ประวัติปฏิปทาหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม จ.ปทุมธานี บ้านโลกทิพย์ สังคมแห่งการช่วยเหลือ ให้คำแนะนำในการปฏิบัติกรรมฐาน แนะนำการสวดมนต์ที่ถูกต้อง สงสัยหรือมีคำถามในเรื่องการสวดมนต์ การปฏิบัติธรรม แก้ไขให้ชีวิตดีขึ้น โทรปรึกษาน้องหนิง(เด็กวัด)ที่ 086-055 4888


ข่าวประกาศ โดย บ้านโลกทิพย์





"ท่านใดสนใจร่วมทำหนังสือสวดมนต์ฉบับสมบูรณ์ กับ"คุณณัฐภูเบศร์ "เด็กวัด" สามารถติดต่อสอบถามได้โดยตรง โทร.086-055-4888






หัวข้อ: ประวัติปฏิปทาหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม จ.ปทุมธานี (อ่าน 1650 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ กอล์ฟ ปากน้ำ

  • ผู้ดูแลห้อง
  • ออฟไลน์
  • ความนิยม: +0/-5

  • เพศ: ชาย
  • กระทู้ : 339
  • สตางค์ :
  • แต้มถูกใจ : 0
  • ลำดับสมาชิก : 2



  • เมษายน 01, 2014, 08:49:25 PM


           ประวัติปฏิปทาหลวงปู่เจี๊ยะ  จุนโท
           วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม ต.คลองควาย อ.สามโคก จ.ปทุมธานี
           
            หลวงปู่เจี๊ยะ  จุนโท นามเดิมของท่านชื่อ เจี๊ยะ   โพธิกิจ  เป็นบุตรของนาย ซุ่นแฉ่  และนางแฟ  โพธิกิจ  หลวงปู่เจี๊ยะถือกำเนิดเมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๕๙  ตรงกับวันอังคาร ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๗ ปีมะโรง  ที่บ้านคลองน้ำเค็ม ต.คลองน้ำเค็ม อ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรี            บรรพบุรุษของท่านอพยพมาจากเมืองจีน หลังจากเรียนจบชั้น ป.๔ ท่านได้ช่วยพ่อแม่ค้าขายและท่านถือเป็นกำลังสำคัญของทางบ้าน

อุปสมบท
           ด้วยอุปนิสัยภายนอกของท่านที่เป็นคนโผงผาง พูดจาตรงไปตรงมา ไม่สนใจว่าใครจะชอบหรือไม่ ทำให้ตอนก่อนบวชท่านถูกสบประมาทว่า “ ไอ้เจี๊ยะนี่  มันบวชไม่ได้หรอก  ถึงบวชได้ก็ไม่พ้นที่จะสึกกลางพรรษา ”           ในที่สุดท่านได้เข้าอุปสมบท เมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ ณ พัทธสีมาวัดจันทนาราม อ.เมือง จ.จันทบุรี โดยมีพระครูครุนารถสมาจารเป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูพิพัฒน์พิหารการ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ท่านพ่อลี  ธัมมธโร  เป็นพระอนุสาวนาจารย์   และได้รับฉายาในทางพระพุทธศาสนาว่า “ จุนโท ”  แปลว่า ผู้หมดกิเลสเครื่องร้อยรัด

ศึกษาธรรมกับศิษย์หลวงปู่มั่น
           หลังจากอุปสมบทแล้วหลวงปู่เจี๊ยะได้มาพักจำพรรษาที่วัดทรายงาม อ.เมือง จ.จันทบุรี โดยมีท่านพระอาจารย์กงมา  จิรปุญโญ เป็นเจ้าสำนัก ซึ่งในเวลานั้นท่านพระอาจารย์กงมา และท่านพ่อลี  ธัมมธโร เดินจาริกธุดงค์มาเผยแพร่ธรรมที่ จ.จันทบุรี หลวงปู่เจี๊ยะจึงได้ศึกษาธรรมจากท่านอาจารย์ทั้งสองซึ่งเป็นศิษย์เอกของท่านพระอาจารย์มั่น  ภูริทัตโต  ณ  ที่ จ.จันทบุรีแห่งนี้

