร แล้วชายมานพผู้นั้นก็ได้กระทำการไว้สาสักกาบูชาด้วยดอกไม้ธูปเทียนของหอมต่างๆ บูชาอยู่ทุกวันทุกคืนบ่ได้ขาดจนตลอดมา ครั้นถึงใกล้จะเข้าวัสสา(พรรษา)แล้ว พระพุทธเจ้าก็ได้เสด็จกลับปิ๊กปอกคืนมาเพื่อว่าจักไปเข้าวัสสา ณ เมืองอินเดีย
ครั้นพระพุทธเจ้าเสด็จมาถึงตี๋นดอยลูกนี้ ก็มาคิดคะนึงในใจ๋ว่า เออกู ตะถาคะตะ ได้อนุญาตหื้อชายมานะวะ ผู้นั้นสร้างแป๋งยังพระพุทธสารูป กู ตะถาคะตะ ตะแท้ดังอั้น มันจะสร้างแป๋งยังสารูปของ กู ตะถาคะตะ แท้เล่าจา เมื่อพระพุทธองค์ได้ระลึกคิดยังคำนั้น ก็ได้เสด็จลีลาขึ้นไปยังบนดอยลูกนั้น เมื่อเสด็จเข้าไปในวิหาร ข้าพุทธเจ้าก็ได้หันใส่(เห็น)ยังสารูปอันชายมานพแป๋ง(สร้าง)แท้ดังอั้น ส่นสารูปที่ชายมานพแป็งไว้นั้น หันใส่(เห็น)พระพุทธเจ้า ก็เหมือนดังมีจิตตะวิญญาณ มีใจสะท้านย่านกลัว ผลาดผะเหลดจะลุกลงจากที่นั่ง(แท่นแก้ว) แล้วได้เอาตี๋นทั้งสองลงมา ส่วนมือทั้งสองยังบ่ทันได้คล้าย(ย้าย) ยังซ้อนกันอยู่เหมือนเดิม เมื่อพระพุทธเจ้าหันดังนั้น จึงได้ยกมือเบื้องขวาห้ามเอาไว้ แล้วตรัสว่า ท่านอย่าไปไหนท่านจงอยู่ที่นี้ เพื่อจะได้รักษาสืบพระพุทธศาสนาต่อไป ตราบต่อเต่าห้าทันพระวัสสาแล
ฉะนั้นพรพุทธรูปองค์นี้จึงมีลักษณะ นั่งเหยียดขาทั้งสองข้างลงมา ส่วนพระหัตถ์ซ้านขวายังวางซ้อนกันอยู่บนแท่นแก้วในพระวิหารมาจะถึงปัจจุบันนี้ เรียกว่า พระเจ้ากิตติวัดดอยติ


    แต่ก่อนนานมาแล้ว ในเมืองหริภุญชัย ซึ่งเป็นเมืองเอกราชไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใครมาก่อน ในสมัยนั้นยังมีเศรษฐีอยู่สองบ้าน คือเศรษฐีบ้านเส้ง กับเศรษฐีบ้านหนองดู่ เศรษฐีทั้งสองเป็นสหายกัน และมีความรักความสนิทสนมกันมาก ต่อมาเมียของเศรษฐีทั้งสองก็ตั้งท้องมาน(ตั้งครรภ์)ขึ้น ต่อมาเมื่อใกล้จะเกิด(คลอด) เศรษฐีบ้านหนองเส้งได้ไปหาเศรษฐีบ้านหนองดู่ แล้วบอกบ่า พ่อเสี่ยว(เพื่อน)เห้ย บัดนี้เมียเฮาทั้งสองก็ท้องมานใหญ่แล้ว ถ้าหากว่าเมียของเฮาทั้งสองเกิด(คลอด)ออกมาแล้ว ถ้าหากฝ่ายหนึ่งเป็นแม่ญิง(ผู้หญิง)อีกฝ่ายเป็นป้อจาย(ผู้ชาย)เราทั้งสองสำควรยกเอาละอ่อนทั้งสองนั้นให้เป็นผัวเมียกั๋น เพื่อข้าวของสมบัติจะได้พอกพูนตุ้นเต้านักขึ้น(งอกเงยเพิ่มากขึ้น)เหมือนกับเรามีชีวิตอยู่แล เมื่อทั้งสองได้อู้พูดคุยกันแล้ว ต่างก็ยินยอมตกลงเป็นอันเรียบร้อย ก็ได้ให้คำสัญญาตามคำอู้(พูด) พ่อเศรษฐีบ้านหนองเส้งก็อำลากลับไป เมื่อมาถึงบ้าน ก็บอกกับเมียตนเองว่า ข้าได้ไปอู้กับสหายเศรษฐีบ้านหนองดู่มา ละได้ตกลงกันว่า ถ้าหากลูกฝ่ายหนึ่งเป็นแม่ญิง อีกฝ่ายเป็นป้อจาย เราทั้งสองจะยกเอาละอ่อนทั้งสองนั้นให้เป็นผัวเมียกันในภายหลัง และเมินบ่านานเท่าได(ไม่นานเท่าไหร่) เมียเศรษฐีบ้านหนองเส้ง ก็เกิดก่อน เป็นป้อจาย เศรษฐีและเมียพร้อมญาติพี่น้องก็พากันมีความดีใจเหลือขนาดและทะนุถนอมเลี้ยงดูเป็นอย่างดี แล้วอีกบ่าเมินบ่านานเกินรอ(ไม่นานเท่าไหร่)เมียของเศรษฐีบ้านดู่ก็เกิดมาเป็นแม่ญิง

