เรื่องโลกที่สาม ตอน “เงินบุญ”

พฤศจิกายน 4, 2017 เรื่องเล่ากฏแห่งกรรม
"เงินบุญ"

เงินมาก เงินน้อยก็บุญนะโยม บุญอยู่ที่ใจเรา

เรื่องโลกที่สาม ตอน “เงินบุญ”

//ง่วงนอน ทุกๆ วันก่อนนอนผู้เขียนจะนั่งสมาธิ จากนั้นจะนอนนับลมหายใจจนหลับไป คืนหนึ่งหลังจากที่ผู้เขียนหลับตาลงนั้น ผู้เขียนรู้สึกว่าตนเองไม่ได้หลับอยู่ในห้อง แต่กลับมายืนอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งที่สร้างด้วยไม้หลังใหญ่
บริเวณด้านหน้าวัดมีคนไม่กี่คนที่กำลังตกแต่งกิ่งไม้ด้วยกระดาษสีดูสวยงาม จัดทำไว้เป็นเหมือนกองกฐินหรือผ้าป่าที่เห็นกันทั่วไปตามวัดต่างๆ ถัดไปด้านหลังจะมีพระประธานองค์ใหญ่อยู่ ผู้เขียนเดินเข้าไปกราบพระแล้วนำเงินในกระเป๋าติดลงไปบนกิ่งไม้ที่คนกลุ่มเมื่อสักครู่นี้ได้ทำเตรียมไว้ ๒๐ บาท ผู้เขียนยืนคิดอยู่ในใจว่า “ ทำไมฉันไม่รวยนะ จะได้มีเงินถวายวัดให้มากกว่านี้” ผู้เขียนคิดได้สักพักก็ได้ยินเสียงแทรกขึ้นมาว่า

“เงินมาก เงินน้อยก็บุญนะโยม บุญอยู่ที่ใจเรา” ผู้เขียนหันกลับไปเห็นหลวงพ่อท่านหนึ่ง อายุน่าจะประมาณ ๕๐ กว่าๆ ท่านยืนเอามือไพล่หลัง แล้วอมยิ้มมาทางผู้เขียน ท่านเมตตาคุยกับผู้เขียนว่า “เงิน นั้นถ้ามาจากคนที่ทำด้วยใจ เอามาต่อเติมอะไรมันก็จะเจริญงอกงามนะ”

จากนั้นก็ได้ยินเสียงแตรวงคนโห่ร้อง มีขบวนแห่ใหญ่โต มองเห็นจากหน้าต่างวัดที่ผู้เขียนยืนอยู่ ฝั่งตรงข้ามที่มีคลองน้ำกั้นอยู่ มีอีกหนึ่งวัด แต่วัดฝั่งตรงข้ามนั้นดูใหญ่โต มีสิ่งปลูกสร้างมากมาย ผิดจากวัดที่ผู้เขียนยืนอยู่ ที่เป็นเพียงศาลาหลังไม้เก่าๆเท่านั้น ด้วยความสงสัยผู้เขียนดันพูดออกไปว่า “วัดข้าง ๆ คงได้เงินมาจากคนที่ทำบุญด้วยใจเยอะแน่ ๆ ถึงได้เจริญใหญ่โต”

หลวงพ่อท่านก็ยิ้มๆ แล้วกวักมือเรียกให้ตามมา ท่านพาลงไปท่าน้ำแล้วนั่งเรือไปอีกฝั่งเพื่อมุ่งหน้าไปวัดที่ผู้เขียนได้ถามท่านขึ้น เมื่อเข้าไปใกล้ๆยิ่งเห็นความสวยงามของวัดที่หลวงพ่อพาเข้ามา ทั้งสวยงามและใหญ่โต พอมาถึงท่านพาเดินไปที่โบสถ์ ประตูโบสถ์มียักษ์ตัวใหญ่สองตนเฝ้าอยู่ ผู้เขียนแปลกใจที่ว่าทำไม มีคนมายืนรอเพื่อจะเข้าไปข้างในโบสถ์มากมาย แต่ไม่สามารถเข้าไปได้ และส่วนมากมีแต่คนที่แต่งตัวดูดีมีฐานะทั้งนั้น