ตำหนิตัวเอง
           ในพรรษาแรกของการบวช ท่านเกิดความขี้เกียจและมักจะหลบนอน พอมาถึงกลางพรรษาท่านก็มานึกตำหนิตัวเอง ว่าเรากินข้าวชาวบ้านแล้ว ทำไมถึงมาขี้เกียจอย่างนี้  มันเหมาะสมแล้วหรือสำหรับนักบวชที่สละบ้านเรือนออกมา แต่ก่อนทำงานหนักๆแจวเรือทั้งวันยังทำได้  พระแบบเรานี้จะต่างอะไรกับฆราวาสหัวดำๆ  เราทำแบบนี้ควรแล้วหรือที่ให้ญาติโยมเขากราบไหว้บูชา ท่านจึงด่าตัวเองดังๆในใจว่า “ ไอ้ห่า...มึงเป็นพระให้เขากราบไหว้ แล้วมึงภาวนานั่งสู้โยมแก่ๆไม่ได้ แล้วมึงจะบวชมาทำไม ”

ตั้งสัจจะบารมี
           ในพรรษาที่ ๒ หลวงปู่เจี๊ยะได้ถือธุดงค์ปฏิบัติว่าด้วยการไม่นอน คือบำเพ็ญความเพียรไม่นอนในตอนกลางคืนเลย ตลอดช่วงเวลาเข้าพรรษา ๓ เดือน แต่พักผ่อนเล็กน้อยในเวลากลางวัน          ท่านได้ตั้งหน้าประกอบความเพียร ทั้งเดินจงกรม และนั่งสมาธิภาวนา และได้ตั้งสัจจะว่า “ ข้าพเจ้าจะถือเนสัชชิคือการไม่นอนตลอดทั้งพรรษา ในเวลาค่ำคืนไม่นอน ด้วยพุทธานุภาพ ธัมมานุภาพ สังฆานุภาพ ถ้าแม้นว่าข้าพเจ้าไม่ทำตามสัจจะนี้  ขอให้ข้าพเจ้าถูกฟ้าผ่าตาย  ถูกไฟไหม้ตาย  ถูกแผ่นดินสูบ  ถูกน้ำท่วมตาย ”               จากนั้นท่านได้ภาวนาอยู่ไม่รู้คำว่าหยุดถอย จนกระทั่งในพรรษาที่ ๓ เกิดจิตรวมครั้งใหญ่ใต้ต้นกระบก ปรากฏประหนึ่งว่า แผ่นดินแผ่นฟ้าละลายหมด กายกับใจนี้ขาดออกจากกัน เหมือนโลกนี้ขาดพรึบลงไปไม่มีอะไรเหลือเลยเหลือแต่ความบริสุทธิ์ของใจดวงเดียว          ท่านถึงกับอุทานภายในใจว่า “ นี่แหละชีวิตอันประเสริฐ เราได้พานพบแล้ว ”

กราบลาอาจารย์ทั้งสอง
           หลังจากจิตรวมใหญ่ในครั้งนั้น หลวงปู่เจี๊ยะท่านจึงได้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องเดินทางไปพบพระอาจารย์มั่น  ภูริทัตโตให้ได้ เพื่อที่จะได้นำไปเล่าถวายให้ท่านฟังและขออุบายนำมาปฏิบัติให้ก้าวหน้าต่อไป          ท่านจึงได้กราบลาพระอาจารย์กงมา  จิรปุญโญ และ ท่านพ่อลี  ธัมมธโร ออกเดินทางมุ่งสู่ จ.เชียงใหม่ เพื่อติดตามหาหลวงปู่มั่น ซึ่งในขณะนั้นท่านพระอาจารย์มั่นธุดงค์อยู่ทางภาคเหนือ  ก่อนมาท่านพ่อลีได้เตือนว่า “ ท่านจะอยู่กับหลวงปู่มั่นได้หรือ? ทุกขณะจิตของท่านหลวงปู่มั่นท่านจะทราบหมด ถ้าไปอยู่กับท่านอย่าให้เสียชื่อเรานะ ”           เมื่อกราบลาท่านอาจารย์ทั้งสองแล้ว หลวงปู่เจี๊ยะจึงได้ออกเดินทางขึ้นไปเหนือ การเดินทางของหลวงปู่เจี๊ยะในครั้งนั้นมีสหธรรมิกของท่านร่วมเดินทางไปด้วย คือ ท่านพ่อเฟื่อง  โชติโก