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

 

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

 

ผู้เป็นพ่อก็มีความเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ไม่อยากยกลูกสาวให้ แต่เพราะได้รับปากกับพ่อเศรษฐีบ้านหนองเส้งสหายให้แล้ว ไม่รู้จะเยียะอย่างใด(จะทำอย่างไร) จึงปรึกษากับเมียว่าจะไปขืนคำอู้(คืนคำพูด) มันก็ไม่ถูกทั้งสองจึงตัดสินใจว่าจะไม่ยอมยกลูกสาวให้ไปเป็นเมียของลูกเขา ยอมจะตัดสัมพันธไมตรีกันอย่างเด็ดขาดหมดสิ้น เมื่อความรู้ไปถึงสหายเศรษฐีบ้านเส้ง ว่าเศรษฐีบ้านหนองดู่จะไม่ยอมยกลูกสาวให้มาเป็นไป้(สะใภ้)อย่างเด็ดขาด ก็ว่าถ้ามันบ่ายอมจริงๆก็บ่าเป็นหยัง(ไม่เป็นไร) เด็กน้อยคนนี้ ถ้าเราปะ(พบ) ไม่ว่าที่ไหนๆเวลาใดๆทั้งกลางค่ำกลางคืน ถ้าเราพบ เราจะฆ่าเสียทั้งสิ้น เพราะพ่อมัน ได้ตกปากรับคำสัญญาไว้แล้ว ไม่รักษาสัญญากำอู้ เราจำเป็นจะต้องฆ่ามันให้ตาย เราแค้นใจนัก คนใหญ่(ผู้ใหญ่)อู้กันแล้วไปปิ้นคำอู้(เปลี่ยนคำพูด)สัปปะหลี้หัววอก(โกหกปลิ้นปล้อน) เมื่อคำนี้รู้ไปถึงเศรษฐีบ้านดู่เศรษฐีบ้านเส้งจะฆ่าลูกสาวตัวเอง ก็ทุกข์อกทุกข์ใจทั้งกลางวันกลางคืนกลัวเขาจะมาทำร้ายลูกตนเอง ต้องคอยผ่อกอย(ดูแล)ลูกตลอดเวลาไม่ได้หลับไม่ได้นอน เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ร้อนไปถึงพระยาอิน(พระอิน)เข้า พระอินจึงได้จำแลงตัวเป็นนกหัสดีลิง(ตัวเป็นนกหัวเป็นช้างซี่งปัจจุบันจะเห็นใช้เป็นพาหนะบรรทุกปราสาทศพ หรือโกศบะรรจุศพของพระภิกษุทางภาคเหนือ บินลงมาเวลากลางคืน

 

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

 