แต่ความสวยงามของโบสถ์ทำให้ผู้เขียนถึงกับตะลึง ยืนมองดูความสวยที่ผู้เขียนเองไม่เคยเห็นมาก่อน ประตูโบสถ์แกะสลักด้วยลวดลายอย่างสวยงามมีประดับเพชร พลอยมีแสงระยิบระยับสวยจับตาจับใจ
ลักษณะประตูทั้งกว้างและสูงสุดลูกหูลูกตา หลวงพ่อท่านก็เดินเข้าไปด้านในโบสถ์ ยักษ์ทั้งสองตนที่ยืนเฝ้าด้านหน้า ก้มกราบท่าน พอมีอีกคนจะเข้าตามท่านไป ยักษ์สองตนนั้นก็เอาไม้กระบองที่เป็นอาวุธประจำกายกั้นเอาไว้ไม่ให้ตามเข้าไป แล้วบอกว่า
“เจ้าเข้าไม่ได้ เข้าได้เฉพาะคนที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น”

ยักษ์อีกตนได้ชี้มาที่ผู้เขียนกับอีกคนที่ยืนถัดจากผู้เขียนด้านขวามือ อนุญาตให้เข้าไปในโบสถ์นั้นได้ ด้านในของโบสถ์ไม่ต่างอะไรกับวัดหลังที่ผู้เขียนไปครั้งแรก มีช่องมีร่องผุพัง ผู้เขียนเดินสำรวจดูไปเรื่อยๆ คนที่ได้เข้ามาพร้อมกันกับผู้เขียนเขาก้มลงไปมองที่ร่องไม้ด้านล่างจากนั้นก็ร้องตะโกนเสียงดังขึ้นพลักตัวออกมาจากร่องไม้ที่เขาก้มลงไปมองจนเท้าตกลงไปในร่องไม้ เกิดเป็นโพรงใหญ่ทำให้เห็นด้านล่าง ผู้เขียนเลยชะโงกลงไปดูบ้าง

ด้านล่างมันมืดๆ มีแสงสลัวๆ มีหมอกด้านล่างอากาศชื้นๆ เฉอะแฉะ มีกลิ่นอับๆ มันหนาวเย็นยะเยือก จนผู้เขียนต้องเอามือลูบแขนตนเอง แต่สิ่งที่ทำให้ผู้เขียนถึงกับสะดุ้งและกลัวจนขนหัวลุก คือสิ่งที่เห็นด้านล่างของร่องไม้นั้น คือ คน!! แต่หัวเป็นสัตว์ ทุกคนที่เดินไปมาที่ด้านล่างนั้น มีรูปร่างคล้ายๆ คน แต่มีหัวเป็นสัตว์ บางคนหัวเป็นวัว บางคนหัวเป็นหมา บางคนหัวเป็นแมว ผู้เขียนไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน กลัวสุดชีวิต เพราะรูปร่างที่เจอแต่ละคนผอมสูง บางคนอ้วนใหญ่จนเหมือนเนื้อจะปริแตกออกมา ผู้เขียนพยายามไม่ส่งเสียงเพราะกลัวพวกด้านล่างจะได้ยินเสียงของผู้เขียน
หลวงพ่อท่านเดินมาถามผู้เขียนว่า..?
“กลัวมั้ยละโยม?
โยมรู้มั้ยว่าสิ่งนั้นคืออะไร?”

แล้วท่านก็ชี้ไปที่ศาลาหลังไม้ที่ผู้เขียนมาครั้งแรกว่า “โยมว่าที่วัดนั้นกับวัดที่นี้ ด้านในกับด้านนอกเหมือนกันมั้ย?”
“ไม่เหมือนกันคะ” ผู้เขียนตอบพลางมองลงไปดูด้านล่าง จากร่องไม้นั้นที่มีคนแต่มีหัวเป็นสัตว์เดินไปเดินมาเต็มไปหมด “แล้วโยมว่าด้านในของวัดที่นั้นกับด้านในของวัดที่นี้ละ โยมว่าเหมือนกันมั้ย?”

sponsored by google

“ด้านในวัดเหมือนกันคะ แต่ด้านนอกวัดต่างกันคะ แต่หลวงพ่อคะ วัดไม้หลังโน้นด้านในของวัดไม่มีตัวอะไรเหมือนแบบนี้นะค่ะ” ผู้เขียนรีบตอบทันที่