เปรตที่วัดเจดีย์หลวง
           เมื่อเดินทางมาถึง จ.เชียงใหม่ ท่านได้เข้าพักที่วัดเจดีย์หลวง ในเมืองเชียงใหม่ สมเด็จพระมหาวีระวงศ์ ( พิมพ์  ธัมมธโร ) สมัยนั้นท่านอยู่วัดเจดีย์หลวง ได้ให้หลวงปู่เจี๊ยะเข้าไปนอนในเจดีย์ มีทางลอดแคบๆเข้าไปพอนอนได้ ภายในเจดีย์นั้นมีผีดุมาก พอท่านเอนกายลงเท่านั้น มีผีเปรตตัวใหญ่ดำมะเมี่ยม มายืนคร่อมท่านไว้ หลวงปู่เจี๊ยะจึงว่าคาถาแล้วมันก็หายไป           พอถึงตอนเช้ามีพระหลายองค์มาบอกว่า ใครๆเข้าไปนอน เป็นต้องหนีตายออกมาตอนกลางคืน มีท่านนี่แหละอยู่ได้จนสว่าง ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาผีเปรตที่เคยหลอกหลอนคนและพระก็เงียบสงบไป

พระบุพพาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน
           พักที่วัดเจดีย์หลวงนานพอสมควรแล้ว     ก็ออกเดินทางตามหาท่านพระอาจารย์มั่นไปทาง อ.พร้าว  เป็นการเดินทางที่ทุกข์ทรมานที่สุดในชีวิตของท่าน เพราะต้องเดินด้วยเท้าเปล่าข้ามป่าเขาลำเนาไพรจุดหมายอยู่ที่ใดก็ไม่ทราบ ร่างกายอ่อนแรงเต็มที รำพึงรำพันนึกถึงท่านพระอาจารย์มั่นเป็นพันๆหมื่นๆ ครั้งว่า           “ หลวงปู่มั่นอยู่ไหนช่วยหน่อย เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ใครๆเขาก็พูดว่าหลวงปู่มั่นรู้วาระจิตคน ตอนนี้ผมพระเจี๊ยะเดินทางมาหา เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว จะไปทางไหนก็ไม่รู้ ถ้าหลวงปู่มั่นรู้ด้วยญาณก็ส่งคนมารับหน่อย เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ”   เมื่อเดินทางถึงบ้านแม่กอย ถามชาวบ้านก็ทราบว่าท่านพักอยู่ที่วัดร้างป่าแดง จึงเร่งเดินทางไปลืมความเหน็ดเหนื่อยเมื่อสักครู่ไปอย่างสิ้นเชิง  เมื่อไปถึงกระท่อมก็เห็นพระรูปหนึ่งรูปร่างเล็กๆ ลักษณะองอาจ ผิวดำแดง นั่งห่มจีวรเปิดไหล่ แสดงอาการให้เห็นว่ากำลังรอใครบางคนอย่างเห็นได้ชัด  ในใจขณะนั้นนึกขึ้นมาทันทีว่า “ นี่แหละหลวงปู่มั่น ! ท่านคงรู้วาระจิตของเราเป็นแน่แท้ จึงมานั่งรอ ”   จึงหมอบเข้าไปกราบและถวายตัวเป็นลูกศิษย์ของท่านอยู่ ณ ที่แห่งนั้น

หลวงปู่มั่นรู้วาระจิต
           เมื่อรับฟังโอวาทจากท่านพระอาจารย์มั่นด้วยความซาบซึ้งแล้ว ก็เข้าสู่ที่พัก แต่ด้วยอากาศที่หนาวเหน็บทำให้เนื้อตัวสั่นเทา ตกดึกๆนอนไม่หลับจึงเดินเข้าไปหาพระอาจารย์เฟื่อง  โชติโก แล้วกระซิบเบาๆเป็นการหยั่งเชิงเพื่อนดูว่าจะคิดอย่างไร ว่า “ เฟื่องเว้ย... หนาวเว้ย... กลับบ้านดีกว่า...” พระอาจารย์เฟื่องนิ่งเฉยไม่ตอบประการใด ส่วนในใจพระอาจารย์เจี๊ยะก็ไม่ได้ท้อถอยเช่นกัน          พอรุ่งเช้าก็เดินออกมาที่หอฉัน  พอท่านพระอาจารย์มั่นเห็นหน้าเท่านั้นแหละ ท่านก็พูดขึ้นด้วยเสียงดุดังว่า “ คนทะลงทะเลไม่มีความอดทน ไป...ไป ไม่มีใครอาราธนามาที่นี่  ”        พอท่านพูดจบ   เหมือนกับว่าสายฟ้าฟาดลงบนกระหม่อมทันที  จึงได้แต่เตือนตัวเองไว้ในใจว่า “ เอาละนะ  เจอของจริงแล้ว  ระวังตัวให้ดี ”