ขณะที่พ่อแม่ของเด็กหลับอยู่ ล้าคาบเอาเด็กน้อยที่เป็นผู้หญิงนั้นไปไว้ในดอกบัวที่หนองบัวทางเหนือดอย ที่มีพระฤๅษีอาศัยอยู่(กล่าวกันว่ามีฤๅษีอยู่ 4 สำนัก คือที่ดอยสุเทพหนึ่ง ดอยคะม้อหนึ่ง ดอยคำหนึ่ง และดอยที่ฤๅษีองค์นี้อยู่อีกหนึ่ง ซึ่งฤๅษีเหล่านี้ล้วนเป็นฤๅษีตาไฟทั้งสิ้น พอตกค่ำคืนฤๅษีเหล่านี้ก็จะมองกันด้วยตาไฟ(จักษุไฟ)อยู่เป็นประจำมิได้ขาด พอรุ่งเช้าขึ้นมาฤๅษีตนนี้ก็ออกบิณฑบาต เป็นกิจวัตร พอฤๅษีเดินไปใกล้หนองบัว ก็ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ จึงเดินไปใกล้เพื่อมองดู ก็เหลือบไปเห็นเด็กที่ร้องไห้นั้นเป็นแม่ญิง จึงกล่าวกับเด็กนั้นว่า เป็นฤๅษีจะอุ้มเจ้าไม่ได้ เพราะเจ้าเป็นแม่ญิง ผิดระเบียบกฎเกณฑ์ของฤๅษี แต่ก็เกิดสงสารเด็กน้อยนั้นเป็นอันมาก จึงตั้งสัจจะอธิษฐานว่า ถ้าหากเด็กน้อยแม่ญิงนี้เป็นคนมีบุญญาธิการก็จงขึ้นมานั่งบนใบวี(พัด)ของเฮานี้เต๊อะ เสร็จแล้วก็ยื่นวีออกไป เมื่อเด็กน้อยคนนั้นหันใส่ใบวีของฤๅษี เด็กน้อยคนนั้นก็ขึ้นมานั่งบนใบวีของพระฤๅษี จึงได้ชื่อว่าวี(จามเทวี) เพราะนั่งบนใบวีนั่นเอง เมื่อนั่งบนใบวีแล้ว พระฤๅษีก็นำเด็กน้อยมาเลี้ยงไว้ที่อาศรมที่บนดอย ชุบเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม พอตกค่ำตาไฟของฤๅษีที่เคยสว่างแจ้ง กลับมืดไม่มีแสงไฟเลย ทำให้พระฤๅษีอีกสามสำนัก ซึ่งมองมายังฤๅษีสำนักนี้ไม่เห็นไฟ ต่างก็เอะใจ ว่าเจ้าฤๅษีตนนี้ไปไหนหรือว่าเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นอย่างไรบ่ารู้ได้ พอรุ่งเช้าฤๅษีทั้งสามตนก็เดินทางมาเยี่ยมเยียนโดยไม่ได้นัดหมายกันมาก่อนอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก แต่เมื่อมาเห็นเป็นว่าฤๅษีตนนี้เอาละอ่อนแม่ญิง(เด็กผู้หญิง)มาเลี้ยงไว้ในอาศรม ก็พากันติเตียนนินทาว่า ตัวเองเป็นเจ้าฤๅษีจะไดว่าเอาละอ่อนแม่ญิงมาเลี้ยง ผิดทำนองคลองธรรมของพระฤๅษี เมื่อพระฤๅษีถูกติเตียนดังนี้ ดอยที่พระฤๅษีตนนี้อาศัยอยู่ ก็เลยถูกเรียกว่าดอยติตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ตราบเท่าทุกวัน

เมื่อฤๅษีเหล่านั้นปิกป้อกคืนสู่ยังสำนักไผ๋สำนักมันแล้ว เจ้าฤๅษีตนนี้ก็มาพิจารณาปรึกษาหารือกับคนเฒ่าคนแก่ทั้งหลายว่า เราสมควรจะยะจะใด(ทำอย่างไร)กับเด็กน้อยคนนี้ ไผ๋มีความคิดเห็นอย่างใดก็เสนอมา บางคนบอกว่าเอาละอ่อนคนนี้ใส่แป(แพ)ล่องน้ำบ่ดีกา แล้วเขียนหนังสือแนบไปตวยว่า เมื่อแพนี้ไปค้างอยู่ที่ใด ก็ขอคนที่ล่องไปกับแปนั้นนำหนังสือเข้าไปถวายกับเจ้าบ้านเจ้าเมืองนั้นๆ ฮื้อนำเด็กหญิงคนนี้ไปเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรมต่อไป เมื่อฤๅษีได้ฟังคำแนะนำดังอี้ก็มีความพออกพอใจในคำแนะนำนั้นทุกประการ ก็จึงได้นำญาติโยมทั้งหลายไปแป๋ง(สร้าง)แปที่ลำน้ำห้วยไค้ พากันสารแพที่ลำน้ำนั้น ลำน้ำสถานที่สารแพนั้น จึงถูกเรียกว่าน้ำสาน (หรือน้ำแม่สานมาจนปัจจุบัน อยู่ทางทิศตะวันตกของดอยติ) แล้วให้คนติดตามแพนั้นไปสามคน เอาเด็กน้อยใส่แพพร้อมเสบียงอาการทุกอย่าง เสร็จแล้วเมื่อได้ฤกษ์งามยามดีก็ปล่อยแพพร้อมเด็กน้อยและคนติดตามให้ล่องไปกับแพ เมื่อถึงสถานที่แห่งหนึ่ง แพได้ไหลวนไปมาหลายรอบ ณ สถานที่แห่งนั้น จึงถูกเรียกว่าวังมน(หรือวังวน มนภาษาเหนือแปลว่าวงกลม หรือลักษณะวงกลม) แล้วแพก็ได้ล่องไปอีก แพทำท่าจะแตก ก็จึงพากันซ่อมแพและบ่องแพมัดติดกันไม่ให้แพแตก เรียกว่าบ่องแพ สถานที่นั้นจึงถูกเรียกว่าบ่อง (หรือปากบ่องมาจนทุกวันนี้) แล้วแพก็ล่องตามลำน้ำไปเรื่อยๆ จนถึงเมืองละโว้ แพก็ล่องต่อไปไม่ได้อีกแล้วเพราะเป็นหน้าฝายใหญ่ คนที่ไปกับเด็กน้อยก็ได้เอาหนังสือที่ฤๅษีแนบมาด้วยนั้นเสนอต่อเจ้าเมืองละโว้ เมื่อเจ้าเมืองได้อ่านหนังสือก็ยอมรับแล้วบอกให้นำเด็กหญิงมาถวายแล้วนำมาชุบเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรมต่อไป ซึ่งในขณะนั้นเจ้าเมืองละโว้ท่านก็มีลูกผู้ชายอยู่คนหนึ่งอยู่ในรุ่นราวคราวเดียวกัน เลี้ยงดูด้วยกันมา เมื่อเด็กทั้งสองเติบใหญ่ ท่านก็ให้เด็กทั้งสองแต่งงานเป็นผัวเมียกัน ส่วนทางด้านเมืองหริภุญชัยนั้น ก็มีพระยาอาทิตย์ราช เป็นเจ้าเมืองครองเมืองอยู่ ซึ่งขณะนั้นได้แก่ชราแล้ว ได้เกณฑ์ให้เสนาอำมาตย์ไปขุดวิดขี้(ส้วม) เสร็จแล้วมุงด้วยหลังคาจนสำเร็จดีทุกอย่าง เมื่อถึงเวลาปวดท้องก็เดินไปจะถ่ายที่วิดขี้นั้น ก็มีฝูงกาดำมาห้อมล้อมพร้อมส่งเสียงร้องไม่ให้พระยาอาทิตย์ราชถ่ายในส้วมนั้นได้ จนพระยาฯ หายปวดท้อง เมื่อต่อมาปวดท้องเดินไปจะถ่ายอีกอีกาก็พากันบินมาห้อมล้อมและส่งเสียงร้องอีก เหมือนจะมากินเนื้อของพระยาฯ เป็นอย่างนี้หลายครั้ง เมื่อพระยาอาทิตย์ราชเห็นผิดปรกติดังนี้ จึงได้ยุติการใช้ส้วมนี้และได้เกณฑ์ไพร่พลคนใช้ทั้งหลายไล่จับกามาให้ได้แต่มีข้อแม้ให้จับมาเป็นๆ เพราะอยากรู้สาเหตุว่าเป็นเพราะเหตุใดเมื่อจะไปถ่ายที่สถานที่ส้วมนี้ กาเหล่านี้จึงมารุมไล่ตลอด เมื่อสั่งแล้ว เสนาอำมาตย์ทั้งหลายก็ได้พากันไล่ติดตามไปจนเวลาค่ำมืด กาบินไปไหนไม่ได้จึงหยุดบิน เสนาจึงเข้าจับกาได้ในสถานที่นั้น (สถานที่นั้นเรียกว่าไปฮอดมืดก๋า หรือไปถึงกาเมื่อมืด