“ที่โยมเห็นนั้นเขาเรียกว่าเปรต ด้านล่างที่เห็นเป็นนรกชั้นเปรต ของนักบุญในคราบเปรต ผู้ใดทำบุญด้วยเงินที่หวังผลในบุญนั้น และมีเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ ผู้นั้นจะมีรุปร่างเป็นคนแต่หัวเป็นสัตว์เดรัจฉาน”

“แล้วคนที่ยืนรอด้านนอกโบสถ์ละคะ พวกเขามายืนรอเพื่อเข้ามาด้านในนี้หรือคะหลวงพ่อ” ผู้เขียนถามเพราะสงสัยตั้งแต่เดินเข้ามาเห็นในครั้งแรก

“คนที่โยมเห็นยืนรอที่หน้าประตูโบสถ์ นั้นคือนักบุญที่ใจไม่บริสุทธิ์ อธิฐานบุญแต่ใจหวังไม่บริสุทธิ์ ก็จะได้เข้ามาแล้วล่วงลงไปตรงที่โยมเห็น” หลวงพ่อชี้มือไปที่โพรงไม้แตกที่คนนั้นได้สะดุดจนไม้แตกเป็นโพรงใหญ่
ในตอนนั้นผู้เขียนบอกได้คำเดียวว่ากลัวมาก ๆ ขนาดแค่นรกชั้นบนที่เป็นชั้นของเปรต มันยังน่ากลัวขนาดนี้ บรรยากาศในนั้นมันเกินที่จะบรรยายจริง ๆ ภาพที่เห็นในตอนนั้นมันติดตามาจนถึงทุกวันนี้

หลังจากนั้นผู้เขียนก็ออกมาจากโบสถ์แล้วนั่งเรือกลับวัดเดิม หลวงพ่อท่านเมตตาบอกกับผู้เขียนว่า “สร้างบุญด้วยเงิน ต้องสร้างด้วยใจที่สะอาด อย่าใช้เงินบุญเป็นตราบาป แทนที่จะได้บุญกลับได้บาปเป็นของตอบแทน”

แล้วผู้เขียนก็กลับมาอยู่ห้องนอนของตนเอง ในใจตอนนั้นกลัวมาก ๆ แต่มันก็ทำให้ผู้เขียนนั้นเกรงกลัวต่อสิ่งที่ผู้เขียนได้ไปเห็น

ก่อนที่ผู้เขียนจะมาฝึกกรรมฐาน ผู้เขียนไม่เคยรู้หรอกว่า อะไรคือ บุญ อะไรคือ บาป และผู้เขียนไม่เคยรู้ด้วยว่าการทำบุญทำไปเพื่ออะไร เพราะผู้เขียนเป็นชาวพุทธ และพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย สอนแต่ให้ผู้เขียนทำบุญเยอะๆ แต่ไม่ได้สอนให้ผู้เขียนเข้าใจว่า การทำบุญนั้นเราจะต้องทำอย่าไรถึงจะได้บุญ และจะต้องทำบุญอย่างไรถึงจะไม่ต้องกลายเป็นเปรต เมื่อผู้เขียนมาฝึกกรรมฐาน ฝึกสมาธิ ฝึกทำจิตใจให้เป็นกลาง จึงทำให้ผู้เขียนได้รู้และเข้าใจว่า เราจะต้องทำอย่างไร ถึงจะได้บุญ การทำบุญแต่อธิฐานด้วยกิเลส แบบนั้นไม่ใช่บุญ เมื่อทำบุญ แต่กลับอธิฐานขอให้ร่ำรวยถูกหวยแบบนี้ไม่ใช่ การอธิฐานขอจากบุญที่ตนเองทำ

deeต้องอธิฐานด้วยจิตที่ตั้งมั่นว่า “ ขอให้บุญที่ข้าพเจ้าได้ทำ จงส่งผลให้ข้าพเจ้านั้นมี สติ มีปัญญาแก้ไขปัญหา และเจอแสงสว่างในยามทุกข์ด้วยเทอญ”

 

0 Comments

You can be the first one to leave a comment.

Leave a Comment