ตามหลวงปู่มั่นกลับอีสาน
           ในปี พ.ศ.๒๔๘๒ ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ ( จูม  พันธุโล ) ได้มีหนังสือนิมนต์ท่านพระอาจารย์มั่นกลับไปภาคอีสาน ประกอบกับท่านอยู่ทางเหนือมานานเป็นเวลาถึง ๑๒ ปี ท่านจึงเอ่ยขึ้นว่า “ เจี๊ยะเว้ย... กลับบ้านเราเถอะ มาอยู่ทางเชียงใหม่ไม่ค่อยได้หมู่คณะ ลงไปทางอีสานบ้านเราได้หมู่คณะแยะกว่า กลับทางเราดีกว่า ”          ท่านพระอาจารย์เจี๊ยะจึงได้ติดสอยห้อยตามท่านพระอาจารย์มั่นกลับมาภาคอีสาน ท่านพระอาจารย์มั่น ได้เข้าพักที่วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา จากนั้นได้ย้ายไปวัดโนนนิเวศน์ ในเขต จ.อุดรธานี และวัดป่าบ้านโคก จนวัดสุดท้ายที่ท่านไปอยู่คือวัดป่าบ้านหนองผือนาใน อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร รวมระยะเวลา ๕ พรรษา

หลวงปู่เสาร์มรณะภาพ
           เมื่อครั้งที่หลวงปู่มั่นพักอยู่ที่วัดป่าสุทธาวาส จ.สกลนคร หลวงปู่เสาร์ได้มีจดหมายมานิมนต์ท่านพระอาจารย์มั่น  เนื่องจากในเวลานั้นหลวงปู่เสาร์ป่วยหนัก  หลวงปู่มั่นจึงมอบหมายให้หลวงปู่เจี๊ยะไปแทน           เมื่อมาถึงวัดดอนธาตุ อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี หลวงปู่เสาร์มีอาการหนักมาก หลวงปู่เจี๊ยะมีโอกาสได้อยู่อุปัฏฐากจนกระทั่งอาการท่านดีขึ้น           หลังจากหลวงปู่เสาร์หายจากอาพาธแล้ว ท่านได้เดินทางไปทำบุญอุทิศให้พระอุปัชฌาย์ที่ประเทศลาว หลวงปู่เสาร์และคณะได้เดินทางมาถึงนครจำปาศักดิ์ ท่านก็เกิดป่วยหนัก หลวงปู่เจี๊ยะก็ไปรับท่านเข้ามายังวัดอำมาตย์ เมื่อเข้าไปในอุโบสถหลวงปูเสาร์ท่านก็กราบพระ เมื่อกราบลงครั้งที่สามสังเกตเห็นท่านกราบนานผิดปกติ เมื่อจับชีพจรดูก็รู้ว่าชีพจรท่านไม่ทำงานแล้ว  หลวงปู่เจี๊ยะจึงได้จัดการเรื่องงานศพท่านอย่างสุดความสามารถสมกับที่ท่านพระอาจารย์มั่นมอบหมายให้เป็นตัวแทนมา