จึงได้ชื่อว่าฮอดหรือเมืองฮอดปัจจุบัน และตำบลนั้นเรียกตำบลมืดกา) เมื่อเสนาจับกาได้แล้วก็นำกลับมายังเมืองหริภุญชัย แล้วได้นำกาตัวหนึ่งเป็นกาขาว(กาเผือก)เข้าถวายพระยาอาทิตย์ราช พระยาเมื่อได้กามาแล้วจึงได้สั่งให้เสนาอำมาตย์ไปหาเด็กที่เกิดใหม่ในวันที่จับกาได้ให้นำมาชุบเลี้ยงเป็นเพื่อนกา เลี้ยงดูไปพร้อมกันกับกา จนเด็กน้อยและกาอยู่ด้วยกันจนเด็กนั้นรู้ภาษากัน เมื่อกาพูด เด็กก็รู้ภาษากา เมื่อเด็กพูดกาก็รู้ภาษาคน เมื่อเวลาผ่านมาได้เจ็ดเดือน เจ็ดปี เจ็ดวัน กาก็ได้บอกกับเด็กนั้นว่า สถานที่วิดขี้(ส้วม)ของพระยาอาทิตย์นั้น อีกเจ็ดวันข้างหน้าจะมีพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าผุดขึ้นมา ณ ที่ตรงนั้น เมื่อเวลาพี่เลี้ยงเด็กนำอาหารมาเด็กจึงบอกกับพี่เลี้ยง พี่เลี้ยงเด็กจึงนำคำนั้นไปบอกต่อพระยาอาทิตย์ราชฯ ทันที เมื่อพระยาฯ รู้เรื่องนั้นก็มีความชื่นชมยินดีเป็นอย่างมาก จึงได้เอาข้าวตอกดอกไม้ธูปเทียนมาสักการบูชาตลอดเวลาจนครบเจ็ดวัน เมื่อถึงวันที่เจ็ด พระบรมธาตุก็โผล่ขึ้นมาบนดินเท่าต้นตาลสูงถึงเจ็ดศอก พระยาฯ จึงปรึกษาแก่เหล่าเสนาอำมาตย์ว่าเราควรจะสร้างสถูปเจดีย์ก่อก๋วม(คล่อม)องค์พระธาตุไว้ เพื่อไม่ให้มีใครมาลักขโมยไป แต่มีเสนาอำมาตย์คนหนึ่งบอกต่อพ่อพระยาฯว่า ข้าเจ้าว่าองค์พระธาตุนั้นสูงเกินไปเราจะก่อก๋วมองค์พระธาตุนั้นบ่าไหวแน่ เพราะไพร่พลเมืองเรามีน้อย เมื่อมีการถกเถียงคัดค้านกันอย่างนั้น องค์พระธาตุศักดิ์สิทธิ์นั้นก็จมลงไปในดินเสียสี่ศอก คงเหลือโผล่พ้นดินเพียงสามศอก เมื่อพระบรมธาตุแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เห็นเช่นนั้น พ่อพญาฯ จึงได้ตีฆ้องร้องป่าวประกาศว่า ในเมืองหริภุญชัยนี้ ที่บริเวณใกล้ๆองค์พระธาตุนั้น ห้ามไม่ให้ไผ๋แป๋งบ้านเรือนสูงกว่าองค์พระบรมธาตุอย่างเด็ดขาด แล้วพ่อพญาก็ได้นัดหมายจะกระทำการมังคะละกรรมเกี่ยวกับการก่อก๋วมองค์พระบรมธาตุนั้น ว่าอีกเจ็ดวันข้างหน้าได้ฤกษ์งามยามดีจะได้ก่อตีนธรณีทั้งสี่แจ่ง(มุม)