คว่ำวัฏฏจักร วัฏฏจิต ที่เชิงเขาบายศรี
           หลังจากที่หลวงปู่เจี๊ยะ  ได้จากถิ่นฐานบ้านเกิดของท่านไปนานหลายปี ในปี พ.ศ.๒๔๙๒ ท่านได้ธุดงค์มาทางแถบเชิงเขาบายศรี ในเขต อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี อันเป็นป่าทึบ ชุกชุมไปด้วยไข้มาเลเรีย และสัตว์ป่านานาชนิด เช่น เสือ หมี ช้าง เป็นต้น  หลวงปู่เจี๊ยะได้ป่วยเป็นไข้มาเลเรียอย่างหนัก ท่านได้เร่งภาวนาชนิดสละตาย พอจิตวางปั๊บ จิตมีอิสระอย่างสูงสุด คว่ำวัฏฏจักร วัฏฏจิต แหวกอวิชชาและโมหะอันเป็นประดุจตาข่าย ด้วยการฮุกหมัดเด็ด คือวิปัสสนาญาณเข้าปลายคาง อวิชชาถึงขั้นตายไม่มีฟื้น พระพุทธเจ้าอยู่ที่ใดทราบได้อย่างประจักษ์ใจ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ถูกเปิดด้วยมหาสติ มหาปัญญา เสียงเทวบุตร เทวธิดา ประกาศก้องสาธุการ ประสานเสียงสำเนียงไพเราะจนกระเทือนไปทั่วโลกธาตุ  ท่านลุกขึ้นกราบพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ อย่างถึงใจ คำว่า พุทธสาวกประจักษ์ขึ้นแก่ใจอย่างแท้จริงในเวลานั้น

เดินทางโดยรถสิบล้อ
           ปฏิปทาของหลวงปู่เจี๊ยะ ค่อนข้างที่จะแปลกกว่าครูบาอาจารย์องค์อื่นๆ นั่นก็เป็นแต่เพียงภายนอก แต่ภายในของท่านนั้นบริสุทธิ์หลุดพ้นไปแล้ว อาการที่ท่านแสดงออกภายนอกบางอย่าง    เป็นที่กังขาแก่ผู้ที่พบเห็นยิ่งนักอย่างเรื่องโบกรถ รถทุกคันต้องจอดรับท่าน สมัยก่อนเวลาเข้ากรุงเทพฯ ท่านชอบเดินทางด้วยรถสิบล้อ เวลาจะโบกรถ ท่านจะไปยืนห่มจีวรอยู่กลางถนน รถคันไหนวิ่งมาเป็นต้องจอดรับทุกคัน   มีอยู่ครั้งหนึ่ง  มีจดหมายมานิมนต์ท่าน ในจดหมายนั้นบอกว่า “ เมื่อได้รับแล้วให้มาด่วนทันที ”  เมื่อท่านอ่านจบก็รีบคว้าย่าม คว้าจีวร พะรุงพะรัง เดินดิ่งตรงไปหน้าวัด มือก็พยายามคลุมจีวร บังเอิญรถวิ่งมาพอดี เมื่อรถวิ่งมาถึง มือก็คลุมจีวรอยู่ โบกรถก็ไม่ได้ ท่านจึงใช้ตีนโบกรถ ยกตีนขึ้นๆลงๆ พร้อมกับตะโกนว่าหยุดเดี๋ยวนี้  รถวิ่งผ่านไปแบบไม่สนใจ ท่านก็ตะโกนด่าตามหลัง พวกพระที่ไปแอบฟังข้างกำแพงพากันแอบหัวเราะคิกคัก เอามือปิดปากไว้กลัวท่านได้ยิน

ครูบาอาจารย์องค์สำคัญมาเยี่ยมเสมอ
           พระอาจารย์เจี๊ยะ  จุนโท ท่านเป็นพระสำคัญ แต่คนโดยส่วนมากไม่รู้  แต่ต้องแปลกใจ เมื่อเห็นครูบาอาจารย์สายกรรมฐานที่มีชื่อเสียงหลายองค์เดินทางมาเยี่ยมท่านเสมอ เช่น หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม วัดอรัญญวิเวก อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม , หลวงปู่หลุย จันทสาโร วัดถ้ำผาบิ้ง อ.วังสะพุง จ.เลย , หลวงปู่ชอบ ฐานสโม วัดป่าสัมมานุสรณ์ อ.วังสะพุง จ.เลย , หลวงปู่สาม อกิญจโน วัดป่าไตรวิเวก อ.เมือง จ.สุรินทร์ , หลวงพ่อพุธ ฐานิโย วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา , หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ วัดป่าเขาน้อย อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ เป็นต้น
          โดยเฉพาะกับหลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม ท่านจะถูกอัธยาศัยกันมาก ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๐ หลวงปู่เจี๊ยะไปช่วยงานสมโภช ๒๕ พุทธศตวรรษของท่านพ่อลีที่วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ หลวงปู่ตื้อนั้งรถแท็กซี่มาหาหลวงปู่เจี๊ยะ พร้อมกับตะโกนพูดว่า “ เจี๊ยะโว้ย! วัดแตกแล้วโว้ย”  ในที่สุดก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ตอนหัวค่ำหลวงปู่ตื้อเทศน์ ตอนดึกๆหลวงปู่เจี๊ยะขึ้นเทศน์ เทศน์ถึงพริกถึงขิง คนที่มาในงานฟังเทศน์แตกฮือ! บางคนถึงกับฟังไม่ได้

หลวงปู่ขาว  อนาลโย
           ในสมัยที่อยู่กับหลวงปู่มั่น  ภูริทัตโต หลวงปู่มั่นท่านได้ปรารภให้หลวงปู่เจี๊ยะฟังถึงเรื่องราวของหลวงปู่ขาว อนาลโย ว่าเป็นผู้หมดจดจากกิเลสแล้ว หลวงปู่เจี๊ยะจึงได้ออกธุดงค์ตามหาหลวงปู่ขาวจนได้พบในที่แห่งหนึ่ง  หลวงปู่เจี๊ยะถามพระรูปหนึ่งว่า “ หลวงปู่ขาวองค์ไหน”   พระรูปนั้นบอกว่า “ โน่น... รูปโน้นหลวงปู่ขาว  อยู่ท้ายสุดโน้น”  มองดูแล้วไม่ค่อยมีใครสนใจท่านเลย เหมือนเป็นพระแก่ๆธรรมดาองค์หนึ่ง เมื่อทราบดังนั้นแล้ว จึงได้คลานเข้าไปกราบท่าน พร้อมกับพนมมือขึ้นเหนือหัวพูดว่า “ ครูบาอาจารย์ขาวครับ ถ้าผมผิดพลาดอะไร อย่าลืมตักเตือนผมนะ ผมยอมรับผิดทุกอย่างขอให้เตือนผม สอนผม บางทีอาจจะพลั้งเผลอทำกรรมอันไม่สมควร ”  เมื่อพูดเสร็จ หลวงปู่ขาวท่านก็ยังงง ๆ ว่าใครกัน ? อยู่ๆมาตู่ให้เราเป็นอาจารย์

หลวงตามหาบัวพูดถึงหลวงปู่เจี๊ยะ
           หลวงตามหาบัวพูดถึงหลวงปู่เจี๊ยะว่า ตอนที่อยู่ด้วยกันที่เสนาสนะป่าบ้านโคกนั้น เห็นหลวงปู่มั่น กับหลวงปู่เจี๊ยะ เถียงกันตาดำตาแดง แต่เถียงทีไรหลวงปู่เจี๊ยะหน้าผากแตกทุกที พอเถียงกันเสร็จก็นั่งคุยกันอยู่อย่างนั้นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ดูแล้วเหมือนพ่อกับลูกคุยกัน หลวงปู่เจี๊ยะท่านชอบไปแหย่หลวงปู่มั่น ส่วนลูกศิษย์คนอื่นๆจะกลัวหลวงปู่มั่นมาก เวลาท่านทะเลาะกันทีไรเสียงดังลั่น หลวงตามหาบัวยืนตัวสั่นอยู่ข้างทางจงกรม พอหลวงปู่เจี๊ยะเดินลงมา หลวงตามหาบัวก็เข้าไปถามว่าเมื่อกี้ทะเลาะอะไรกันกับหลวงปู่มั่น หลวงปู่เจี๊ยะก็บอกว่าผมเย็บผ้าผิดท่านก็ดุน่ะสิ  ผิดถูกหลวงปู่เจี๊ยะท่านก็ยอมรับไปตามนั้นเพราะท่านเป็นคนตรง