พอถึงวันที่เจ็ด เจ้าพญาอาทิตย์ก็ล้มป่วยลงโดยกะทันหัน การก่อสร้างเลยต้องยุติลงก่อน จนกว่าเจ้าพ่อพญาฯจะหาย แล้วจะได้นัดหมายกันใหม่ เมื่อพระยาอาทิตย์ฯหายป่วยก็ได้นัดหมายกันเป็นครั้งที่สอง พอถึงวันนัดหมาย พ่อพระยาอาทิตย์ฯก็ล้มป่วยลงอีก การก่อสร้างเลยต้องยุติลงก่อนจนกว่าเจ้าพ่อพญาฯจะหาย แล้วจะได้นัดหมายกันใหม่ เมื่อพระยาทิตย์ฯ หายป่วยก็นัดหมายกันเป็นครั้งที่3 พอถึงวันนัดหมาย พ่อพระยาทิตย์ฯก็ล้มป่วยลงอีก พระยาทิตย์ฯ จึงมาสังหรณ์ในใจว่า มันเป็นเพราะเหตุใดอันว่าตัวเอาบ่ามีบุญกาว่ายังใด จึงได้ให้เสนาอำมาตย์ไปนำตัวโหรมาเข้าเฝ้า เมื่อโหรมาแล้วจึงถามว่า การก่อสร้างก๋วมองค์พระธาตุทำไมมีอุปสรรค์ ขอให้โหรทำนาย หมอโหรกราบทูลว่า พ่อพระยาฯจะไม่ได้สร้างแน่แล้ว พระยาอาทิตย์ถามต่อไปว่า แล้วจะมีใครเป็นผู้มีบุญมาสร้างได้ เป็นผู้หญิงหรือชาย ชื่อว่าอย่างไร อยู่ที่ไหน โหรก็กราบทูลว่าคนที่บุญจะมาสร้างได้นั้นเป็นแม่ญิง ชื่อว่าจามเทวี ขณะนี้เป็นลูกสะใภ้ของเจ้าเมืองละโว้ เมื่อพระยาอาทิตย์ได้ฟังก็ดีใจเป็นอันมาก จึงได้ใช้ให้เสนาอำมาตย์ไปอัญเชิญมาเป็นเจ้าเมืองหริภุญชัยแทน ส่วนพระยาอาทิตย์ฯนั้นก็ได้สละราชสมบัติ แล้วก็ได้ให้ชีปะขาวพร้อมด้วยเสนาอำมาตย์ข้าราชบริพารทั้งหลายนำเอาขันข้าวตอกดอกไม้แล้วลงเรือไปอัญเชิญพระนามจามเทวี ที่เมืองละโว้ คณะของชีปะขาวก็ได้ล่องเรือแพเป็นเวลาหลายเดือนเมื่อถึงเมืองละโว้แล้วก็นำเอาขันข้าวตอกดอกไม้เข้าเกณ(ประเคน)นางจามเทวี แล้วเล่าเรื่องพระยาอาทิตย์ให้นางฟังเพียงคนเดียว เมื่อก่อนที่นางจะเดินทางปิกกลับคณะ พระนางก็ได้นำเอาขันดอกนั้น เข้าไปอัญเชิญชายผู้ที่เป็นสามีว่า ข้าน้องขอเชิญพี่ไปตวย ฝ่ายผัวเมื่อได้ยิน ก็ตอบว่า เออปิ้นบ่าได้เชิญพี่เปิ้นเชิญแต่น้อง ก็ขอให้น้องเดินทางไปกับเปิ้นเต๊อะ น้องไปคนเดียวเน้อพี่ไม่ได้ห้ามแต่พี่ไม่ไปด้วย เมื่อพระนางได้รับอนุญาตเช่นนั้นแล้ว ก็ได้ขึ้นเรือแพมากลับคณะ ขึ้นมาตามลำน้ำปิง เมื่อถึงที่แห่งหนึ่ง ก็หยุดพักผ่อนกัน ก็ปรากฏว่าขณะที่พักผ่อนกันนั้นมีคนเห็นเงาของพระนางในน้ำ ปรากฏว่ามี 3 เงา ณ ที่แห่งนั้น ในปัจจุบันคืออำเภอสามเงา จังหวัดตาก เมื่อคณะของพระนางจามเทวีขึ้นมาจนถึงเมืองหริภุญชัย เป็นเวลาหลายเดือนอยู่ เมื่อมาถึงก็ไม่รอช้าเริ่มทำการก่อสร้างองค์พระธาตุทันทีให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ฝ่ายชายสามีก็ลักลอบขึ้นแพมาตามทีหลังเพื่อว่าจะมาเอียงบุญบารมี(แข่งบุญบารมี)กับพระนางจามเทวีและได้สร้างก่อกู่(เจดีย์)ไว้ในนอกเมืองทางด้านทิศตะวันตก แต่ยังสร้างไม่สำเร็จก็ฮาดเสียก่อนจึงได้เดินทางกลับเมืองละโว้ เพราะละอายต่อพระนางที่เป็นผู้ชายแต่สร้างเจดีย์ไม่สำเร็จสู้พระนางไม่ได้(เจดีย์ที่สร้างไม่สำเร็จปัจจุบันเรียกว่ากู่กุด หรือเจดีย์ยอดด้วน ตั้งอยู่ในวัดจามเทวี จังหวัดลำพูนในปัจจุบัน) เมื่อนางทำการก่อสร้างสำเร็จก็จัดงานฉลองพระบรมธาตุหริภุญชัยเป็นการใหญ่ ได้ออกใบฎีกาแผ่กุศลบอกบุญตามหัวเมืองต่างให้มาร่วมทำบุญเป็นประวัติการณ์เมื่องานฉลองผ่านพ้นไปไม่นานก็มีคนมาลักเมารูปโฉมของพระนางจามเทวีเป็นจำนวนมากเพราะคนเหล่านี้มาเห็นพระนางในงานฉลองพระบรมธาตุหริภุญชัยนั้นเอง ต่างคนต่างอยากได้นานมาเป็นเมียเอื้อมข้าง(ภรรยา)ครั้นนั้นยังมีขุนหลวงมะรังก๊ะ เจ้าเมืองตีนดอยสุเทพ (เมืองของชนเผ่าลัวะ ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองตั้งบ้านแปงเมืองอยู่ที่ตีนดอยสุเทพ)อีกคนก็อยากได้พระนางเป็นเมียจึงได้ส่งราชทูต นำเอาสาส์นมาสู่ขอพระนางแต่พระนางไม่เคยรู้จักหน่าตาของ พ่อขุนหลวงมะรังก๊ะมีรูปร่างอย่างใด งดงามเพียงใด ซึ่งราชทูตที่นสาส์นมาส่งนั้นล้วนแต่เป็นคนขี้ริ้วขี้เหร่ พระนางถามราชทูตคนที่หนึ่งว่า สวยงามเท่าท่านหรือไม่ ทูตก็ตอบว่าท่านพ่อขุนยังผางห้ายกว่าข้าเจ้าเสียอีก(ยังขี้ริ้วขี้เหร่กว่าทูตอีก) เมื่อถามทูตคนที่สองก็ตอบแบบเดียวกัน จึงถามทูตคนที่สามซึ่งมีรูปร่างหน้าผังห้ายกว่าคนที่หนึ่งและที่สอง(ขี้เหร่กว่าคนที่หนึ่งที่สองอีก)ว่าพ่อขุนมีรูปร่างเป็นอย่างไร คนที่สามก็ตอบว่า ยังผังห้ายกว่าข้าเจ้าแหม(ขี้เหร่ยิ่งกว่าทูตอีก)ข้าเจ้ายังมีลูปงามกว่าพ่อขุนหลวงมะรังก๊ะหลายเท่า