วิชาหนังเหนียว
           มีโยมผู้หญิงคนหนึ่งอยากอยู่ยงคงกะพันหนังเหนียวฟันแทงไม่เข้า จึงไปขอให้หลวงปู่เจี๊ยะเป่าหัวให้  ขอให้หนังเหนียวฟันแทงไม่เข้า  หลวงปู่ก็บอกว่าของพวกนี้เป็นสิ่งไม่จีรังยั่งยืน  แต่แกก็ยังยืนยันท่าเดียวขอให้หลวงปู่เป่าหัวให้ หลวงปู่ท่านก็รำคาญจึงเป่าให้  หลังจากนั้นผ่านไปประมาณครึ่งเดือน เสียงรถพยาบาลวิ่งเข้ามาที่วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม รถมาจอดที่หน้ากุฏิหลวงปู่ ผู้หญิงคนนั้นร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด แพทย์และพยาบาลนำเธอเข้ามากราบเรียนหลวงปู่ว่า “ หลวงปู่เจ้าคะ ช่วยเป่ากะหม่อมถอนวิชาหนังเหนียวให้ด้วยเถอะ ตอนนี้จะตายอยู่แล้ว ปวดท้องเหลือเกิน ไส้ติ่งจะแตกอยู่แล้ว หมอพยายามผ่าตัด เข็มฉีดยาก็ไม่เข้า มีดหมอเฉือนเท่าไหร่ก็ไม่เข้า หนังดิฉันมันเหนียวจริงๆ” เธอพูดทั้งๆที่มือกุมท้องอยู่ หลวงปู่จึงเป่าให้ แพทย์และพยาบาลก็นำเธอขึ้นรถกลับไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลได้อย่างปกติ

วาจาสิทธิ์
           หลวงปู่เจี๊ยะท่านเคยเดินทางไปโปรดชาวสิงคโปร์ ท่านพาญาติโยมนั่งสมาธิครั้งละ ๒ ชั่วโมง ชาวสิงคโปร์ต่างแปลกใจว่าพระแก่ๆทำไมนั่งได้นานขนาดนั้น วันหนึ่งหลวงปู่ท่านตื่นเช้ากว่าปกติ ท่านว่าวันนี้ถ้าใครเข้ามาหาเรา อธิษฐานอะไร จะสมหวังทุกอย่าง     แล้วท่านก็แสดงธรรม           หลังจากท่านแสดงธรรมจบ ท่านปรารภว่า วันนี้ใครปรารถนาอะไรให้อธิษฐานเอา จะได้ทุกอย่าง มีโยมคนหนึ่งอธิษฐานขอถูกรางวัลที่ ๑ แล้วเขาก็ถูกจริงๆ ส่วนคนอื่นๆในนั้นอธิษฐานอะไรก็ได้ตามนั้น เป็นที่น่าอัศจรรย์อย่างมาก  แม้บางวันท่านนั่งอยู่ ท่านพูดว่าวันนี้คนนั้นคนนี้จะมาหาเวลาเท่านั้นเท่านี้ ลูกศิษย์ก็รอดูว่าจะมาจริงเหมือนที่ท่านพูดหรือไม่ พอถึงเวลาคนที่หลวงปู่พูดถึงว่าจะมาหา เขาก็มาหาท่านตามวันเวลาที่ท่านพูดจริงๆ

ด้ามขวานมีเท่าไหร่กลึงให้ฟรีหมด
           มีโยมคนหนึ่งมีโรงกลึงไม้อยู่แถวหัวลำโพง  เมื่องานวันเกิดหลวงปู่เจี๊ยะใกล้มาถึง พระจะนำไม้ไปจ้างกลึงด้ามขวานทีละเยอะๆ แกเกิดสงสัยจึงเดินทางมากราบหลวงปู่ที่วัด ทีแรกแกก็ไม่ได้เลื่อมใสศรัทธาอะไรมากมาย พระก็มอบเส้นเกศาของหลวงปู่ให้แกเป็นที่ระลึก        แกก็เอาไปบูชาไว้บนหิ้งพระที่บ้าน วันหนึ่งแกทำความสะอาดหิ้งพระจึงนำมาเปิดดูปรากฏว่า เกศาของหลวงปู่เจี๊ยะได้รวมตัวกันเป็นพระธาตุที่สวยงาม แกเกิดศรัทธาเลื่อมใสหลวงปู่อย่างมาก เมื่อมีพระไปติดต่อกลึงด้ามขวานเพื่อแจกในงานพระราชทานเพลิงศพของหลวงปู่เจี๊ยะ เขาบอกว่า สำหรับของหลวงปู่เจี๊ยะแล้วมีเท่าไหร่เอามาเลย ไม้ที่นี่มีเท่าไหร่ให้หมดเลย งานอื่นไม่ต้องทำ ทำงานนี้อันเดียว งานพระอรหันต์แบบนี้หาที่ไหนไม่มีอีกแล้ว