เมื่อพระนางได้รู้เรื่อง จะตอบปฏิเสธว่าไม่เอาก็ไม่ได้ เพราะตัวเองเป็นแม่ญิง อนึ่งช้างมาศึกก็ยังไม่มี ทหารที่จะออกรบทัพจับศึกก็ยังมีไม่มาก ประชาชนพลเมืองก็ยังมีน้อย ไม่เคยรบทัพจับศึกกับไผ๋มาก่อน จึงคิดหาวิธีกลอุบาย จึงตอบบ่ายเบี่ยงกับราชทูตไปว่า หากพ่อขุนอยากได้พระนางไปเป็นเมียแท้ดังอั้น ก็ขอให้พ่อขุนหลวง พุ่งเสน้า(หอก) จากดอยสุเทพให้มาตกที่ใจ๋กลางเวียงหริภุญชัย นี้เต๊อะ ถ้าหากพ่อขุนพุ่งเหล็กเสน้ามาตกใจ๋กลางเวียงแท้ดังอั้น พระนางจะยอมเป็นเมียทันทีเมื่อราชฑูตกลับไป ก็ได้นำเอาข่าวสารอันนั้นไปบอกยังพ่อขุนหลวงมะรังก๊ะ ฝ่ายพ่อขุนเมื่อได้ฟังดังอั้นก็ชื่นชมยินดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะพ่อขุนก็มีวิชาอาคมแก่กล้า จึงได้แต่งตัวเต็มยศ แล้วได้แอ้ขะแม้ พุ่งสะเหน้าเต็มแฮง สะเหน้าพุ่งไปตกนอกเวียง ไกลออกไปหน้อยเดียว (จุดตก ออกไปนอกเมืองนิดเดียว จุดตกปัจจุบันเรยกว่าสะเหน้า และ เมืองหริภุญชัย จึงมีอีกชื่อว่าเมืองลั๊วะปุ่งเนื่องจากขุนหลวงมะรังก๊ะ ซึ่งพุ่งสะเหน้าไปคนละลัวะ จึงเรียกว่า ลัวะปุ่ง ปัจจุบันชื่อนี้เพี้ยนไปเป็นหละปูน หรือลำพูนในปัจจุบัน)

เมื่อพระนางจามเทวีเห็นสะเหน้าที่ขุนหลวงมะรังก๊ะพุ่งมาตกใกล้เวียงก็หวั่นวิตกว่าหากพ่อขุนพุ่งครั้งี่สองเห็นที่สะเหน้าคงตกลงใจ๋กลางเวียงแน่ จึงปรึกษาหารือกับเหล่าอำมาตย์หาวิธีที่จะไม่ต้องเป็นเมียของขุนหลวงมะรังก๊ะ ก็มีเสนาอัมมาตย์คนหนึ่งสเนอว่า อันจะแก่ไขง่ายนิดเดียว คือขอฮื้อพระนางเอาซิ่นซับในของพระนาง ตัดเป็นว่อมสุบหัว(ตัดเย็บเป็นหมวกสวบหัว) แล้วเอาปลายใบปู(ใบพลู)จิ(แตะ)ของลับของพระนางแล้วทำเป็นสุบหมาก(คำหมาก) ส่งไปให้ขุนหลวงมะรังก๊ะ โดยบอกว่าเป็นกำลังใจเถิด เมื่อพระนางได้ยินดังนั้นจึงเริ่มปฎิบัติแล้วส่งของทั้งสองอย่างให่ราชทูตนำไปให้ขุนหลวงมะรังก๊ะ และสั่งราชทูตให้บอกว่า ถ้าหากพ่อขุนได้สวมหมวกใบนี้และอมหมากคำนี้ พุ่งสะเหน้ารับรองว่าสะเหน้าตกใจ๋กลางเวียงแน่นอนเมื่อพ่อขุนรับของแล้วก็สวมหมวก และอมหมาก ก็หื้อฮู้สึกว่าพละกำลังละถอยลง แต่ก็ได้รวบรวมกำลังแล้วแอ้ขะแม้พุ่งสะเหน้าจนเต็มแฮง สะเหน้านั้นพุ่งตกตีนดอยสุเทพเท่านั้น ครั้งนี้ขุนหลวงมะรังก๊ะก็เอ๊ะใจว่า คราวนี้ตัวเองคงโดนพระนางจามเทวีข่มเอาอย่างแน่นอน เพราะไม่มีกำลังวังชาเลย พ่อขุนก็คลายเอาหมากออกจากปาก และถอดว่อมออกจากหัว แล้วบอกให้ทูตบอกว่าเป็นอะไร เมื่อทูตดูแล้วก็บอกท่าขุนว่า อันหมวกนั้นน่าจะเป็นซิ่นซับใน และหมากนั้นที่ปลายใบพลูมีเลือดฤดู(เลือดประจำเดือน) พระนางจามเทวีแน่ เมื่อท่านขุนมะรังก๊ะได้ฟังดังนั้น จึงได้ตวาดเสียงว่า มันเป็นแม่ญิงยังมากล้าข่มกูลูกป้อจาย เอ้าทหารทั้งหลายจงรีบห้างม้าห้างช้างออกไปเดี๋ยวนี้ จะออกไปรบกับนางจามเทวี ให้บ้านเมืองแตกราบคาบเลย แล้วขบวนทัพของขุนเหลวงมะรังก๊ะ ก็เดินทางไปหริภุญชัย เมื่อไปถึงก็ตั้งค่ายรี้พลช้างม้า อยู่ตรงนั้นจำนวนมาก อยู่นอกเมืองทางทิศตะวันตก(ที่ตรงนั้นปัจจุบันเรียกว่าสันมหาพล)แล้วเคลื่อนย้ายลี้พลเข้าประชิดเมืองมาเรื่อยๆ