สร้างภูริทัตตเจดีย์
           หลวงปู่เจี๊ยะ  จุนโท ท่านมีความรักเคารพต่อท่านพระอาจารย์มั่น  ภูริทัตโต ผู้เป็นอาจารย์ของท่านอย่างมาก สมัยที่อยู่เชียงใหม่กับหลวงปู่มั่น  ขณะที่หลวงปู่มั่นกำลังล้างหน้าแล้วฟันท่านหลุดออกมา ท่านจึงได้มอบฟันนั้นให้กับหลวงปู่เจี๊ยะ  หลวงปู่เจี๊ยะได้เก็บฟันนั้นไว้และต่อมาฟันของหลวงปู่มั่นก็ได้แปรสภาพกลายเป็นพระธาตุ หลวงปู่เจี๊ยะจึงได้สร้างเจดีย์เพื่อบรรจุทันตธาตุของท่านพระอาจารย์มั่นขึ้นที่วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม ได้นิมนต์ครูบาอาจารย์สายกรรมฐานมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก มีหลวงตามหาบัว  ญาณสัมปันโน มาเป็นประธาน  ลักษณะขององค์พระเจดีย์นั้นสร้างเป็นรูปทรงพุ่มข้าวบิณฑ์สมัยสุโขทัยตามที่หลวงปู่นิมิตเห็น  องค์พระเจดีย์สร้างด้วยหินอ่อน ความสูง ๓๗ เมตร สิ้นงบประมาณการสร้าง ๕๐ ล้านบาท

หลวงปู่มรณภาพ
           ตลอดชีวิตของหลวงปู่เจี๊ยะ  จุนโท ท่านได้สร้างคุณประโยชน์ให้แก่โลกและพระพุทธศาสนามากมาย ท่านเคยจัดผ้าป่าถวายเงินและทองคำช่วยชาติ ทอดถวายร่วมโครงการช่วยชาติกับหลวงตามหาบัวหลายครั้ง แม้ชาวป่าชาวเขาที่ท่านเคยธุดงค์ผ่านไปอาศัยบิณฑบาต ท่านก็ได้มอบเงินสร้างโรงเรียน และ ศูนย์ฝึกอาชีพให้  วัดวาอารามต่าง ๆ ในพระพุทธศาสนาท่านก็ไปสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์จนนับไม่ถ้วน  จวบจนวันที่ ๒๓ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๔๗ หลวงปู่เจี๊ยะ  จุนโท ได้ละสังขารด้วยความสงบ ณ โรงพยาบาลศิริราช ท่ามกลางความอาลัยของลูกศิษย์ลูกหาทั่วประเทศ สิริรวมอายุได้ ๘๘ ปี ๖๘ พรรษา  วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม ในปัจจุบันมีท่านพระอาจารย์บุญช่วย  ปัญญวัณโต เป็นเจ้าอาวาสต่อจากหลวงปู่เจี๊ยะ  ท่านเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่เจี๊ยะและเป็นพระสุปฏิปันโนอีกรูปหนึ่งที่สามารถกราบไหว้บูชาได้อย่างสนิทใจ

ที่มา : http://www.kammatanclub.com
เรียบเรียงโดย  นายอภิภัสร์ ปาสานะเก

ลิ้งค์หัวข้อ: http://www.banloktip.com/webboard/index.php?topic=1274
สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีตได้

 

 

ทุกสิ่งสำเร็จที่ใจ" วันนี้เราร้องไห้ เราทุกข์เพราะอดีตทำให้ทุกข์มาเกิดในวันนี้  และวันนี้คืออดีตของพรุ่งนี้ หากไม่เปลี่ยนวันนี้แล้วพรุ่งนี้จะดีได้อย่างไร เรากินเหล้า เราเที่ยวเตร่ ไม่ดูแลพ่อแม่ ไม่ดำรงในศีลเลยแม้แต่วันพระก็ไม่เว้นทำบาป ชีวิตนี้มันหมดไปวัน ๆ พอตายแล้วก็หาภพภูมิที่ดีไม่ได้ เสียดาย..


Banloktip.com ได้ก่อตั้งขึ้น เพื่ออุทิศให้ คุณพ่อสำเร็จ ทิตาวงศ์