ฝ่ายชาวเมืองเห็นดังนั้นก็พากันหวาดกลัว แล้วพากันไปบอกพระนางจามเทวีว่า ข้าศึกจะมาลู่เอาเมือง(ข้าศึกจะมาแย่งชิงเมือง) เฮาพากันหนีดีกว่า ขณะนั้นพระนางกำลังหลับอยู่ ไม่นึกกลัวอะไร แล้วหลับต่อไป ส่วนข้าราชบริพาลที่หวาดกลัวก็พากันหนีกันไปก่อนแล้ว(ประตูที่ข้าราชบริพาลหนีไป ปัจจุบันเรียกว่าประตูลี้ มาจากว่าลี้หนีภัย) ส่วนที่เหลือและจงรักภักดีก็พร้อมสู้ตายถวายชีวิตแทนพระนาง ในที่สุดก็มาแวดเวียง(ล้อมเวียง)เกือบทุกทิศทุกทางเสนาอำมาตย์จึงเข้าไปปลุกพระนางเป็นครั้งที่สอง แต่พระนางยังคงไม่ใส่ใจข้าศึก ยังหลับต่อไป ต่อมาเสนาอำมาตย์เห็นท่าไม่ดี จึงเข้าไปปลุกเป็นครั้งที่สาม บอกพระนางลุกเต๊อะ ข้าศึกแวดเวียงหมดแล้ว พระนางจึงตื่น แต่แทนที่จะรีบออกรบ กลับเข้าห้องไปอาบน้ำดำหัวขีดฉีฉวีวรรณ ปะแป้งแล้วก็เดินไปสี่แจ่งประสาท ไปไหว้เสื้อบ้านเสื้อเมืองแล้ววารอินทร์วารพรหม ขอให้มาช่วยนางขับไล่ข้าศึกออกไปจากบ้านเมือง แล้วพระนางก็แต่งตัวเต็มยศขึ้นขี่ช้างศึก ชื่อช้างก่ำงาเขียว(ช้างผู้ตัวใหญ่มีงาสีดำ ช้างนี้เป็นช้างที่พระอินทร์ จำแลงมาช่วย ด้วยก่อนหน้านี้ไม่มีช้างศึกม้าศึกเลย ช้างม้าศึกเหล่านี้ล้วนเป็นช้างมาทิพย์ทั้งนั้น) พระนางได้ไสช้างไปทางประตูเมืองด้านทิศเหนือ ช้างนั้นก็เอาข้างไปสีใส่ประตูเมืองถูก(เอาข้างลำตัวถูประตูเมือง ปัจจุบันประตูนี้เรียกว่า ประตูช้างสี) ทางด้านนอกประตูนั้น มีช้างข้าศึกพากันยืนจังก้าอยู่ เมื่อพระนางไสช้างปู้ก่ำงาเขียวออกไป นอกประตูเมือง ช้างก็ได้แผดเสียงอันดังและร้องขึ้น ฝ่ายช้างข้าศึกได้ยินเสียงอันดังก็ได้สะดุ้งตกใจกลัว พากันวิ่งเตลิดหนีออกไปทุกตัวโดยไม่ได้ต่อสู้กัน ช้างข้าศึกวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงและเหยียบย่ำกันจนเป็นหนอง (สถานที่ที่ช้างร้องปัจจุบันเรียกช้างรอง และที่ช้างข้าศึกเหยียบย่ำและเตลิดหนี ปัจจุบันเรียกว่าหนองช้างคืน คือหนองที่ช้างกลับคืนไป) เมื่อข้าศึกแตกพ่ายไปแล้ว ไม่นานช้างนี้ก็ได้ตายลง พระนางก็ได้นำเอาซากของช้างไปฝังยังทิศตะวันออกของนอกเมือง แต่ซากพระยาช้างโดยหัวขึ้นบนอากาศ แล้วให้ตัดเอางาทั้งสองข้าง ข้างหนึ่งมอบให้เมืองสิบสองปันนาและอีกข้างหนึ่งมอบให้เมืองนาน(หรือน่าน ปัจจุบัน) พระนางจามเทวีเป็นเจ้าเมืองหริภุญชัย จนอายุถึงเก้าสิบสองปี ก็สิ้นพระชนม์(ตำนานกล่าวว่าครองเมืองเมื่ออายุ ห้าสิบสองปี สิ้นพระชนม์เมื่ออายุ เก้าสิบสอง)

ลิ้งค์หัวข้อ: http://www.banloktip.com/webboard/index.php?topic=5214


 

 




Banloktip.com ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 20-เมษายน-2012 ..เพื่ออุทิศให้ คุณพ่อสำเร็จ ทิตาวงศ์